ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอกรนแล้วมีเลือดออก: ความกังวลใจสูงสุดของพ่อแม่และข้อเท็จจริงทางการแพทย์

อาการไอในเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แต่หากเด็กมีอาการไอจนหน้าดำหน้าแดง ไอจนอาเจียน หรือรุนแรงถึงขั้นมีเลือดออก ไม่ว่าจะเป็นเลือดกำเดาไหล เลือดปนเสมหะ หรือจุดเลือดออกบริเวณใบหน้าและดวงตา ย่อมสร้างความตื่นตระหนกให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างมาก ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขออธิบายว่าอาการไอกรน (Pertussis หรือ Whooping Cough) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งมีความรุนแรงและก่อให้เกิดอาการไอติดต่อกันเป็นชุดอย่างรุนแรง จนสร้างแรงดันในช่องอกและช่องท้องสูงมาก ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยแตกและเกิดเลือดออกได้

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้อง ครอบคลุม และละเอียดที่สุด เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงสาเหตุ อาการเตือนอันตราย แนวทางการรักษาทางการแพทย์ และวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อภายในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมลูกถึงไอจนมีเลือดออก

โรคไอกรนเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้น สร้างสารพิษที่ทำลายเซลล์ขน (Cilia) ทำให้ร่างกายไม่สามารถขับเสมหะออกได้ตามปกติ จึงเกิดการอักเสบและกระตุ้นให้มีอาการไออย่างรุนแรง

กลไกที่ทำให้เด็กมีเลือดออกขณะไอกรน เกิดจากแรงดันภายในช่องอกและช่องท้องที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันขณะที่เด็กพยายามไออย่างต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีจังหวะหายใจเข้า แรงดันนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหลอดเลือดฝอย ดังนี้

  • จุดเลือดออกที่ใบหน้าและตา (Petechiae): แรงดันสูงทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณผิวหนังใบหน้า เปลือกตา หรือเยื่อบุตาแตกออกเป็นจุดแดงเล็กๆ
  • เลือดกำเดาไหล (Epistaxis): เยื่อบุโพรงจมูกมีความบอบบางและแห้งจากการอักเสบ เมื่อแรงดันในช่องบนเพิ่มขึ้นจึงทำให้เส้นเลือดฝอยในจมูกแตกได้ง่าย
  • เลือดปนเสมหะหรือเสมหะมีเลือดปน: เกิดจากการที่เยื่อบุหลอดลมและหลอดคอถูกทำลายจากการไออย่างรุนแรงและการอักเสบสะสม

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินโรคของไอกรน

โรคไอกรนมีการดำเนินโรคที่ยาวนานและแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ ซึ่งพ่อแม่ควรทำความเข้าใจเพื่อการสังเกตอาการที่แม่นยำ

  • ระยะน้ำมูก (Catarrhal Stage): กินเวลาประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์ อาการจะคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ต่ำๆ น้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย และตาแดง ระยะนี้เป็นระยะที่เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายที่สุดเนื่องจากยังไม่มีอาการไอเด่นชัด
  • ระยะไอเป็นชุด (Paroxysmal Stage): กินเวลา 2 ถึง 6 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น เด็กจะมีอาการไอติดต่อกัน 10 ถึง 20 ครั้งในหายใจครั้งเดียว หน้าดำหน้าแดง ตาเหลือก และเมื่อหมดชุดไอ จะมีการหายใจเข้าลึกๆ เกิดเสียงดังวู๊ป (Whoop) และมักตามด้วยการอาเจียนหรือมีเลือดออกตามจุดต่างๆ จากแรงไอ
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage): กินเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน อาการไอจะค่อยๆ ลดความรุนแรงและความถี่ลง แต่หากเด็กป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ซ้ำ อาการไอแบบรุนแรงอาจกลับมากำได้อีก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาการไอแบบมีเสียงวู๊ปอาจไม่เด่นชัด แต่ทารกอาจมีอาการหยุดหายใจ (Apnea) ตัวเขียว หรือหมดสติชั่วขณะ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิตและต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

หากเด็กมีอาการไอกรนร่วมกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันที

  • ภาวะหายใจลำบาก: หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน ซี่โครงบุ๋ม หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • ภาวะขาดออกซิเจน: ริมฝีปาก ปลายมือปลายเท้า หรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
  • ภาวะหยุดหายใจ: มีช่วงหยุดหายใจนานกว่า 10 ถึง 20 วินาที โดยเฉพาะในทารกแรกเกิดและทารกน้อย
  • มีเลือดออกปริมาณมาก: เลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาเจียนเป็นเลือดสด หรือมีเลือดออกผิดปกติจากอวัยวะอื่น
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ซึมลง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • อาการชัก หรือระดับความรู้สึกตัวลดลง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ประวัติการฉีดวัคซีน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยไอเรื้อรัง และลักษณะเสียงไอที่เป็นเอกลักษณ์
  • การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ: การป้ายสารคัดหลั่งจากคอหอยส่วนหลัง (Nasopharyngeal Swab) เพื่อส่งตรวจวิธีปฏิกิริลูกูกโซ่โพลีเมอเรส (Polymerase Chain Reaction หรือ PCR) ซึ่งมีความแม่นยำสูง
  • การตรวจเลือด: เพื่อประเมินจำนวนเม็ดเลือดขาว (White Blood Cell Count) ซึ่งมักพบว่ามีปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์สูงผิดปกติในผู้ป่วยไอกรน
  • การเอกซเรย์ปอด: เพื่อแยกโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือภาวะปอดแฟบ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไอกรนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอายุของผู้ป่วย โดยมีแนวทางหลักดังนี้

  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) เช่น อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) แม้ว่ายาปฏิชีวนะอาจไม่ช่วยลดความรุนแรงของอาการไอในระยะไอเป็นชุดได้มากนักเนื่องจากสารพิษถูกปล่อยออกมาแล้ว แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยกำจัดเชื้อโรค ลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น และลดความรุนแรงหากเริ่มให้ยาตั้งแต่วัยแรกของโรค
  • การรักษาตามอาการ: การให้สารน้ำอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ การดูดเสมหะออกจากทางเดินหายใจในทารกตัวเล็ก การให้ออกซิเจนเสริมในรายที่มีภาวะพร่องออกซิเจน
  • การดูแลที่บ้านอย่างเหมาะสม: จัดให้เด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศถ่ายเทสะดวก ปราศจากฝุ่น ควันบุหรี่ หรือสารระคายเคืองที่อาจกระตุ้นให้อาการไอแย่ลง ให้อาหารอ่อนย่อยง่ายแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ บ่อยๆ เพื่อป้องกันการอาเจียนหลังไอ และให้เด็กดื่มน้ำอุ่นในปริมาณที่เหมาะสม
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาแก้ไอ ยาขับเสมหะ หรือยากดอาการไอให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เพราะยาเหล่านี้อาจไปกดการขับเสมหะ ทำให้เสมหะคั่งค้างในทางเดินหายใจและเป็นอันตรายถึงชีวิต ควรอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายโดยกุมารแพทย์เท่านั้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามให้เด็กทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก: หลีกเลี่ยงการวิ่งเล่นหรือกิจกรรมที่ทำให้เหนื่อยหอบ เพราะจะกระตุ้นให้เกิดอาการไอชุดใหม่อย่างรุนแรง
  • ห้ามละเลยการแยกตัวผู้ป่วย: ไอกรนติดต่อได้ง่ายมาก ผู้ป่วยควรได้รับการแยกตัวและหยุดเรียนหรือหยุดงานจนกว่าจะได้รับยาปฏิชีวนะครบตามกำหนดอย่างน้อย 5 วัน
  • ระวังการใช้ยาพาราเซตามอล: หากมีไข้ร่วมด้วย ควรใช้ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคไอกรนที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดยักษ์ (DTaP หรือ Tdap) ตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข

  • ในเด็กเล็ก: ควรได้รับวัคซีนเข็มแรกตอนอายุ 2 เดือน และรับเข็มกระตุ้นตามตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
  • ในหญิงตั้งครรภ์: แนะนำให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นโรคคอตีบ ไอกรน บาดยักษ์ (Tdap) ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 27 ถึง 36 สัปดาห์) เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันไปยังทารกในครรภ์ปกป้องทารกในช่วงเดือนแรกเกิดก่อนได้รับวัคซีนเอง
  • ในผู้ใหญ่และผู้ใกล้ชิดทารก: ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ และพี่เลี้ยงเด็ก ควรถีดวัคซีนกระตุ้นทุก 10 ปี เพื่อป้องกันการนำเชื้อมาติดทารกแรกเกิดที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในพื้นที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อลูกไอกรนและมีเลือดออก:
1. ตั้งสติและประเมินความรุนแรงของอาการไอและปริมาณเลือดที่ออก
2. สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น หอบเหนื่อย ปลายมือปลายเท้าเขียว หรือซึมลง
3. หากมีอาการวิกฤต รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้าน
4. หากอาการไม่รุนแรง รีบพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง
5. แยกผู้ป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ โดยเฉพาะทารกแรกเกิด
6. ดูแลให้เด็กทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและดื่มน้ำอุ่นสม่ำเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down