ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอเจ็บคอมากแล้วมีเลือดออก: อาการที่ไม่อัยความนิ่งนอนใจ

อาการเจ็บคอและอาการไอถือเป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในเด็กทุกวัย แต่เมื่อใดก็ตามที่อาการเจ็บคอรุนแรงร่วมกับการพบเลือดปนออกมา ไม่ว่าจะเป็นการไอแล้วมีเสมหะปนเลือด หรือมีเลือดออกบริเวณช่องคอและต่อมทอนซิล อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปที่รอให้หายได้เองตามธรรมชาติ นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญทางการแพทย์ที่บ่งบอกถึงการอักเสบติดเชื้อในระดับรุนแรง หรืออาจเกิดจากเนื้อเยื่อบริเวณลำคอและต่อมทอนซิลฉีกขาดจากการไออย่างรุนแรง ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจกลไกของโรค อาการเตือนที่อันตราย และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของเด็ก

ภาพรวมของโรคทอนซิลอักเสบและการติดเชื้อในเด็ก

ต่อมทอนซิล (Tonsils) เป็นเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองคู่ที่ตั้งอยู่บริเวณโคนลิ้นทั้งสองข้าง ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าของระบบภูมิคุ้มกันในการดักจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางปากและทางเดินหายใจ เมื่อเด็กได้รับเชื้อโรค ต่อมทอนซิลจะทำหน้าที่ต่อสู้จนเกิดการบวมแดงและอักเสบ กลายเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) โรคนี้พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียนและเด็กเล็ก โดยกลุ่มเสี่ยงที่มักมีอาการรุนแรงได้แก่ เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ และเด็กที่อยู่ในสถานที่แออัด เช่น โรงเรียนหรือศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการรับเชื้อโรคติดต่อทางละอองฝอย

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการไอ เจ็บคอ และมีเลือดออก

อาการเจ็บคอและไอที่มีเลือดปน เกิดขึ้นได้จากหลายกลไกทางการแพทย์ที่สำคัญ โดยสามารถแบ่งออกเป็นสาเหตุหลักดังต่อไปนี้

การติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเอสเตรปโตคอคคัส

การติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pyogenes (Group A Strep) เป็นสาเหตุสำคัญของต่อมทอนซิลอักเสบที่เป็นหนอง (Streptococcal Tonsillitis) เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง เนื้อเยื่อต่อมทอนซิลบวมแดงจัด มีคราบหนองสีขาวหรือเหลืองปกคลุม และเส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นเปราะแตกง่าย เมื่อเด็กไอหรือกลืนอาหาร จึงมีโอกาสเกิดเลือดออกซึมบริเวณแผลอักเสบได้ง่าย

การติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ

เชื้อไวรัสหลายชนิด เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza), ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) และอะดีโนไวรัส (Adenovirus) สามารถทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงในลำคอ ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจบวมแดงและระคายเคืองอย่างมาก ส่งผลให้เด็กมีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานจนเกิดการระคายเคืองและมีเลือดปนออกมากับเสมหะ

การระคายเคืองและการฉีกขาดของเยื่อบุลำคอจากการไอ

อาการไอเรื้อรังและไออย่างรุนแรง (Severe Cough) ทำให้เกิดแรงดันสูงภายในช่องคอและหลอดลม ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยบริเวณเยื่อบุลำคอหรือต่อมทอนซิลที่อักเสบอยู่แล้วเกิดการฉีกขาด (Micro-tears) ส่งผลให้มีเลือดสดๆ หรือเสมหะปนเลือดติดออกมากับน้ำลายหรือเสมหะที่ไอ,p>

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเลือดที่ปนออกมามีปริมาณมาก หรือไหลไม่หยุด เด็กอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น หรือภาวะเสียเลือดเฉียบพลัน ซึ่งต้องนำตัวส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรค

การสังเกตอาการของเด็กในแต่ละระยะช่วยให้ผู้ปกครองประเมินความรุนแรงของโรคได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ระยะเริ่มต้น

เด็กจะมีอาการระคายคอ เจ็บคอเล็กน้อย เริ่มมีไข้ต่ำๆ คัดจมูก น้ำมูกใส และเริ่มมีอาการไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ เด็กอาจเริ่มเบื่ออาหารและงอแงมากกว่าปกติเนื่องจากอาการเจ็บคอ

