ลูกไอกรนแล้วมีเลือดออก: สัญญาณวิกฤตที่พ่อแม่ต้องรู้ทันและรับมืออย่างถูกวิธี
โรคไอกรน (Pertussis หรือ Whooping Cough) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากแบคทีเรีย บอร์เดเทลลา ไอกรน (Bordetella pertussis) ซึ่งมีความรุนแรงสูงมากในเด็กเล็กและทารกที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน อาการของโรคนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การไอเรื้อรังธรรมดา แต่ในเด็กบางรายที่มีอาการไออย่างรุนแรงและต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่น่าตกใจอย่างการมีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ เช่น เลือดกำเดาไหล หลอดเลือดฝอยในตาแตก หรือมีจุดเลือดออกตามใบหน้าและลำตัว ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก บทความนี้จะพาท่านทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการเตือนอันตราย แนวทางการรักษาทางการแพทย์ และวิธีป้องกันการแพร่เชื้อภายในครอบครัวอย่างละเอียด
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไอกรนและการมีเลือดออก
เชื้อแบคทีเรียบอร์เดเทลลา ไอกรน (Bordetella pertussis) จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการสูดดมละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ เชื้อโรคจะเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้นและสร้างสารพิษ (Toxins) ที่ทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเมือกเหนียวข้นสะสมในทางเดินหายใจ
กลไกที่ทำให้เด็กไอกรนแล้วมีเลือดออก เกิดจากการที่เด็กต้องไอติดต่อกันอย่างรุนแรงเป็นชุด (Paroxysmal coughing) จนไม่สามารถหายใจเข้าได้ทัน แรงเบ่งและแรงดันภายในช่องอกและช่องท้องที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน (Increased intrathoracic and intra-abdominal pressure) ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณส่วนบนของร่างกาย เช่น ตาขาว เยื่อบุจมูก และผิวหนังใบหน้า ทนต่อแรงดันไม่ไหวและแตกออก ส่งผลให้มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกในตาขาว หรือมีจุดเลือดออก (Petechiae) เล็กๆ ปรากฏขึ้น นอกจากนี้ การไอที่รุนแรงยังอาจทำให้หลอดลมหรือเส้นเสียงอักเสบจนมีเสมหะปนเลือดได้เช่นกัน
อาการสำคัญและระยะของโรคไอกรน
อาการของโรคไอกรนจะดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะเวลาประมาณ 6 ถึง 10 สัปดาห์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญดังนี้
- ระยะติดเชื้อช่วงแรก (Catarrhal Stage): มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา นานประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ น้ำูกไหล จาม ตาแดง และไอเล็กน้อย ระยะนี้เป็นระยะที่แพร่เชื้อได้ง่ายที่สุดเนื่องจากอาการยังไม่จำเพาะเจาะจง
- ระยะไอเป็นชุด (Paroxysmal Stage): เริ่มมีอาการไอถี่ๆ ติดต่อกัน 5 ถึง 15 ครั้งในชุดเดียวโดยไม่มีโอกาสหายใจเข้า ทำให้เด็กหน้าดำหน้าแดง เมื่อหมดชุดไอเด็กจะพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ จนเกิดเสียงดังหวีด (Whoop) และมักอาเจียนตามหลังอาการไอ ระยะนี้กินเวลา 2 ถึง 6 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น และเป็นช่วงที่อาจพบอาการเลือดออกร่วมด้วย
- ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage): ความรุนแรงและความถี่ของการไอจะค่อยๆ ลดลง แต่อาการไออาจยังหลงเหลืออยู่บ้างนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนเมื่อมีสิ่งกระตุ้น เช่น อากาศเย็น หรือการติดเชื้อซ้ำ
สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที
ในทารกและเด็กเล็ก โรคไอกรนสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะวิกฤตถึงชีวิตได้อย่างรวดเร็ว พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
- ภาวะหยุดหายใจ (Apnea): พบได้บ่อยในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน โดยเด็กอาจหยุดหายใจไปชั่วขณะขณะไอ
- ตัวเขียว ริมฝีปากเขียว (Cyanosis): แสดงถึงภาวะพร่องออกซิเจนอย่างรุนแรงระหว่างเกิดอาการไอ
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง: มีอาการหายใจลำบาก ซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
- อาการซึมลง: เด็กไม่ยอมตื่น ไม่ตอบสนอง หรือดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
- ภาวะขาดน้ำ: ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง เนื่องจากไม่สามารถดื่มนมหรือน้ำได้จากอาการไอและอาเจียน
- เลือดออกจากจุดสำคัญในปริมาณมาก: เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรืออาเจียนเป็นเลือดสดปริมาณมาก
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการรับวัคซีนและการสัมผัสผู้ป่วยโรคไอเรื้อรังในครอบครัว การตรวจวินิจฉัยที่สำคัญประกอบด้วย
- การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ (PCR Test): ใช้ไม้พันสำลีป้ายบริเวณโพรงจมูกด้านหลัง (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อแบคทีเรียไอกรน ซึ่งมีความแม่นยำสูง
- การเพาะเชื้อ (Culture): เป็นมาตรฐานทองคำในการวินิจฉัย แต่ใช้เวลานานหลายวัน
- การตรวจเลือด (Complete Blood Count): เพื่อดูปริมาณเม็ดเลือดขาว ซึ่งมักจะสูงขึ้นมากในผู้ป่วยโรคไอกรนจากการตอบสนองต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย
- การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนทางปอด เช่น ปอดอักเสบ หรือภาวะลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด
- การตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เพื่อติดตามความอิ่มตัวของออกซิเจนในกระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคไอกรนจะต้องดำเนินการภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยแบ่งเป็นการรักษาจำเพาะและการดูแลตามอาการ
- การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) เช่น อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) หรือ คลาริโทรมัยซิน (Clarithromycin) เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย แม้ว่ายาปฏิชีวนะอาจไม่ได้ช่วยลดความรุนแรงของอาการไอในระยะที่แสดงอาการแล้ว แต่ช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อไปยังผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การดูแลระบบทางเดินหายใจ: ในเด็กที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อพ่นยาขยายหลอดลม 100 เปอร์เซ็นต์ ดูดเสมหะออกจากทางเดินหายใจ และให้ออกซิเจนเสริม
- การจัดการภาวะเลือดออก: หากมีเลือดกำเดาไหล ให้เด็กนั่งตัวตรงและก้มหน้าเล็กน้อย บีบจมูกเบาๆ ห้ามให้เด็กเงยหน้าเด็ดขาดเพื่อป้องกันเลือดไหลลงคอ หากมีเลือดออกที่ตาหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง มักจะหายไปได้เองเมื่ออาการไอทุเล็ลง แต่ควรให้แพทย์ตรวจประเมินความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วยหากมีเลือดออกผิดปกติในจุดอื่นๆ
การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี
สำหรับการดูแลเด็กในช่วงพักฟื้นที่บ้าน มีแนวปฏิบัติที่สำคัญเพื่อลดความรุนแรงของอาการไอและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ดังนี้
- จัดสิ่งแวดล้อมให้ปราศจากสิ่งกระตุ้น: หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันธูป ฝุ่นละออง อากาศเย็นจัดจากเครื่องปรับอากาศ หรือกลิ่นฉุน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้อาการไอ กำเริบหนักขึ้น
- การเพิ่มความชื้นในอากาศ: ใช้เครื่องทำความชื้น (Humidifier) ในห้องนอนเพื่อช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะในทางเดินหายใจ
- การให้อาหารและน้ำอย่างเหมาะสม: แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่ให้บ่อยครั้งขึ้น เพื่อป้องกันการอาเจียนหลังไอ และส่งเสริมให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่หรือนมทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- การจัดท่าทางขณะไอ: หากเด็กมีอาการไอ ให้จับนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อช่วยให้เสมหะหลุดออกได้ง่ายขึ้น และป้องกันการสำลัก
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันโรคไอกรนที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดคือการได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรนตามกำหนด
- การฉีดวัคซีนในเด็ก: เด็กควรได้รับวัคซีนรวมคอตีบ บาดยักษ์ และไอกรน (DTP หรือ DTaP) ตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข เริ่มตั้งแต่ฉีดเข็มแรกเมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และกระตุ้นซ้ำเมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง 4 ปี และช่วงวัยรุ่น
- การฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์: แม่ตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีนคอตีบ บาดยักษ์ และไอกรน (Tdap) ในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 27 ถึง 36 สัปดาห์) ทุกครั้งที่มีการตั้งครรภ์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันส่งต่อผ่านรกไปยังทารกแรกเกิดในช่วงที่ยังไม่ถึงเกณฑ์รับวัคซีน
- การสร้างภูมิคุ้มกันครอบครัวรอบตัวเด็ก (Cocooning Strategy): พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่น้อง และผู้เลี้ยงดูเด็กทุกคน ควรได้รับวัคซีนกระตุ้นโรคไอกรนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนสัมผัสใกล้ชิดกับทารกแรกเกิด
- สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอจาม และหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาด
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์เมื่อลูกป่วยเป็นโรคไอกรนและมีอาการเลือดออกได้อย่างมั่นใจ พ่อแม่ควรปฏิบัติตามเช็คลิสต์ด้านล่างนี้
- ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของบุตรหลานและสมาชิกทุกคนในครอบครัวให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
- สังเกตอาการไอเรื้อรัง ไอเป็นชุด หรือมีเสียงหวีดหลังไออย่างใกล้ชิด
- หากพบอาการร่วมอย่างเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกในตาขาว ให้ตั้งสติ ห้ามให้เด็กเงยหน้า และรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน
- รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ตัวเขียว ซึม หรืออาเจียนไม่หยุดจนขาดน้ำ
- ให้บุตรหลานรับประทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว
- แยก 100 เปอร์เซ็นต์ผู้ป่วยออกจากเด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์ในบ้านเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
- รักษาสุขอนามัยด้วยการล้างมือและสวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัดในครอบครัว