ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความรุนแรงและสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อลูกสำลักสิ่งแปลกปลอมแล้วไอมีเลือดออก

เหตุการณ์ลูกสำลักสิ่งแปลกปลอมถือเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุในบ้านที่สร้างความตกใจและตื่นตระหนกให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองมากที่สุด ยิ่งหากเหตุการณ์ดังกล่าวรุนแรงจนกระทั่งลูกมีอาการไอออกมาเป็นเลือดสด หรือมีเสมหะปนเลือดปนเปื้อนออกมาด้วย ยิ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่บ่งบอกถึงการบาดเจ็บรุนแรงภายในระบบทางเดินหายใจ ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินหายใจ ขอย้ำเตือนว่าอาการเลือดออกหลังการสำลักไม่ใช่เรื่องปกติและห้ามมองข้ามเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงสิ่งแปลกปลอมอาจมีความแหลมคม มีพิษ หรือสร้างความเสียหายต่อเยื่อบุหลอดลมและเนื้อปอดเรียบร้อยแล้ว การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องและการนำส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วคือสิ่งที่จะช่วยชีวิตเด็กไว้ได้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ

เมื่อเด็กเล็กซึ่งมักอยู่ในวัยสำรวจโลกและหยิบสิ่งของเข้าปาก เผลอกลืนหรือสูดสำลัก (Foreign Body Aspiration) สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหลอดลม สิ่งเหล่านั้นจะเดินทางผ่านกล่องเสียงลงไปติดอยู่บริเวณหลอดลมส่วนต้น หลอดลมแยกซ้ายหรือขวา หรือลงไปลึกถึงเนื้อปอด กลไกการเกิดอาการไอมีเลือดออกมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ความแหลมคมของสิ่งแปลกปลอม: เช่น เปลือกถั่วเขียว เปลือกเมล็ดทานตะวัน เข็มหมุด ก้างปลา หรือชิ้นส่วนของเล่นพลาสติกที่มีมุมแหลมคม ซึ่งสามารถบาด เย็บ หรือขูดเยื่อบุหลอดลมที่บอบบางให้ฉีกขาดได้ทันทีที่สำลัก
  • ปฏิกิริยาการอักเสบและการติดเชื้อทุติยภูมิ: หากสิ่งแปลกปลอมติดค้างอยู่เป็นเวลานาน ร่างกายจะพยายามขับออกด้วยการไออย่างรุนแรง และเกิดปฏิกิริยาอักเสบ บวมแดง มีเลือดมาคั่งบริเวณนั้น ทำให้เส้นเลือดฝอยเปราะแตกง่ายและมีเลือดปนออกมากับเสมหะ
  • เนื้อเยื่อ granulation tissue: เมื่อสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลมนานเกินไป ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่ออักเสบขึ้นมาห่อล้อม ซึ่งเนื้อเยื่อนี้มีความเปราะและมีเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ทำให้เกิดเลือดออกได้ง่ายเมื่อมีการไอหรือขยับตัว

อาการสำคัญและลำดับเหตุการณ์ที่ต้องสังเกต

อาการของผู้ป่วยที่สำลักสิ่งแปลกปลอมมักแบ่งออกเป็นระยะอย่างชัดเจน ซึ่งพ่อแม่ต้องมีความเข้าใจเพื่อประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ

  • ระยะเฉียบพลัน (Acute Phase): เกิดขึ้นทันทีหลังสำลัก เด็กจะมีอาการไอสำลักอย่างรุนแรง หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) หน้าเขียวคล้ำ (Cyanosis) และอาจเริ่มมีเลือดปนออกมากับน้ำลายหรือเสมหะเนื่องจากการบาดเจ็บเฉียบพลัน
  • ระยะสงบ (Silent Phase): หากสิ่งแปลกปลอมตกลงไปอยู่ในหลอดลมส่วนล่าง อาการไออาจลดลงชั่วคราว ทำให้พ่อแม่เข้าใจผิดว่าลูกปลอดภัยแล้ว แต่แท้จริงแล้วกระบวนการอักเสบภายในกำลังดำเนินอยู่
  • ระยะแทรกซ้อน (Complication Phase): หลังจากผ่านไปหลายวัน เด็กจะเริ่มกลับมาไอเรื้อรัง มีไข้สูงเนื่องจากปอดอักเสบ มีหนอง และมีเสมหะปนเลือดหรือเลือดสดออกมาร่วมด้วย
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms): หากเด็กมีอาการหายใจหอบเหนื่อยรุนแรง ซี่โครงบุ๋ม หายใจมีเสียงดังวี้ดหรือเสียงกูร์ก (Stridor/Wheezing) ริมฝีปากและปลายนิ้วเขียวคล้ำ ซึมลง ไม่ตอบสนอง และมีเลือดไหลออกทางปากหรือจมูกต่อเนื่อง ถือเป็นภาวะฉุกเฉินระดับวิกฤตที่ต้องโทรสายด่วนเรียกรถพยาบาลหรือนำส่งห้องฉุกเฉินทันที

วิธีปฐมพยาบาลเร่งด่วนที่บ้านก่อนถึงมือแพทย์

เมื่อเกิดเหตุการณ์ลูกสำลักและมีเลือดออก พ่อแม่ต้องตั้งสติและปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน ห้ามตื่นตระหนกจนทำให้สถานการณ์แย่ลง

