ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอมีเลือดออกจมูกหรือปากพร้อมกัน: เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สิ่งหนึ่งที่สร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดคือการที่ลูกรักมีอาการเลือดออกผิดปกติจากร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาการไอร่วมกับเลือดออกทางจมูกหรือปากเกิดขึ้นพร้อมกัน อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติและไม่ควรละเลยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติในระบบการแข็งตัวของเลือด โรคทางเดินหายใจส่วนลึก หรือโรคเลือดออกง่ายที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน

บทความฉบับนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค อาการเตือนอันตราย และแนวทางการรับมืออย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็กๆ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมลูกถึงมีเลือดออกทางจมูกและปากพร้อมกับอาการไอ

อาการที่มีเลือดออกจมูกและปากร่วมกับการไอ เกิดขึ้นได้จากหลายกลไกทางพยาธิสภาพ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มสาเหตุหลักๆ ดังนี้

ความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด (Bleeding Disorders)

เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับเกล็ดเลือดต่ำหรือปัจจัยการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น โรคเกล็ดเลือดต่ำอิมมูน (Immune Thrombocytopenia - ITP), โรคฮีโมฟิเลีย (Hemophilia) หรือภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแพร่กระจาย (Disseminated Intravascular Coagulation - DIC) มักจะมีความเสี่ยงที่จะมีเลือดออกตามเยื่อบุต่างๆ ได้ง่าย เมื่อเด็กมีอาการไอ รุนแรง แรงดันในหลอดเลือดฝอยบริเวณทางเดินหายใจจะสูงขึ้น ทำให้เส้นเลือดฝอยในจมูกและคอแตกพร้อมกัน ส่งผลให้มีเลือดออกทั้งทางจมูกและปากได้ในเวลาเดียวกัน

การติดเชื้อรุนแรงในระบบทางเดินหายใจ (Severe Respiratory Infections)

การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิดที่รุนแรง เช่น วัณโรคปอด ปอดอักเสบรุนแรงจากเชื้อแบคทีเรีย หรือการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงของเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เนื้อเยื่อเปราะบางและมีเลือดออกปนออกมากับเสมหะเวลาไอ และหากมีการอักเสบร่วมกับเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ ก็อาจทำให้เลือดกำเดาไหลร่วมด้วย

สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจหรือโพรงจมูก (Foreign Body Aspiration or Nasal Foreign Body)

ในเด็กเล็ก มักพบปัญหาการแอบใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในจมูก หรือสำลักสิ่งแปลกปลอมลงไปในหลอดแอดลม สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะไปกดทับ ทำลายเนื้อเยื่อบุผิว และทำให้เกิดแผลอักเสบเรื้อรัง ส่งผลให้มีเลือดออกทางจมูก และเมื่อมีการไอขับสิ่งแปลกปลอมหรือเกิดการระคายเคือง ก็อาจทำให้มีเลือดปนออกมาทางปากร่วมกันได้

อาการสำคัญและลำดับการพัฒนาของโรค

อาการเริ่มต้นมักจะเริ่มจากการที่เด็กมีอาการไอเรื้อรัง ไอแห้ง หรือไอมีเสมหะปนเลือดจางๆ ร่วมกับมีอาการคัดจมูก หรือเลือดกำเดาไหลกะปริบกะปรอยเป็นระยะ เมื่อเวลาผ่านไปหากความผิดพลาดยังไม่ได้รับการแก้ไข อาการจะรุนแรงขึ้น เช่น มีเลือดสดไหลออกมาจากจมูกปริมาณมาก และมีอาการไอแรงจนมีเลือดสดหรือลิ่มเลือดปนออกมาทางปากอย่างชัดเจน เด็กอาจมีอาการอ่อนเพลีย ตัวซีด หน้ามืด จากภาวะเสียเลือดเฉียบพลัน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีเลือดออกจมูกและปากพร้อมกัน ห้ามทำการเงยหน้าขึ้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดไหลลงคอ ส่งผลให้เด็กสำลักเลือด หรืออาเจียนออกมา และทำให้ประเมินปริมาณเลือดที่ออกได้ยาก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากลูกรักมีอาการดังกล่าวร่วมกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน:

