ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขปริศนาอาการปวดหูหลังล้างจมูกในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ

การล้างจมูกถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูแลผู้ป่วยโรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis) และโรคระบบทางเดินหายใจส่วนบน ช่วยชะล้างน้ำมูกเหนียวข้น หนอง สารก่อภูมิแพ้ และแบคทีเรียออกจากโพรงจมูก แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยหลายท่านมักพบประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจ นั่นคืออาการปวดหู หน่วงหู หรือรู้สึกหูอื้อที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเพิ่งล้างจมูกเสร็จสิ้น ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีกลไกทางกายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบหู คอ จมูก เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติให้ถูกต้องและปลอดภัย

โครงสร้างภายในของศีรษะมนุษย์มีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบเนียน โดยเฉพาะโพรงจมูก (Nasal Cavity) และโพรงอากาศข้างจมูก (Paranasal Sinuses) ที่มีท่อปรับความดันและระบายสารคัดหลั่งเชื่อมต่อไปยังหูชั้นกลาง ท่อนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า ท่อยูสเตเชียน (Eustachian Tube) เมื่อเกิดภาวะไซนัสอักเสบ เยื่อบุทางเดินหายใจภายในโพรงจมูกและรอบๆ ปากท่อยูสเตเชียนจะบวมอักเสบอยู่แล้ว การใช้น้ำเกลือล้างจมูกด้วยแรงดันที่ไม่เหมาะสม จึงอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบความดันภายในหูและก่อให้เกิดอาการปวดขึ้นมาได้

ทำความเข้าใจโครงสร้างและกลไกการเกิดอาการปวดหูระหว่างล้างจมูก

เพื่อตอบคำถามว่า เป็นไซนัสอักเสบแต่ล้างจมูกแล้วทำไมปวดหูกว่าเดิม เราต้องทำความเข้าใจกลไกการทำงานของท่อยูสเตเชียนและแรงดันน้ำเกลือที่ใช้ในการล้าง ท่อยูสเตเชียนทำหน้าที่หลักในการปรับความดันบรรยากาศภายในหูชั้นกลางให้เท่ากับภายนอก และระบายของเหลวจากหูชั้นกลางลงสู่คอหอย ปกติแล้วท่อนี้จะปิดอยู่และจะเปิดออกขณะที่เรากลืนน้ำลายหรือหาว

ในผู้ที่เป็นโรคไซนัสอักเสบ เยื่อบุผิวภายในโพรงจมูกและรอบรูเปิดของท่อยูสเตเชียนมักจะบวมแดงและมีเสมหะอุดกั้นอยู่แล้ว เมื่อทำการบีบขวดน้ำเกลือหรือใช้ไซริงค์ฉีดน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกด้วยแรงที่มากเกินไป หรือทำในมุมที่ไม่ถูกต้อง น้ำเกลือที่มีแรงดันสูงอาจไหลย้อนเข้าไปดันผ่านรูเปิดของท่อยูสเตเชียนเข้าสู่หูชั้นกลาง แรงดันนี้จะไปดันเยื่อแก้วหูจากด้านใน ทำให้เกิดความดันในหูชั้นกลางสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดหู แน่นหู หูอื้อ หรือบางรายอาจมีอาการวิงเวียนศีรษะร่วมด้วย นอกจากนี้ หากน้ำเกลือที่ปน1เปื้อนเชื้อโรคจากโพรงจมูกถูกดันเข้าไปค้างในหูชั้นกลาง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบตามมาได้อีกด้วย

คำแนะนำจากคุณหมอ: อาการปวดหูเล็กน้อยหลังล้างจมูกอาจหายไปเองได้ภายในไม่กี่นาทีหากท่อยูสเตเชียนระบายอากาศได้เอง แต่หากมีอาการปวดรุนแรง หูอื้อนานหลายชั่วโมง หรือมีของเหลวไหลออกจากหู ควรหยุดล้างจมูกทันทีและมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินภาวะแทรกซ้อน

ปัจจัยเสี่ยงและพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหูกว่าเดิม

การล้างจมูกที่ไม่ถูกวิธีเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อาการปวดหูแย่ลง ปัจจัยสำคัญที่มักพบในผู้ป่วยมีดังต่อไปนี้

  • การใช้แรงดันในการบีบขวดน้ำเกลือหรือไซริงค์มากเกินไป ทำให้ความดันในโพรงจมูกสูงเกินขีดจำกัดที่ท่อยูสเตเชียนจะรับไหว
  • การกลั้นหายใจ อ้าปากค้าง หรือออกเสียงในขณะที่กำลังดันน้ำเกลือเข้าจมูก ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อคอหอยปิดกั้นการระบายอากาศและเพิ่มแรงดันย้อนกลับ
  • การก้มหน้าต่ำเกินไปหรือเอียงศีรษะในมุมที่ไม่ถูกต้อง ทำให้น้ำเกลือไหลไปรวมตัวบริเวณรูเปิดของท่อยูสเตเชียนได้ง่ายขึ้น
  • การใช้น้ำเกลือที่มีอุณหภูมิเย็นจัดหรือร้อนเกินไป กระตุ้นให้เยื่อบุจมูกและท่อยูสเตเชียนเกิดการหดตัวหรือบวมอักเสบมากขึ้น
  • ภาวะบวมอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย ทำให้ช่องทางเดินของอากาศและน้ำแคบลงกว่าปกติ

วิธีปรับท่าทางและเทคนิคการล้างจมูกให้ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการปวดหู ผู้ป่วยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคการล้างจมูกใหม่ทั้งหมด โดยยึดหลักความนุ่มนวลและแรงดันต่ำ ดังนี้

  • ท่านั่งและการจัดศีรษะ: นั่งตัวตรง โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเหนืออ่างล้างหน้า ก้มหน้าลงเพียงเล็กน้อย (ห้ามก้มหน้าขนานกับพื้นหรือเงยหน้าจนเกินไป) อ้าปากเล็กน้อยเพื่อหายใจทางปากตลอดเวลา การอ้าปากจะช่วยยกเพดานอ่อนขึ้นและปิดกั้นโพรงจมูกส่วนบนไม่ให้น้ำเกลือสำลักขึ้นหูหรือลงคอมากเกินไป
  • การควบคุมแรงดัน: หากใช้ไซริงค์พลาสติก ควรค่อยๆ ฉีดน้ำเกลือด้วยความเร็วสม่ำเสมอและนุ่มนวล ห้ามกระแทกแรง หากใช้ขวดบีbน้ำเกลือ ให้บีบเบาๆ ให้เกลือไหลเข้าสู่รูจมูกอย่างต่อเนื่อง
  • ทิศทางของหัวฉีด: หันปลายกระบอกฉีดหรือจุกขวดไปทางด้านหลังของศีรษะ (ตามแนวโค้งของโพรงจมูก) ไม่ควรหันปลายพุ่งขึ้นด้านบนตรงๆ ไปทางหัวตาหรือหน้าผาก
  • การเคลียร์น้ำเกลือส่วนเกิน: หลังล้างเสร็จ ให้ก้มหน้าต่ำลงแล้วสั่งน้ำมูกเบาๆ ออกทางจมูกทั้งสองข้างพร้อมกันในลักษณะเบาที่สุด ห้ามสั่งน้ำมูกแรงเด็ดขาด เพราะแรงดันจากการสั่งน้ำมูกแรงๆ จะส่งผลให้ลมและน้ำเกลือที่ค้างอยู่ถูกดันเข้าไปในหูชั้นกลางและทำให้ปวดหูได้เช่นกัน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามอุดรูจมูกข้างหนึ่งแล้วสั่งน้ำมูกแรงๆ เพื่อไล่น้ำออกเด็ดขาด เพราะจะสร้างแรงดันมหาศาลดันน้ำเกลือและเชื้อโรคเข้าสู่ท่อยูสเตเชียนโดยตรง ทำให้แก้วหูทะลุหรือเกิดหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันได้

สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องมาพบแพทย์หู คอ จมูก ทันที

แม้ว่าอาการปวดหูหลังล้างจมูกส่วนใหญ่จะเกิดจากแรงดันอากาศและความชื้นที่เข้าไปชั่วคราว แต่มีอาการบางประการที่เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งผู้ป่วยควรสังเกตตนเองอย่างใกล้ชิดและรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก ได้แก่

  • อาการปวดหูรุนแรงมากและไม่ทุเลาลงเลยภายในสองถึงสามชั่วโมงหลังหยุดล้างจมูก
  • มีอาการหูอื้อ สูญเสียการได้ยินชั่วคราว หรือรู้สึกเหมือนมีเสียงดังในหูตลอดเวลา
  • มีของเหลว หนอง หรือเลือดไหลซึมออกมาจากรูหูชั้นนอก
  • มีไข้สูงร่วมกับอาการปวดศีรษะรุนแรงบริเวณรอบดวงตา หน้าผาก หรือโหนกแก้ม ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะไซนัสอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลาม
  • มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ทรงตัวไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากการระคายเคืองอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน

การดูแลรักษาทางการแพทย์ร่วมกับการใช้ยาในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ

การรักษาอาการไซนัสอักเสบที่เป็นต้นเหตุของปัญหานี้ต้องอาศัยแนวทางการแพทย์ที่ครบถ้วน เพื่อลดการบวมของเยื่อบุและเปิดทางระบายของท่อยูสเตเชียน แพทย์อาจพิจารณาใช้แนวทางดังต่อไปนี้

  • ยาลดบวมชนิดพ่นจมูก (Nasal Decongestant Sprays): ช่วยลดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูกและปากท่อยูสเตเชียนได้อย่างรวดเร็ว แต่ควรใช้ติดต่อกันไม่เกินสามถึงห้าวันตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันภาวะเยื่อบุจมูกอักเสบจากการใช้ยาเกินขนาด (Rhinitis Medicamentosa)
  • ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก (Nasal Corticosteroids): เป็นยาหลักในการรักษาอาการอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูกและไซนัส ช่วยลดการสร้างสารอักเสบและทำให้ท่อยูสเตเชียนทำงานเป็นปกติในระยะยาว
  • ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines): ในกรณีที่ผู้ป่วยมีสาเหตุจากโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย เพื่อลดการหลั่งน้ำมูกและอาการคันจมูก
  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): หากแพทย์ตรวจพบหลักฐานของการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น มีน้ำมูกเขียวข้นร่วมกับไข้สูงเกินเจ็ดวัน จะต้องได้รับยาฆ่าเชื้อตามแผนการรักษาที่ครบถ้วน ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองเด็ดขาด

การป้องกันและการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหูกลับมาซ้ำซ้อนและการควบคุมโรคไซนัสอักเสบให้สงบ ต้องอาศัยวินัยในการปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอ

  • ใช้น้ำเกลือที่มีความเข้มข้นเหมาะสม (Isotonic Saline 0.9 เปอร์เซ็นต์) และมีอุณหภูมิห้องหรืออุ่นเล็กน้อยประมาณร่างกาย เพื่อลดการระคายเคือง
  • ล้างอุปกรณ์การล้างจมูกด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทุกครั้งหลังใช้งาน พร้อมทั้งผึ่งให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นควัน มลพิษทางอากาศ ขนสัตว์ และควันบุหรี่ ซึ่งทำให้เยื่อบุจมูกบวมตัวขึ้นอีก
  • ดื่มน้ำอุ่นให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้เสมหะและน้ำมูกมีความหนืดลดลง ระบายออกได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้แรงดันสูงในการล้าง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down