ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอจนหน้าดำหน้าแดง: สัญญาณอันตรายของโรคไอกรนในทารก

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจในเด็ก สิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองตื่นตระหนกและพาบุตรหลานมาห้องฉุกเฉินกลางดึกมากที่สุดคือ อาการไอที่รุนแรงจนเด็กมีใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำหรือสีดำ พร้อมกับเสียงหายใจเข้าที่ผิดปกติ อาการ ลูกไอจนหน้าดำหน้าแดง: สัญญาณอันตราย นี้มักไม่ใช่การไอจากไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนคลาสสิกของโรคร้ายแรงที่ชื่อว่า โรคไอกรน (Pertussis) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่อันตรายถึงชีวิตโดยเฉพาะในเด็กทารกอายุน้อยกว่าหนึ่งปีที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน บทความฉบับนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ทำความเข้าใจอย่างละเอียดตั้งแต่สาเหตุ อาการเตือนภัย การรักษา ตลอดจนวิธีป้องกันที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

ทำความเข้าใจโรคไอกรนและสาเหตุการเกิดโรค

โรคไอกรน (Pertussis หรือ Whooping Cough) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า บอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส (Bordetella pertussis) เชื้อโรคชนิดนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ แบคทีเรียจะเข้าไปเกาะติดกับเซลล์ขนส่งเมือกบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้น ปล่อยสารพิษ (Toxins) ออกมาทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเมือกเหนียวข้นสะสมเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงอย่างรุนแรง

กลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่หากติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ได้แก่ ทารกแรกเกิดถึงอายุหกเดือนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่และขนาดของหลอดลมมีขนาดเล็กมาก เมื่อเกิดการเกร็งตัวและมีเสมหะอุดกั้น จึงทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนได้อย่างรวดเร็ว

ลักษณะอาการและระยะการดำเนินของโรค

การดำเนินของโรคไอกรนมีความพิเศษและแตกต่างจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป โดยแบ่งออกเป็นสามระยะอย่างชัดเจน ดังนี้

  • ระยะแรกหรือระยะติดเชื้อหวัด (Catarrhal Stage): เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์แรก อาการจะคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ น้ำูกไหล จาม ไอเล็กน้อย และตาแดง ระยะนี้เป็นระยะที่เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ง่ายที่สุดเนื่องจากผู้ป่วยยังไม่มีอาการไอเด่นชัด
  • ระยะไอเป็นชุดหรือระยะกำเริบ (Paroxysmal Stage): เริ่มเข้าสู่สัปดาห์ที่สองถึงสัปดาห์ที่หก อาการไอจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้ป่วยจะมีอาการไอติดต่อกันเป็นชุดๆ ห้าถึงสิบครั้งในลมหายใจเดียวกันโดยไม่มีโอกาสได้หายใจเข้าคั่นกลาง จนกระทั่งลมหมดปอด จากนั้นจะพยายามหายใจเข้าอย่างแรงทำให้เกิดเสียงดังวูฟ (Whoop) และเป็นสาเหตุที่ทำให้ ลูกไอจนหน้าดำหน้าแดง เนื่องจากร่างกายขาดออกซิเจนชั่วขณะ ภายหลังการไอชุดนี้เด็กมักจะอาเจียนออกมาเป็นเสมหะเหนียวข้นหรือนมที่เพิ่งดื่มเข้าไป
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage): เข้าสู่สัปดาห์ที่หกถึงสัปดาห์ที่สิบ อาการไอจะค่อยๆ ถี่ลดลงและมีความรุนแรงน้อยลง แต่การไอบางครั้งอาจยังคงหลงเหลืออยู่ได้นานนับเดือนเมื่อเด็กเผชิญกับสิ่งกระตุ้น เช่น อากาศเย็น ฝุ่นละออง หรือการติดเชื้อไวรัสซ้ำ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในเด็กทารกอายุน้อยกว่าสองเดือน อาการเสียงไอดังวูฟอาจไม่ชัดเจนเหมือนในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ แต่ทารกจะมีอาการหยุดหายใจ (Apnea) ตัวเขียวคล้ำ ชัก หรือหมดสติทันทีหลังไอ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการช่วยเหลือชีวิตอย่างเร่งด่วน