  • เลือดออกปริมาณมาก หยุดเองไม่ได้ภายในสิบถึงสิบห้านาที
  • เด็กมีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก เหงื่อออกตัวเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบา ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อกจากการเสียเลือด
  • มีรอยฟกช้ำตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีจุดเลือดออกสีแดงหรือม่วงตามผิวหนัง (Petechiae)
  • หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีไข้สูงร่วมด้วย ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือโรคไข้เลือดออกขั้นรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเลือดหรือทางเดินหายใจ จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ประเมินลักษณะของเลือดที่ออก ระยะเวลา ประวัติการใช้ยา และประวัติโรคประจำตัวในครอบครัว
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC) เพื่อดูระดับฮีโมโกลบิน เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด รวมถึงการตรวจการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Profile เช่น PT, PTT, INR)
  • การเอกซเรย์ปอดและโพรงจมูก (X-ray): เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติในปอด เช่น ภาวะปอดอักเสบ ก้อนเนื้อ หรือสิ่งแปลกปลอม
  • การส่องกล้องทางเดินหายใจ (Bronchoscopy) หรือโพรงจมูก: ในกรณีที่หาสาเหตุไม่พบเพื่อดูรอยโรคโดยตรง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เมื่อเกิดเหตุการณ์เลือดออกจมูกและปากพร้อมกัน แนวทางการปฏิบัติเบื้องต้นและการรักษาทางการแพทย์มีดังนี้:

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน

  • ตั้งสติ จัดให้เด็กนั่งตัวตรงและโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนลงคอ
  • ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือบีบปีกจมูกทั้งสองข้างเข้าหากันให้แน่น หายใจทางปากแทน เป็นเวลาประมาณสิบนาที
  • ใช้ผ้าเย็นประคบที่สันจมูกและหน้าผาก เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหดตัวและเลือดหยุดไหลเร็วขึ้น
  • หากเลือดยังไม่หยุดหรือมีเลือดออกทางปากจำนวนมาก ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามใช้สำลีหรือกระดาษทิชชูอุดเข้าไปในรูจมูกลึกๆ เพราะอาจทำให้เยื่อบุจมูกช้ำมากขึ้น และเมื่อดึงออกอาจทำให้เลือดกลับมาไหลซ้ำได้

การรักษาทางการแพทย์

แพทย์จะทำการรักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น การให้เกล็ดเลือดหรือปัจจัยการแข็งตัวของเลือดทดแทนในกรณีที่เป็นโรคเลือดออกง่าย การให้ยาปฏิชีวนะหากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการใช้ยาลดการอักเสบและการพ่นยาขยายหลอดลมตามความเหมาะสม รวมถึงการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหากเด็กมีภาวะขาดน้ำหรือเสียเลือดมาก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในระหว่างที่เด็กมีอาการเลือดออกหรือมีไข้ร่วมด้วย มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่เคร่งครัดดังนี้:

  • ห้ามให้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด: เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดและทำให้เลือดออกง่ายขึ้น รวมถึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ในเด็ก
  • การใช้ยาพาราเซตามอล: ต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็กเสมอ (สิบถึงสิบห้ามิลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) และห้ามเกินขนาด
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง: หากสาเหตุเกิดจากไวรัส การทานยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพในระยะยาว

การป้องกันสามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง:

  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กแคะจมูกแรงๆ และตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอเพื่อป้องกันการเกิดแผลในโพรงจมูก
  • ดูแลความสะอาดภายในบ้าน หลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสองและมลพิษทางอากาศที่อาจกระตุ้นให้เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบ
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อตามกำหนดของกุมารแพทย์
  • หากเด็กมีประวัติโรคเลือดในครอบครัว ควรพาไปตรวจคัดกรองกับแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่เนิ่นๆ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่: เมื่อลูกไอมีเลือดออกจมูกและปากพร้อมกัน ให้ตั้งสติ นั่งตัวตรงโน้มมาข้างหน้า บีบปีกจมูก ห้ามเงยหน้าเด็ดขาด หากเลือดไม่หยุดไหลภายในสิบนาที มีอาการซึม หรือหายใจหอบเหนื่อย ให้รีบนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลทันที และห้ามให้ยาแอสไพรินเด็ดขาด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down