  • ประเมินการหายใจและทางเดินหายใจ: หากเด็กยังรู้ตัวดีและสามารถไอออกมาได้ ให้สนับสนุนการไอของเด็ก ห้ามใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในช่องปากสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด หากสิ่งแปลกปลอมอยู่ลึก การใช้นิ้วล้วงอาจดันสิ่งแปลกปลอมให้ลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจลึกยิ่งขึ้น
  • ทำ Heimlich Maneuver หรือ Back Blows: หากเด็กมีอาการสำลักแล้วเริ่มเขียว หายใจไม่ออก หรือหมดสติ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ให้ใช้การตบหลัง (Back Blows) และกดหน้าอก (Chest Thrusts) ส่วนเด็กโตให้ใช้การกระแทกช่องท้อง (Abdominal Thrusts)
  • การจัดการเมื่อมีเลือดออก: ให้จัดท่าให้เด็กนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งอาจทำให้สำลักเลือดซ้ำซ้อน ห้ามให้เด็กนอนราบ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในกรณีที่เด็กไอมีเลือดออกหลังสำลัก แม้ว่าอาการไอจะทุเลาลงแล้ว ห้ามรอสังเกตอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาด เพราะเศษวัสดุหรือแผลฉีกขาดภายในหลอดลมจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยผ่านการส่องกล้องตรวจหลอดลม (Bronchoscopy) โดยกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทางเดินหายใจเท่านั้น

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์และกุมารแพทย์จะดำเนินการประเมินและให้การรักษาอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามลักษณะสิ่งแปลกปลอม ระยะเวลาที่เกิดเหตุ และลักษณะของเลือดที่ไอออกมา พร้อมทั้งใช้หูฟังตรวจเสียงหายใจในปอดทั้งสองข้าง
  • การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อตรวจสอบตำแหน่งของสิ่งแปลกปลอม (กรณีที่เป็นโลหะหรือวัสดุทึบรังสี) และประเมินภาวะปอดแฟบหรือปอดอักเสบ อย่างไรก็ตาม สิ่งแปลกปลอมที่เป็นพืชหรือพลาสติกอาจมองไม่เห็นบนเอ็กซเรย์
  • การส่องกล้องตรวจและรักษาหลอดลม (Bronchoscopy): เป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ทั้งในการวินิจฉัยและการรักษา โดยแพทย์จะใช้กล้องส่องเข้าไปในหลอดลมเพื่อคีบเอาสิ่งแปลกปลอมออก พร้อมทั้งดูดเลือดและทำความสะอาดบริเวณที่มีการบาดเจ็บ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

อุบัติเหตุจากการสำลักและการมีเลือดออกเป็นภาวะที่เปราะบาง พ่อแม่ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำที่ผิดพลาดซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต

  • ห้ามให้น้ำหรืออาหารใดๆ ทานเด็ดขาด: ในขณะที่ยังมีอาการสำลักหรือมีเลือดออก เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารหรือน้ำสำลักลงสู่ปอดซ้ำซ้อน
  • ห้ามเขย่าตัวเด็กแรงๆ หรืออุ้มกลับหัว: การกระทำดังกล่าวไม่ช่วยให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออก แต่อาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนตัวไปอุดกั้นหลอดลมส่วนที่ใหญ่กว่าเดิมและทำให้ขาดอากาศหายใจเฉียบพลัน
  • ห้ามซื้อยาหยุดไอหรือยาห้ามเลือดให้เด็กกินเอง: อาการไอเป็นกลไกธรรมชาติที่ร่างกายพยายามขับสิ่งแปลกปลอมออก การใช้ยาหยุดไออาจทำให้สิ่งแปลกปลอมค้างอยู่และเกิดการติดเชื้อรุนแรงตามมา

การป้องกันการสำลักสิ่งแปลกปลอมในเด็กระยะยาว

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ พ่อแม่และผู้ดูแลควรใส่ใจมาตรการป้องกันภายในบ้านอย่างเข้มงวด

  • หลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยงในเด็กเล็ก: เด็กอายุต่ำกว่า 4-5 ปี ไม่ควรให้ทานอาหารจำพวกถั่ว เมล็ดพืช ลูกอมแข็ง เยลลี่ก้อนใหญ่ หรือผลไม้ที่มีเมล็ดเล็กๆ แข็งๆ
  • จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย: เก็บสิ่งของชิ้นเล็กๆ ของเล่นที่มีชิ้นส่วนถอดได้ง่าย กระดุม เหรียญ และเข็มหมุด ให้พ้นมือเด็กเสมอ
  • ฝึกวินัยในการรับประทานอาหาร: สอนให้เด็กนั่งทานอาหารให้เรียบร้อย ห้ามวิ่ง เล่น หัวเราะ หรือพูดคุยในขณะที่มีอาหารอยู่ในปาก
เช็คลิสต์สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำเร่งด่วน:
1. ตั้งสติและประเมินการหายใจของลูกทันที
2. หากเด็กสำลักและมีอาการเขียว ให้ทำปฐมพยาบาลเบื้องต้นตามวิธีที่เหมาะสมกับช่วงวัย
3. จัดท่าให้เด็กนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อป้องกันเลือดไหลย้อนลงปอด
4. รีบนำส่งโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้าน
5. แจ้งรายละเอียดสิ่งแปลกปลอมที่คาดว่าเด็กสำลักให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down