ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ตื่นตระหนกเมื่อลูกรักมีเลือดออกพร้อมกันหลายจุด

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่น่าตกใจและทำให้คุณพ่อคุณแม่ขวัญเสียมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่งคือ การที่เด็กมีอาการไอแล้วมีเลือดปนออกมาจากปาก พร้อมๆ กับมีเลือดกำเดาไหลออกทางจมูก อาการเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะมองข้ามได้ และต้องได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างละเอียดทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด หรือโรคเลือดออกง่ายที่ซ่อนอยู่ ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตได้

อาการเลือดออกพร้อมกันทั้งทางจมูกและปากในเด็ก ไม่ว่าจะมีปริมาณมากหรือน้อย มักสะท้อนถึงความผิดปกติของระบบหลอดเลือด เกล็ดเลือด หรือปัจจัยการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และวิธีการรับมือที่ถูกต้อง จึงเป็นเกราะป้องกันชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กๆ ทุกคน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเลือดออกง่ายในเด็ก

ระบบการห้ามเลือดของร่างกายมนุษย์ (Hemostasis) ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลอดเลือด เกล็ดเลือด และโปรตีนปัจจัยการแข็งตัวของเลือด หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งทำงานบกพร่อง จะทำให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย (Bleeding Tendency) ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กมีอาการไอมีเลือดปนและเลือดกำเดาไหลพร้อมกัน แบ่งออกได้ดังนี้

  • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกันทำลายเกล็ดเลือด (Immune Thrombocytopenic Purpura - ITP): เป็นโรคพบได้บ่อยในเด็ก มักเกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาทำลายเกล็ดเลือดของตนเอง ส่งผลให้เกล็ดเลือดต่ำมาก ผู้ป่วยจะมีจุดเลือดออกตามตัว เลือดกำเดาไหล และอาจมีเลือดออกตามเยื่อบุต่างๆ
  • โรคฮีโมฟิเลีย (Hemophilia): เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดทางโครโมโซมเอ็กซ์ ทำให้ร่างกายขาดโปรตีนปัจจัยการแข็งตัวของเลือดชนิดที่แปดหรือเก้า ทำให้เลือดหยุดยากเมื่อเกิดแผล หรือมีเลือดออกเองตามอวัยวะภายในและทางเดินหายใจ
  • โรคตับและภาวะขาดวิตามินเค: ตับเป็นอวัยวะสำคัญในการสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือด หากตับมีความผิดปกติ หรือทารกแรกเกิดที่ยังขาดวิตามินเค จะทำให้การแข็งตัวของเลือดล้มเหลว
  • การใช้ยาบางชนิด: เช่น การได้รับยาแอสไพริน หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ซึ่งไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น
  • การติดเชื้อรุนแรง: เช่น ไข้เลือดออกชนิดรุนแรง หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ที่ทำให้เกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดทั่วร่างกาย (Disseminated Intravascular Coagulation - DIC)

อาการแสดงและลำดับความรุนแรงของโรค

อาการเลือดออกในเด็กที่มีปัญหาโรคเลือดออกง่าย มักไม่ได้เกิดขึ้นแค่จุดเดียว แต่มักจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งพ่อแม่ควรสังเกตให้รอบด้าน

  • อาการเริ่มแรก: อาจพบรอยฟกช้ำตามตัวได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ มีจุดเลือดออกสีแดงหรือม่วงขนาดเล็กใต้ผิวหนัง (Petechiae) เลือดกำเดาไหลบ่อยครั้งและหยุดเองได้ยาก
  • อาการลุกลาม: เมื่อมีการไอหรือจามแรงๆ จะทำให้เส้นเลือดฝอยในเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนและปอดแตกง่าย ร่วมกับเกล็ดเลือดที่ไม่พอที่จะอุดแผล ส่งผลให้มีเลือดกำเดาไหลทะลักและมีเลือดปนออกมากับเสมหะขณะไอพร้อมๆ กัน
  • อาการรุนแรง: หากมีเลือดออกในอวัยวะภายใน หรือเลือดออกในสมอง เด็กจะมีอาการซึมชัก อ่อนแรง อาเจียนพุ่ง หรือมีความดันโลหิตตก ซึ่งถือเป็นภาวะวิกฤตฉุกเฉิน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: การที่เด็กมีเลือดออกทั้งทางจมูกและปากพร้อมกัน บ่งบอกว่าจุดเลือดออกไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะที่ แต่มีความผิดปรกติของระบบการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย ห้ามเพิกเฉยหรือคิดว่าเป็นเพียงเลือดกำเดาไหลธรรมดาเด็ดขาด

