ความตกใจของพ่อแม่เมื่อพบเลือดปนมากับอาการไอและเลือดกำเดาไหล
ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สิ่งหนึ่งที่สร้างความตื่นตระหนกและทำให้คุณพ่อคุณแม่ใจหายวาบมากที่สุด คือการพบว่าลูกน้อยมีเลือดออกผิดปกติจากร่างกายพร้อมกันหลายจุด เช่น อาการไอมีเลือดปน ร่วมกับมีเลือดกำเดาไหลออกทางจมูก เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ และมักเป็นสัญญาณเตือนที่ฟ้องว่าระบบการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย หรือความสมบูรณ์ของเนื้อเยื่อทางเดินหายใจกำลังเผชิญกับความผิดปกติครั้งใหญ่ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน
อาการเลือดออกพร้อมกันทั้งทางจมูกและปากขณะไอ สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกวัย ตั้งแต่วัยทารก วัยเด็กเล็ก ไปจนถึงวัยเรียน โดยกลไกการเกิดอาจมีตั้งแต่สาเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น เยื่อจมูกแห้งและเส้นเลือดฝอยแตกจากอาการไออย่างรุนแรง ไปจนถึงโรคเลือดออกง่ายทางพันธุกรรม โรคเกล็ดเลือดต่ำ หรือภาวะติดเชื้อรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนโลหิต การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีรับมือที่ถูกต้องจึงเป็นเกราะคุ้ม ภัยชีวิตที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กๆ ทุกคน
กลไกและสาเหตุทางการแพทย์ที่ทำให้ลูกไอมีเลือดออกจมูกหรือปากพร้อมกัน
เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดเลือดจึงออกจมูกและปากพร้อมกัน เราต้องทำความเข้าใจโครงสร้างทางกายวิภาคของระบบทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่างก่อน โพรงจมูก คอหอย และหลอดลม มีเครือข่ายของเส้นเลือดฝอยจำนวนมากมาหล่อเลี้ยง เมื่อเกิดแรงดันหรือการอักเสบขึ้นในบริเวณดังกล่าว เส้นเลือดเหล่านี้อาจฉีกขาดได้ง่าย
สาเหตุหลักที่พบได้ทางการแพทย์แบ่งออกเป็นหลายกลุ่มดังนี้
- การฉีกขาดของเส้นเลือดฝอยจากการไอและการจามรุนแรง: เมื่อเด็กเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) หรือโรคไอจามรุนแรง การไอติดต่อกันเป็นชุดจะสร้างแรงดันในช่องอกและหลอดเลือดฝอยในลำคอและโพรงจมูก ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดซึมออกมาปนกับเสมหะ หรือไหลย้อนออกทางจมูก
- กลุ่มโรคเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia): เกล็ดเลือดมีหน้าที่สำคัญในการอุดรอยแผลของหลอดเลือด หากเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์รุนแรง โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายเกล็ดเลือดตัวเอง (Idiopathic Thrombocytopenic Purpura - ITP) จะทำให้เลือดออกง่ายและหยุดยาก
- ความผิดปกติของปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Disorders): เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือภาวะขาดวิตามินเคในเด็กทารก ซึ่งทำให้กระบวนการสร้างลิ่มเลือดบกพร่อง เลือดจึงไหลไม่หยุดจากหลายๆ จุดพร้อมกัน
- สิ่งแปลกปลอมติดในจมูกหรือหลอดลม: ในเด็กเล็กมักเกิดจากการแอบเอาวัตถุชิ้นเล็กใส่จมูก ทำให้เกิดแผลอักเสบเรื้อรัง มีเลือดออกทางจมูก และหากมีการสำลักลงสู่หลอดลมร่วมด้วยอาจทำให้เกิดอาการไอมีเลือดปนได้
- การติดเชื้อรุนแรงในระบบทางเดินหายใจ: เช่น วัณโรคปอด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่รุนแรง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อปอดและหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก
อาการแสดงร่วมและลำดับความรุนแรงของโรค
อาการเลือดออกจมูกและปากพร้อมกันมักไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวิเคราะห์โรคได้แม่นยำยิ่งขึ้น
- ระยะเริ่มต้น: เด็กอาจมีอาการไข้หวัด น้ำใสๆ ไหล ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อย ต่อมาเริ่มมีอาการเลือดกำเดาไหลเป็นระยะ และมีเส้นเลือดฝอยปนมากับเสมหะเวลาไอ
- ระยะลุกลาม: หากเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำหรือไข้เลือดออก เด็กจะมีไข้สูงลอยร่วมกับจุดเลือดออกสีแดงขนาดเล็กตามผิวหนัง แขน ขา หรือลำตัว มีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด และเวลาไอจะมีเลือดสดหรือเลือดสีดำคล้ำปนออกมาในปริมาณมาก
- ระยะวิกฤต: เด็กจะมีอาการช็อก ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเบาและเร็ว ตัวเย็นชื้น ซึมลง ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือในห้องฉุกเฉินทันที
สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตสัญญาณอันตรายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากพบบุตรหลานมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่รอช้า
- เลือดกำเดาไหลไม่หยุดแม้จะทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (บีบจมูกก้มหน้า) นานเกินยี่สิบนาที
- มีเลือดสดหรือลิ่มเลือดปนออกมากับเสมหะในการไอแต่ละครั้งในปริมาณมาก