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากคุณพ่อคุณพบว่าลูกน้อยมีอาการไอร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อแม้:

  • อาการไอร่วมกับหน้าดำ หน้าเขียว ริมฝีปากหรือเล็บมือเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ แสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจนอย่างรุนแรง
  • มีภาวะหยุดหายใจนานเกินสิบวินาทีระหว่างการไอแต่ละครั้ง หรือมีอาการชักเกร็ง
  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
  • อาเจียนทุกครั้งหลังไอ ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือนมได้เลย ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้มจัด

กระบวนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับประวัติการรับวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยไอเรื้อรังในครอบครัวหรือโรงเรียน และทำการตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด จากนั้นจะพิจารณา ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันโรค ได้แก่ การทำพีซีอาร์เทส (Real-time PCR) จากการป้ายสารคัดหลั่งบริเวณโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) ซึ่งมีความแม่นยำสูงและให้ผลเร็ว การตรวจนับเม็ดเลือดขาว (Complete Blood Count) ซึ่งมักพบเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์สูงผิดปกติ และการเอกซเรย์ปอดเพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไอกรนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอายุของผู้ป่วย โดยแบ่งแนวทางหลักออกเป็นดังนี้:

  • การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) เช่น อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือ คลาริโทรมัยซิน (Clarithromycin) แม้ว่ายาปฏิชีวนะจะไม่สามารถตัดวงจรอาการไอที่เป็นอยู่แล้วให้หายขาดได้ทันทีในระยะกำเริบ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยกำจัดเชื้อโรคออกจากทางเดินหายใจ ลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น และลดความรุนแรงของโรคหากเริ่มให้ยาตั้งแต่ระยะแรก
  • การรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive Care): ในเด็กทารกเล็กหรือรายที่มีอาการรุนแรง จำเป็นต้องรับไว้รักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (PICU) เพื่อให้อซิเจนเสริม การดูดเสมหะออกจากทางเดินหายใจอย่างสม่ำเสมอ การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในกรณีที่เด็กไม่สามารถดื่มนมได้ และการเฝ้าระวังภาวะหยุดหายใจอย่างใกล้ชิด
คำแนะนำจากคุณหมอ: ยาแก้ไอ ยาขับเสมหะ หรือยาระงับอาการไอทั่วไป ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กเล็กที่เป็นโรคไอกรน เนื่องจากตัวยาอาจไปกดศูนย์การไอและทำให้ทารกไม่สามารถขับเสมหะเหนียวข้นออกมาได้ ส่งผลให้เสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้นและเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในระหว่างที่ดูแลเด็กป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและมีไข้ พ่อแม่ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ยาอย่างเคร่งครัด:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง
  • การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ สิบถึงสิบห้ามิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง เมื่อมีไข้เท่านั้น
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด หากเด็กติดเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่ช่วยรักษาและยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

การป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

มาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคไอกรนคือ การได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดยักษ์ (DTP หรือ DTaP) ตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข โดยเด็กควรได้รับวัคซีนเข็มแรกตอนอายุสองเดือน และรับเข็มกระตุ้นตามตารางวัคซีนอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีนกระตุ้นไอกรนในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันถ่ายทอดสู่ทารกในครรภ์และปกป้องทารกในช่วงเดือนแรกเกิดก่อนที่จะได้รับวัคซีนเข็มแรก

การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และการหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตอาการไอของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากมีอาการไอเป็นชุดจนหน้าดำหน้าแดง ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์ทันที
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเรื่องการรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามกำหนด
  • ห้ามซื้อยาแก้ไอหรือยาปฏิชีวนะให้เด็กรับประทานเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
  • พาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down