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากลูกรักมีอาการไอมีเลือดออกจมูกหรือปากพร้อมกัน ร่วมกับอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

  • เลือดไหลไม่หยุด เกินสิบถึงสิบห้านาทีแม้จะทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋ม หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
  • เด็กซึมลงมาก ปลุกตื่นยาก หรือหมดสติ
  • มีอาการซีดขาว ตัวเย็น ชีพจรเบาและเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อกจากการเสียเลือด
  • มีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่กระจายทั่วตัว หรือมีเลือดออกตามไรฟันร่วมด้วย
  • มีไข้สูงร่วมกับผื่นจุดเลือดออกที่ไม่จางหายไปเมื่อใช้นิ้วกด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการใช้ยา ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว และทำการตรวจร่างกายเพื่อหาจุดเลือดออกทั่วตัว จากนั้นจะมีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญ ได้แก่

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูระดับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และประเมินจำนวนเกล็ดเลือด
  • การตรวจการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Profile): เช่น การตรวจค่า PT, APTT และ INR เพื่อดูประสิทธิภาพของโปรตีนปัจจัยการแข็งตัวของเลือด
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อประเมินภาวะเลือดออกในปอด หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
  • การตรวจพิเศษเพิ่มเติม: เช่น การตรวจระดับปัจจัยการแข็งตัวของเลือดเฉพาะเจาะจง หรือการเจาะไขกระดูกในกรณีที่สงสัยโรคทางโลหิตวิทยาที่ซับซ้อน

วิธีดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบ หากเป็นการติดเชื้อหรือภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดไม่รุนแรง แพทย์จะให้การรักษาตามอาการและการเฝ้าระวัง แต่หากเป็นโรคเลือดออกง่ายทางพันธุกรรม จะต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง

  • การปฐมพยาบาลเลือดกำเดาไหล: ให้เด็กนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้มือบีบปีกจมูกทั้งสองข้างเข้าหากัน ห้ามให้เด็กนอนราบหรือเงยหน้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดไหลลงคอและสำลักเข้าไปในปอดกระตุ้นให้อาการไอมีเลือดออกมากขึ้น
  • การให้เกล็ดเลือดหรือส่วนประกอบของเลือด: ในกรณีที่เกล็ดเลือดต่ำวิกฤต หรือขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือด แพทย์จะพิจารณาให้เลือดหรือสารทดแทนอย่างเร่งด่วน
  • การรักษาจำเพาะ: เช่น การให้ยากลุ่มสเตียรอยด์หรืออิมมูโนโกลบูลินในโรค ITP หรือการให้แฟคเตอร์ทดแทนในโรคฮีโมฟิเลีย
คำแนะนำจากคุณหมอ: การให้เด็กนอนราบขณะเลือดกำเดาไหล เป็นความเชื่อที่ผิดและอันตรายมาก เพราะเลือดจะไหลลงคอทำให้เด็กสำลัก และแยกไม่ออกว่าเลือดมาจากจมูกหรือปอดกันแน่ ควรให้ก้มหน้าและหายใจทางปากเสมอ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เมื่อเด็กมีภาวะเลือดออกง่าย พ่อแม่และผู้ดูแลต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องดังต่อไปนี้

  • ห้ามให้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด เนื่องจากยาเหล่านี้จะไปขัดขวางการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายและหยุดยากยิ่งขึ้น หากมีไข้ให้ใช้ยาพาราเซตามอลเท่านั้น
  • การใช้ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง: ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ไอผสมสารกดอาการมาให้เด็กกินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของตับและเกล็ดเลือด
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระทบกระแทก: เช่น กีฬาที่มีการปะทะ หรือการเล่นเครื่องเล่นที่รุนแรง เพื่อป้องกันการเกิดแผลและการตกเลือดภายใน

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพในระยะยาว

แม้ว่าโรคเลือดออกง่ายบางชนิดเกิดจากพันธุกรรมที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและความรุนแรงของอาการได้ด้วยแนวทางดังนี้

  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ: เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคเกล็ดเลือดต่ำ
  • การรักษาสุขอนามัยที่ดี: ล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นอาหารครบ 5 หมู่ เสริมผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด
  • การตรวจสุขภาพประจำปี: เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของร่างกายและคัดกรองความผิดปกติแต่เนิ่นๆ
สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล: หากลูกมีอาการไอมีเลือดออกจมูกหรือปากพร้อมกัน ตั้งสติให้ดี ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยให้เด็กนั่งก้มหน้าบีบจมูก ห้ามให้นอนราบเด็ดขาด และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down