- มีรอยช้ำขนาดใหญ่ตามร่างกาย หรือมีจุดเลือดออกกระจายทั่วตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น หรือหมดสติ
- หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
- มีอาการของภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งสนิท ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกนานเกินหกชั่วโมง
- มีไข้สูงลอย ร่วมกับอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเหมือนยางมะตอย
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โดยกุมารแพทย์
เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาอย่างแม่นยำ
- การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามระยะเวลา ลักษณะของเลือดที่ออก ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว ประวัติการใช้ยา เช่น แอสไพริน หรือยากลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) และประวัติอุบัติเหตุ
- การตรวจร่างกายทั่วไปและเฉพาะส่วน: ตรวจช่องปาก คอหอย และใช้เครื่องมือส่องโพรงจมูกเพื่อหาจุดเลือดออกหรือรอยโรค รวมถึงการตรวจหาจุดเลือดออกตามผิวหนังทั่วร่างกาย
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): การเจาะเลือดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC) เพื่อดูระดับเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดแดง การตรวจการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Profile เช่น PT, PTT, INR) และการตรวจหาเชื้อไวรัสจำเพาะ
- การเอกซเรย์ปอดและไซนัส (X-ray): เพื่อประเมินความผิดปกติภายในปอด หลอดลม และโพรงไซนัส หรือตรวจหาคราบเลือดในทางเดินหายใจ
วิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ตรวจพบอย่างตรงจุด โดยแบ่งออกเป็นแนวทางการดูแลที่บ้านและการรักษาในโรงพยาบาล
- การปฐมพยาบาลเลือดกำเดาไหล: ให้เด็กนั่งตัวตรง โน้มศีรษะไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้ใช้นิ้วมือบีบปีกจมูกทั้งสองข้างเข้าหากันนานสิบถึงสิบห้านาที ห้ามให้เด็กเงยหน้าเด็ดขาด และหายใจทางปากแทน
- การรักษาตามอาการของโรคไข้หวัดและการไอ: แพทย์จะพิจารณาให้ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม หรือยาลดไข้ที่เหมาะสม พร้อมทั้งแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อให้เยื่อบุทางเดินหายใจชุ่มชื้น
- การรักษาจำเพาะโรคเลือด: หากพบว่าเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำหรือโรคเลือดออกง่าย ผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเลือดในเด็ก (Pediatric Hematologist) ซึ่งอาจต้องได้รับเกล็ดเลือดบริจาค หรือสารประกอบของเลือดทดแทน
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กที่มีเลือดออก
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต พ่อแม่ต้องพึงระวังข้อห้ามสำคัญดังต่อไปนี้
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด: ยาทั้งสองชนิดนี้มีผลยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด และกัดกระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้เลือดออกมากยิ่งขึ้นและเป็นอันตรายถึงชีวิตหากเด็กเป็นไข้เลือดออก ขนาดยาลดไข้ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือพาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ให้ลูกรับประทานเอง: อาการไอส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่ช่วยรักษาอาการ และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา
- ห้ามแคะแกะเกาโพรงจมูก: หลีกเลี่ยงการใช้คอตตอนบัดหรือนิ้วมือแคะจมูกเด็ก เพราะจะทำให้แผลฉีกขาดและมีเลือดออกซ้ำ
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไม่ให้เด็กป่วยและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนสามารถทำได้ผ่านการดูแลสุขภาพองค์รวม
- การรับวัคซีนป้องกันโรค: พาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนด เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (IPD) เพื่อลดความรุนแรงของการติดเชื้อทางเดินหายใจ
- การสร้างสุขอนามัยที่ดี: สอนให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการพาไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
- โภชนาการที่ครบถ้วน: ให้รับประทานอาหารครบห้าหมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด
1. ตั้งสติและประเมินความรุนแรงของเลือดที่ออกทางจมูกและปาก
2. จัดท่าให้เด็กนั่งตัวตรง โน้มไปข้างหน้า และบีบปีกจมูก ห้ามเงยหน้า
3. ห้ามให้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด ให้ใช้เฉพาะพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว
4. สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น ซึม ไข้สูงลอย หรือเลือดไหลไม่หยุด
5. รีบพาไปพบแพทย์หรือนำส่งโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการผิดปกติร่วมด้วย