ระยะลุกลาม

อาการเจ็บคอจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กจะไม่ยอมกลืนน้ำลายหรือกลืนอาหารเพราะเจ็บคอมาก ไข้สูงขึ้นตัวร้อนจัด ต่อมทอนซิลบวมโตแดงจัดและอาจพบหนอง ไอถี่และรุนแรงขึ้นจนเริ่มมีเลือดปนในเสมหะหรือน้ำลาย ลำคอมีต่อมน้ำเหลืองโตและกดเจ็บ

ระยะฟื้นตัว

ภายหลังได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการไข้จะลดลงภายในสัปดาห์แรก อาการเจ็บคอและอาการไอจะค่อยๆ ทุเลาลง เด็กเริ่มกลับมารับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ดีขึ้นตามลำดับ

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากพบบุตรหลานมีอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็น Red Flag Symptoms ที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน

  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกินสามวัน และไข้ไม่ยอมลดแม้ว่าจะเช็ดตัวและรับประทานยาลดไข้แล้ว
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงดัง หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบาน
  • เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะนานเกินหกชั่วโมง
  • ไม่ยอมกลืนน้ำลายจนมีน้ำลายไหลยืดออกมาตลอดเวลา หรือมีอาการคอแข็ง
  • เลือดที่ปนออกมามีปริมาณมากและไม่ยอมหยุดไหล

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด เกี่ยวกับลักษณะอาการ ระยะเวลาการไอ ปริมาณเลือดที่ออก และประวัติการรับวัคซีน
  • การตรวจร่างกาย โดยใช้ไม้กดลิ้นเพื่อตรวจดูความบวมแดงของต่อมทอนซิล คราบหนอง และตรวจต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ
  • การตรวจคัดกรองเชื้อแบคทีเรีย (Rapid Strep Test) ด้วยการใช้ไม้พันสำลีป้ายบริเวณต่อมทอนซิลเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียสตรีปโตคอคคัส
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การเจาะเลือดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC) หากสงสัยว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือภาวะโลหิตจาง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคทอนซิลอักเสบที่มีอาการไอและมีเลือดออก ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการติดเชื้อที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์

การรักษาด้วยยา

หากตรวจพบว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ชนิดรับประทาน เช่น อะม็อกซิลลิน (Amoxicillin) ซึ่งผู้ปกครองต้องให้เด็กรับประทานยาจนหมดตามกำหนดแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันโรคไขข้ออักเสบรูมาติกและโรคไตอักเสบที่เป็นภาวะแทรกซ้อน หากเป็นการติดเชื้อไวรัส แพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ และยาละลายเสมหะ

คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด หากสาเหตุเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่ช่วยรักษาโรคและยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

การดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน

  • การให้น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำเปล่าสะอาดในปริมาณที่เพียงพอบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ลำคอ
  • การรับประทานอาหารอ่อนนุ่ม ย่อยง่าย มีอุณหภูมิเย็นหรืออุ่นสบาย เช่น โจ๊ก โจ๊กเหลว ซุปใส ไอศกรีม หรือโยเกิร์ต เพื่อช่วยลดอาการเจ็บคอขณะกลืน
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง (Tepid Sponge) อย่างถูกวิธีเพื่อบรรเทาอาการไข้สูง
  • การพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ผู้ปกครองต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ยาอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ยส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในกรณีที่ยังไม่แน่ชัดว่าเด็กเป็นโรคไข้เลือดออกหรือไม่ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงทำได้โดย

  • ส่งเสริมให้เด็กรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี และวัคซีนพื้นฐานอื่นๆ ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์
  • ปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • ดูแลโภชนาการให้เด็กได้รับประทานอาหารครบห หมู่ ผักและผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูงเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
1. สังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูง เจ็บคอมาก และมีเลือดปน ห้ามรอช้าให้รีบพาไปพบแพทย์
2. วัดไข้และให้ยาลดไข้ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง ห้ามใช้ยาแอสไพริน
3. จัดเตรียมอาหารอ่อนเย็นเพื่อช่วยให้เด็กกลืนง่ายขึ้นและดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
4. ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบโดสหากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย
5. ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อด้วยการล้างมือและสวมหน้ากากอนามัย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down