เมื่อเผชิญภาวะท้องเสียฉุกเฉินแต่ไม่มีผงเกลือแร่ ORS: ความสำคัญของการป้องกันภาวะขาดน้ำ
อาการท้องเสียหรือภาวะอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Diarrhea) เป็นปัญหาทางสุขภาพที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กทารก เด็กเล็ก ไปจนถึงผู้สูงอายุ แม้ว่าคนส่วนใหญ่มักมองว่าอาการท้องเสียเป็นเรื่องปกติที่สามารถหายได้เอง แต่ในทางเวชปฏิบัติและการแพทย์เฉพาะทาง ภาวะอุจจาระร่วงเฉียบพลันสามารถทวีความรุนแรงจนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หากผู้ป่วยสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสมและทันท่วงที
กลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เด็กทารก เด็กวัยเตาะแตะ และผู้สูงอายุ มีสัดส่วนของน้ำในร่างกายและกลไกการปรับสมดุลสารน้ำ (Fluid and Electrolyte Balance) ที่เปราะบางกว่าวัยผู้ใหญ่ปกติ การสูญเสียน้ำเพียงเล็กน้อยในกลุ่มนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะช็อกจากการขาดน้ำ (Hypovolemic Shock) ได้อย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผู้ป่วยมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรงที่บ้าน หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถหาซื้อผงเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสีย (Oral Rehydration Salts หรือ ORS) ได้ทันที การมีความรู้เรื่องการเตรียมสารน้ำทดแทนชั่วคราวด้วยตนเองจึงเป็นทักษะการปฐมพยาบาลทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งในการรักษาชีวิตผู้ป่วย
กลไกการเกิดโรคและสาเหตุหลักที่ทำให้อุจจาระร่วงเฉียบพลัน
เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมการชดเชยสารน้ำจึงมีความสำคัญสูงสุด แพทย์จำเป็นต้องอธิบายถึงกลไกการเกิดโรค (Pathophysiology) ของภาวะอุจจาระร่วง ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลไกหลัก ได้แก่
- กลไกการหลั่งสารน้ำผิดปกติ (Secretory Diarrhea): เกิดจากการที่ผนังลำไส้ถูกกระตุ้นโดยสารพิษจากแบคทีเรีย (Enterotoxins) เช่น เชื้ออหิวาตกโรค (Vibrio cholerae) หรือเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ทำให้เซลล์เยื่อบุผิวลำไส้หลั่งน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะโซเดียมและคลอไรด์ ออกมาในสารละลายลำไส้ปริมาณมหาศาล
- กลไกการอักเสบและการทำลายเยื่อบุผิวลำไส้ (Inflammatory or Osmotic Diarrhea): เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น โรตาไวรัส (Rotavirus) หรือ โนโรไวรัส (Norovirus) รวมถึงเชื้อแบคทีเรียกลุ่มที่รุกรานเข้าสู่ผนังลำไส้ เช่น ซัลโมเนลลา (Salmonella) และ ชิเกลลา (Shigella) เชื้อเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเซลล์เยื่อบุผิวลำไส้ ทำให้ลำไส้สูญเสียความสามารถในการดูดซึมน้ำและสารอาหาร น้ำที่ไม่ถูกดูดซึมจึงดึงน้ำในร่างกายให้ออกมาปนกับอุจจาระมากขึ้น
เมื่อกลไกเหล่านี้ทำงาน ร่างกายจะสูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่สำคัญอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโซเดียม (Sodium) โพแทสเซียม (Potassium) และไบคาร์บอเนต (Bicarbonate) ส่งผลให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง ผิวแห้ง ความดันโลหิตต่ำ และอาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis) ได้
การดำเนินโรคและลำดับอาการแสดงตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงระยะฟื้นตัว
การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถประเมินความรุนแรงของโรคและตัดสินใจเข้าพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที โดยทั่วไป อาการของภาวะอุจจาระร่วงเฉียบพลันจะดำเนินไปตามระยะดังต่อไปนี้
1. ระยะเริ่มต้น (Onset Phase)
ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการปวดมวนท้อง ท้องอืด มีเสียงโครกครากในลำไส้ (Increased bowel sounds) นำมาก่อน ตามด้วยการถ่ายอุจจาระที่เหลวขึ้นเรื่อยๆ อาจเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วยในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส
2. ระยะเด่นชัดหรือระยะวิกฤต (Peak Phase)
ในระยะนี้ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเป็นน้ำบ่อยครั้ง หรือถ่ายเป็นมูกเลือดหากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง (Dysentery) การอาเจียนอาจรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ สัญญาณของการขาดน้ำจะเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เช่น ปากแห้ง คอแห้ง กระหายน้ำจัด อ่อนเพลีย ตัวเย็น และปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นและมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด
3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase)
หลังจากที่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อโรคออกไปได้ หรือได้รับการชดเชยสารน้ำอย่างเพียงพอ ความถี่ในการถ่ายอุจจาระจะค่อยๆ ลดลง อุจจาระจะเริ่มจับตัวเป็นก้อนมากขึ้น อาการคลื่นไส้อาเจียนและไข้จะลดลง ผู้ป่วยเริ่มมีความอยากอาหารและกลับมามีเรี่ยวแรงตามปกติ ระยะนี้เยื่อบุผิวลำไส้จะกำลังอยู่ในกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์
สูตรเตรียมน้ำเกลือแร่ใช้เองที่บ้านชั่วคราว: ทางเลือกฉุกเฉินที่มีวิทยาศาสตร์การแพทย์รองรับ
ในกรณีที่เกิดภาวะท้องเสียฉุกเฉินและไม่มีผงเกลือแร่ ORS สำเร็จรูปติดบ้าน องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) และแพทยสภาสากลได้ให้การยอมรับสูตรการเตรียมสารน้ำทดแทนด้วยตนเองโดยใช้ของใช้ในครัวเรือน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการขาดน้ำได้ดีในระดับหนึ่ง โดยอาศัยหลักการทางสรีรวิทยาของการดูดซึมสารอาหารที่ลำไส้เล็ก
- น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว: ปริมาตร 1 ลิตร (หรือ 1,000 มิลลิลิตร)
- เกลือแกง (เกลือปรุงอาหาร): ปริมาณ 1/2 ช้อนชา (ประมาณ 3.5 กรัม) เพื่อเป็นแหล่งของโซเดียมและคลอไรด์
- น้ำตาลทราย: ปริมาณ 6 ช้อนชา (ประมาณ 25 กรัม) เพื่อเป็นแหล่งของกลูโคส
วิธีเตรียมและผสม: ล้างมือให้สะอาด นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงในน้ำต้มสุกที่สะอาด คนจนเกลือและน้ำตาลละลายเข้ากันทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ดื่มทีละน้อยแต่บ่อยครั้งตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ น้ำเกลือแร่ที่ผสมแล้วควรดื่มให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง หากเหลือให้เททิ้งและผสมใหม่เพื่อความปลอดภัยจากการปนเปื้อนเชื้อโรค
กลไกการทำงานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Physiological Mechanism)
การผสมน้ำตาลทรายและเกลือในสัดส่วนที่ระบุข้างต้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ได้รับการคำนวณมาตามหลักการทางสรีรวิทยา ลำไส้เล็กของมนุษย์มีระบบขนส่งสารอาหารที่เรียกว่า ตัวขนส่งร่วมโซเดียมและกลูโคส (Sodium-Glucose Cotransporter-1 หรือ SGLT-1) ซึ่งระบบนี้จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมีโมเลกุลของกลูโคสและโซเดียมเข้าจับพร้อมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสม เมื่อช่องทางนี้ทำงาน ร่างกายจะสามารถดูดซึมโซเดียมและน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าลำไส้จะกำลังอักเสบจากเชื้อโรคอยู่ก็ตาม การใส่น้ำตาลทรายมากเกินไปจะส่งผลเสียทำให้อุจจาระร่วงรุนแรงขึ้น เนื่องจากน้ำตาลที่มากเกินไปจะดึงน้ำออกจากร่างกายเข้าสู่ลำไส้ด้วยกลไกออสโมซิส (Osmotic effect) ในขณะที่การใส่เกลือมากเกินไปอาจทำให้ปริมาณโซเดียมในเลือดสูงเกินเกณฑ์ปกติ (Hypernatremia) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมอง
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่บอกว่าต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
แม้ว่าการให้สารน้ำทดแทนที่บ้านจะช่วยบรรเทาอาการในผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ แต่ผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังและประเมินภาวะขาดน้ำอย่างเคร่งครัด หากพบอาการแสดงทางคลินิกหรือสัญญาณเตือนอันตรายต่อไปนี้ ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลหรือแผนกฉุกเฉินทันทีโดยไม่รีรอ
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้งสนิท ไม่มีน้ำตาไหลเมื่อร้องไห้ เบ้าตาลึกโหล ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่น (เมื่อดึงผิวหนังขึ้นมาแล้วปล่อย ผิวหนังไม่คืนตัวกลับสู่สภาพเดิมทันที หรือ Skin turgor poor)
- อาการทางระบบประสาทจากการขาดน้ำและเกลือแร่ผิดปกติ: ซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก อ่อนเพลียจนไม่มีแรงยืน นอนซม หรือมีอาการสับสนกระสับกระส่าย ในเด็กเล็กอาจมีอาการชักหรือชักจากไข้สูงร่วมด้วย
- ความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะ: ไม่มีปัสสาวะออกเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง หรือในเด็กเล็กพบว่าผ้าอ้อมแห้งสนิทไม่มีปัสสาวะเปียกเลยเป็นเวลานาน
- อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด: ชีพจรเต้นเร็ว อ่อนแรง มือเท้าเย็นซีด ตัวลาย หรือความดันโลหิตต่ำ
- ลักษณะอุจจาระและอาการร่วมที่เป็นอันตราย: ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน (Bloody diarrhea) ซึ่งบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงที่มีการทำลายเยื่อบุผิวลำไส้ หรือมีไข้สูงลอยไม่ยอมลดลงหลังจากรับประทานยาลดไข้
- การอาเจียนรุนแรง: อาเจียนตลอดเวลา ไม่สามารถรับประทานอาหาร น้ำ หรือแม้กระทั่งสารน้ำเกลือแร่ได้เลย
การตรวจวินิจฉัยและขั้นตอนการดูแลรักษาในโรงพยาบาล
เมื่อผู้ป่วยเดินทางมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางจะดำเนินการประเมินและตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย ดังนี้
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด (Clinical Assessment)
แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่มีอาการ ความถี่และปริมาณของอุจจาระและอาเจียน ลักษณะของอุจจาระ ประวัติการรับประทานอาหารและน้ำ ร่วมกับการประเมินสัญญาณชีพ (Vital signs) อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ และประเมินระดับความรุนแรงของภาวะขาดน้ำตามเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์
2. การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)
- การตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (Serum Electrolytes): เพื่อตรวจสอบปริมาณโซเดียม โพแทสเซียม คลอไรด์ และไบคาร์บอเนต ในกระแสเลือด เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนการปรับเกลือแร่ในร่างกายอย่างเหมาะสม
- การตรวจวิเคราะห์อุจจาระ (Stool Examination & Culture): ตรวจดูการปนเปื้อนของเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ และการเพาะเชื้อเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรค รวมถึงการตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรมหรือชุดตรวจเร็ว (Rapid Antigen Test) เช่น โรตาไวรัส และอะดิโนไวรัส
- การตรวจความเข้มข้นของเลือดและการทำงานของไต (Complete Blood Count & Kidney Function Test): เพื่อประเมินความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง (Hematocrit) ที่จะสูงขึ้นเมื่อร่างกายขาดน้ำ และตรวจสอบค่าครีอะตินีน (Creatinine) เพื่อประเมินภาวะไตวายเฉียบพลันจากการขาดน้ำ (Prerenal Acute Kidney Injury)
วิธีดูแลรักษาตัวที่บ้านอย่างถูกวิธีและการให้ยาที่ปลอดภัย
สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินแล้วว่ามีภาวะขาดน้ำในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และสามารถรับประทานได้โดยไม่มีการอาเจียนรุนแรง แพทย์จะอนุญาตให้กลับมาดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ โดยมีแนวทางการปฏิบัติตามหลักการแพทย์ดังนี้
1. การให้สารน้ำทดแทนอย่างเป็นระบบ (Oral Rehydration Therapy)
ให้จิบน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำเกลือแร่ฉุกเฉินที่ผสมขึ้นเองทีละน้อย โดยใช้ช้อนตักป้อนในเด็กเล็ก หรือจิบจากแก้วในเด็กโตและผู้ใหญ่ โดยให้จิบทุกๆ 5 ถึง 10 นาที เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นให้เกิดการอาเจียนจากการดื่มน้ำปริมาณมากในครั้งเดียว ปริมาณเกลือแร่ที่ควรได้รับหลังการถ่ายอุจจาระแต่ละครั้งคือประมาณ 50 ถึง 100 มิลลิลิตร สำหรับเด็กเล็ก และ 100 ถึง 200 มิลลิลิตร สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่
2. โภชนาการที่เหมาะสมในระหว่างท้องเสีย
ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องอดอาหาร การงดอาหารเป็นเวลานานจะทำให้ลำไส้ขาดสารอาหารและฟื้นตัวได้ช้าลง ควรปฏิบัติดังนี้
- สำหรับทารกที่ดื่มนมแม่: ให้ดื่มนมแม่ต่อไปได้ตามปกติและอาจเพิ่มความถี่ในการให้นม เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารที่ย่อยง่ายและมีภูมิคุ้มกันที่ช่วยทำลายเชื้อโรคในลำไส้
- สำหรับทารกที่ดื่มนมผง: ให้ผสมนมตามสัดส่วนปกติ ไม่ควรเจือจางนม เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง
- สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่: ควรรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น โจ๊กข้าวกล้องต้ม ข้าวต้มปลา ซุปใส หรือกล้วยน้ำว้า หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด และนมวัวชั่วคราวเนื่องจากลำไส้ที่อักเสบอาจขาดเอนไซม์ย่อยน้ำตาลแลคโตสชั่วคราว (Transient Lactase Deficiency)
