ลูกไอมีเสมหะปนเลือด อาการน่าตกใจที่พ่อแม่ต้องรีบรับมือ
การที่ลูกน้อยมีอาการไอและมีเสมหะปนเลือดปะปนออกมา ย่อมสร้างความตกใจและวิตกกังวลให้กับพ่อแม่และผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ในทางการแพทย์อาการไอมีเสมหะปนเลือดในเด็ก (Hemoptysis) แม้ว่าจะพบน้อยกว่าในผู้ใหญ่ แต่ถือเป็นอาการเตือนที่สำคัญมากและไม่ควรละเลยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณบอกเหตุของโรคในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีความรุนแรง ตั้งแต่การอักเสบเฉพาะที่ไปจนถึงโรคติดเชื้อเรื้อรังที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน
สาเหตุและกลไกการเกิดอาการไอมีเสมหะปนเลือดในเด็ก
การมีเลือดปนในเสมหะเกิดจากความเสียหายหรือการแตกของหลอดเลือดฝอยในเยื่อบุทางเดินหายใจ หรือเนื้อเยื่อปอด โดยสาเหตุหลักที่พบได้ในเด็กมีดังนี้
หลอดเลือดฝอยอักเสบจากการไอเรื้อรัง (Capillary Rupture from Severe Coughing)
เมื่อเด็กมีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานและมีความรุนแรง แรงดันภายในช่องอกและหลอดลมที่สูงขึ้นจากการไอซ้ำๆ จะทำให้หลอดเลือดฝอยบริเวณลำคอ กล่องเสียง หรือหลอดลมส่วนบนแตกออกได้ ทำให้มีเลือดสดๆ หรือลิ่มเลือดเล็กๆ ปนมากับเสมหะ มักพบร่วมกับอาการคออักเสบ หรือหลังการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจส่วนบน
โรคปอดบวมและปอดอักเสบ (Pneumonia and Pulmonary Infection)
การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เนื้อปอดอย่างรุนแรง เช่น เชื้อสตรีปโตคอคคัส นิวโมเนียเอ (Streptococcus pneumoniae) หรือเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) ทำให้เนื้อปอดเกิดการอักเสบ บวม มีหนอง และเกิดการทำลายของเนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอยในปอด ส่งผลให้เสมหะมีเลือดปน มักมีไข้สูงร่วมด้วย
โรควัณโรคปอด (Pulmonary Tuberculosis)
แม้จะพบน้อยในเด็กเล็ก แต่หากเด็กมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคในครอบครัว เชื้อไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) จะเข้าไปทำลายเนื้อปอด ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เกิดเนื้อตายและหลอดเลือดบริเวณนั้นถูกทำลาย ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด และมีเสมหะปนเลือด
สิ่งแปลกปลอมสำลักในทางเดินหายใจ (Foreign Body Aspiration)
เด็กเล็กมักหยิบสิ่งของเข้าปากและอาจสำลักลงสู่หลอดลม เช่น เมล็ดถั่ว ชิ้นส่วนของเล่น หากสิ่งแปลกปลอมค้างอยู่เป็นเวลานานจะทำให้เกิดการอักเสบระคายเคือง เลือดออก และติดเชื้อตามมา
อาการร่วมและสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
นอกเหนือจากอาการไอมีเสมหะปนเลือดแล้ว พ่อแม่ควรสังเกตอาการร่วมอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค หากพบบอาการเหล่านี้ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก ปีกจมูกบาน หรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ
- มีไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน และไข้ไม่ยอมลดแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้ว
- เด็กมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมดื่มนมและน้ำ
- มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยหรือมีสีเข้มจัด
- ริมฝีปาก เล็บ หรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) จากภาวะพร่องออกซิเจน
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามลักษณะการไอ ระยะเวลา ปริมาณเลือดที่ปน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค และตรวจฟังเสียงปอดและหัวใจ
- การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อตรวจสอบความผิดปกติภายในปอด เช่น ภาวะปอดบวม จุดอักเสบ หรือก้อนสิ่งแปลกปลอม
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เช่น การตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียหรือวัณโรค (Sputum Smear and Culture) และการตรวจเลือดเพื่อดูภาวะการติดเชื้อ
วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่บ้าน
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่วินิจฉัยพบโดยแพทย์เฉพาะทาง
- การรักษาตามสาเหตุ: หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม และต้องรับประทานให้ครบตามกำหนด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด
- การประคับประคองอาการ: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ ใช้เครื่องทำความเพิ่มความชื้นในห้องนอน และพักผ่อนให้เพียงพอ
- การให้ยาลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้ามิลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง)
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ในเด็กที่มีอาการไอและมีไข้ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ไอผสมสารกดอาการไอมาให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นและคั่งค้างในทางเดินหายใจมากขึ้น นอกจากนี้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนในเด็กที่มีไข้สูงจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ใช่โรคไข้เลือดออก เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติและกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Rye syndrome)
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันสามารถทำได้โดยการเสริมสร้างสุขภาพทางเดินหายใจให้แข็งแรง พาเด็กเข้ารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนด เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนไอพีดี (PCV) เพื่อป้องกันโรคปอดบวมจากแบคทีเรีย รักษาสุขอนามัยล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด และหลีกเลี่ยงการให้เด็กสัมผัสควันบุหรี่มือสอง