ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอเรื้อรังนานเกินสองสัปดาห์: โรคปอดบวมหรือวัณโรคในเด็กที่ต้องรีบพาหาหมอ

อาการไอในเด็กเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนคุ้นเคยดี เนื่องจากเด็กเล็กมักป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องไปโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่หากอาการไอนั้นยืดเยื้อและลากยาวเกินกว่าสองสัปดาห์ อาอาการไอธรรมดาจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่กุมารแพทย์ทุกท่านให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะอาการไอเรื้อรังในเด็กอาจไม่ใช่แค่หวัดเรื้อรังธรรมดา แต่เป็นเงาซ่อนเร้นของโรคระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง เช่น โรคปอดบวม หรือวัณโรคในเด็ก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีก่อนที่โรคจะลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ทำความเข้าใจอาการไอเรื้อรังในเด็กและสาเหตุที่ซ่อนอยู่

อาการไอเป็นกลไกการป้องกันตัวของร่างกายเพื่อขับสิ่งแปลกปลอมและเสมหะออกจากทางเดินหายใจ แต่หากกลไกนี้ทำงานต่อเนื่องเกิน 14 วัน ถือว่าเป็นอาการไอเรื้อรัง (Chronic Cough) ในเด็ก ในฐานะกุมารแพทย์มักจะแบ่งสาเหตุของอาการไอเรื้อรังออกตามกลุ่มอายุและลักษณะของอาการ โดยโรคติดเชื้อที่น่ากังวลที่สุดและต้องได้รับการแยกแยะอย่างละเอียด ได้แก่ โรคปอดบวม (Pneumonia) และโรควัณโรคในเด็ก (Pediatric Tuberculosis) ซึ่งทั้งสองโรคนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อเนื้อเยื่อปอดและความสามารถในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของเด็ก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของโรคปอดบวมมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อไมโคพลาสมา ที่ลุกลามลงสู่เนื้อปอด ทำให้ถุงลมในปอดเต็มไปด้วยหนองและสารคัดหลั่ง ร่างกายจึงพยายามขับออกด้วยการไออย่างต่อเนื่อง ส่วนโรควัณโรคในเด็กเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium Tuberculosis) ซึ่งเด็กมักได้รับเชื้อมาจากผู้ใหญ่ใกล้ชิดในครอบครัวหรือคนในบ้านที่มีอาการวัณโรคแฝงหรือวัณโรคแอคทีฟโดยไม่รู้ตัว เชื้อนี้จะเข้าไปฝังตัวในปอดและทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองรอบขั้วปอดโต และกดเบียดหลอดลมทำให้เกิดอาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะเรื้อรัง

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

การสังเกตลักษณะการไอและอาการร่วมอื่นๆ จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจความรุนแรงของโรคได้ดีขึ้น โดยทั่วไปโรคปอดบวมมักเริ่มจากอาการหวัดธรรมดา มีไข้ น้ำูกไหล แล้วพัฒนาอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน เด็กจะมีไข้สูง ไอถี่ขึ้น หายใจเร็ว หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน และมีเสียงหายใจผิดปกติ เช่น เสียงครอดแครดหรือเสียงหวีด ขณะที่โรควัณโรคในเด็กมักมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เด็กจะมีอาการไอเรื้อรังนานเกินสองสัปดาห์ น้ำหนักตัวลดลงหรือไม่ยอมโตตามเกณฑ์ มีไข้ต่ำๆ เรื้อรังช่วงบ่ายหรือเย็น มีเหงื่อออกมากตอนกลางคืน และมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังร่วมกับน้ำหนักลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคในครอบครัว แม้จะไม่มีไข้สูง พ่อแม่ต้องรีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองวัณโรคทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดเพราะเชื้ออาจกระจายไปสู่อวัยวะอื่น เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งมีความรุนแรงสูงมาก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในกรณีที่ลูกมีอาการไอเรื้อรังร่วมกับสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ต่อไปนี้ พ่อแม่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบสองสัปดาห์:

  • ไข้สูงลอยเกินสามวัน หรือไข้ไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว
  • อาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจจนอกบุ๋ม ซี่โครงบาน หรือปีกจมูกขยับรุนแรง
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • เด็กมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ร่าเริง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • มีอาการชักร่วมด้วยเนื่องจากไข้สูงหรือขาดออกซิเจน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาเด็กที่มีอาการไอเรื้อรังมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งระยะเวลาของอาการ ลักษณะการไอ ประวัติการฉีดวัคซีน ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว และประวัติการสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค ตามด้วยการตรวจร่างกายโดยการฟังเสียงปอดอย่างละเอียด

หากสงสัยว่าเด็กเป็นโรคปอดบวมหรือวัณโรค แพทย์อาจพิจารณา ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อดูความผิดปกติในเนื้อปอด การตรวจเสมหะหรือการทำ Gastric Lavage (การล้างกระเพาะเพื่อหาเชื้อวัณโรคในเด็กเล็กที่ไม่สามารถบ้วนเสมหะได้) รวมถึงการตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและค่าการอักเสบ และการทดสอบทูเบอร์คูลิน (Tuberculin Skin Test หรือ Mantoux Test) เพื่อคัดกรองการติดเชื้อวัณโรค

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคปอดบวมและวัณโรคในเด็กมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

  • การรักษาโรคปอดบวม: หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อและความรุนแรง ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อทานเองเด็ดขาด ส่วนในกรณีที่เกิดจากไวรัส จะเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคอง เช่น การพ่นยาขยายหลอดลม การทำกายภาพบำบัดทรวงอกเพื่อเคาะปอดและระบายเสมหะ
  • การรักษาวัณโรคในเด็ก: ต้องใช้ยาต้านวัณโรคร่วมกันหลายชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอย่างน้อยหกเดือน การรับประทานยาต้องมีความสม่ำเสมอและห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดแม้ว่าอาการไอจะหายไปแล้ว เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อวัณโรค

สำหรับการดูแลที่บ้าน พ่อแม่ควรให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ 100 เปอร์เซ็นต์ จัดเตรียมอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายและมีประโยชน์ ให้น้ำอุ่นจิบ่อยๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ และรักษาสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ปราศจากฝุ่นควัน บุหรี่ หรือมลพิษที่อาจกระตุ้นให้อาการไอแย่ลง

คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดตามซอกคอ รักแร้ และหนีบไว้ เพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้ยากขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดหรือไข้จากปอดบวมเด็ดขาด เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งส่งผลให้ตับและสมองอักเสบรุนแรงถึงชีวิต
  • การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้เท่านั้น ห้ามให้ยาเกินขนาด
  • ห้ามใช้ยาแก้ไอระงับอาการไอในเด็กเล็กที่มีเสมหะในปริมาณมากโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะการระงับอาการไอจะทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดและทำให้อาการปอดบวมแย่ลงไปอีก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาให้เด็กทานเองโดยเด็ดขาด เพราะหากเป็นการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะจะไม่ช่วยรักษาและยังสร้างเชื้อดื้อยาอีกด้วย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคปอดบวมและวัณโรคสามารถทำได้โดยการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเด็ก พาเด็กไปรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขและกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไอเมถุน วัคซีนป้องกันโรคปอดบวม (PCV) และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี นอกจากนี้ การให้เด็กได้รับนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอย่างน้อย 6 เดือน จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การล้างมือบ่อยๆ และการหลีกเลี่ยงพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ ก็เป็นมาตรการสำคัญในการปกป้องลูกน้อยให้ห่างไกลจากโรคร้ายเหล่านี้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down