3. การดูแลเมื่อมีไข้ร่วมด้วย (Fever Management)
หากผู้ป่วยมีไข้ ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น (Tepid Sponge) นานประมาณ 15 ถึง 20 นาที โดยเช็ดเข้าหาหัวใจเพื่อเปิดรูขุมขนและระบายความร้อน ร่วมกับการรับประทานยาลดไข้กลุ่มพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย
ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญและสิ่งที่คุณไม่ควรทำโดยเด็ดขาด
การรักษาภาวะท้องเสียที่ผิดวิธีอาจทำให้อาการของผู้ป่วยแย่ลงอย่างรวดเร็ว แพทย์เฉพาะทางขอเน้นย้ำถึงข้อควรระวังและข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
- ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาแก้ท้องเสีย (Anti-diarrheal drugs เช่น Loperamide) มารับประทานเองโดยเด็ดขาด: ยาในกลุ่มนี้จะไปออกฤทธิ์ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้อุจจาระไม่ไหลออก หากอาการท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง การทานยาหยุดถ่ายจะทำให้เชื้อโรคและสารพิษค้างอยู่ในลำไส้และซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) หรือลำไส้โป่งพองและทะลุจนอันตรายถึงชีวิตได้
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics หรือยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเอง: อาการท้องเสียส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือสารพิษจากอาหาร ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะเข้าไปทำลายจุลชีพชนิดดีในลำไส้ (Normal Flora) ส่งผลให้ท้องเสียเรื้อรังและเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา
- ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันพิษต่อตับ: หากมีไข้ ให้ใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ห้ามกินเกิน 5 ครั้งต่อวัน และห้ามรับประทานยากลุ่มแอสไพริน (Aspirin) หรือยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในกรณีที่ยังมีไข้และยังไม่ได้แยกโรคไข้เลือดออกอย่างชัดเจน เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารได้
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันและรักษาความสะอาดเป็นกุญแจสำคัญในการลดอัตราการเจ็บป่วยจากภาวะอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โดยสามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำทางการแพทย์ดังนี้
- การล้างมืออย่างถูกวิธี: ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ หลังการเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก และก่อนการเตรียมอาหารหรือรับประทานอาหารทุกครั้ง
- หลักอนามัยส่วนบุคคลและอาหาร: ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งดิบกึ่งสุก น้ำดื่มและน้ำแข็งต้องมาจากแหล่งผลิตที่สะอาดและได้มาตรฐาน
- การรับวัคซีนป้องกันโรค (Vaccination): ในเด็กเล็ก แนะนำให้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโรตา (Rotavirus Vaccine) ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดหยอดทางปาก โดยเริ่มหยอดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรคหากเกิดการติดเชื้อ
- การเสริมสร้างจุลชีพที่ดีในลำไส้: การรับประทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือนมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ จะช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันของผนังลำไส้และช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
แนวทางปฏิบัติเร่งด่วนสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลเมื่อเกิดภาวะท้องเสียฉุกเฉิน
- ประเมินอาการเบื้องต้น: สังเกตความถี่ของการถ่าย ปัสสาวะ และการมีไข้หรือการอาเจียนร่วมด้วย
- จัดหาสารน้ำชดเชยทันที: หากไม่มีผงเกลือแร่ ORS สำเร็จรูป ให้ใช้น้ำต้มสุก 1 ลิตร ผสมเกลือ 1/2 ช้อนชา และน้ำตาลทราย 6 ช้อนชา ดื่มจิบทีละน้อยแต่บ่อยๆ
- งดเครื่องดื่มกีฬาและน้ำอัดลม: เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไปซึ่งจะทำให้อาการท้องเสียแย่ลง
- เฝ้าระวังสัญญาณเตือนอันตราย: หากมีอาการปากแห้งสนิท ตาโหล ซึม ไม่มีแรง ปัสสาวะไม่ออกนานกว่า 6 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ให้รีบเดินทางไปโรงพยาบาลทันที
- จดบันทึกอาการ: บันทึกจำนวนครั้งที่ถ่าย ปริมาณของเหลวที่ดื่ม และปริมาณปัสสาวะเพื่อนำข้อมูลแจ้งแก่แพทย์เมื่อไปโรงพยาบาล