ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจภาวะปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน: ทำไมมือเท้าถึงชาและปวดแสบ?

อาการชาปลายมือปลายเท้าในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน (Diabetic Peripheral Neuropathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทเกิดการตีบตันหรือเสียหาย นำไปสู่การขาดสารอาหารและออกซิเจนในเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้การส่งสัญญาณความรู้สึกผิดปกติไปจากเดิม

ในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน กลไกนี้มักเริ่มต้นจากเส้นประสาทที่ยาวที่สุดของร่างกาย ซึ่งก็คือบริเวณปลายเท้าและปลายนิ้วมือ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกชาเหมือนใส่ถุงมือหรือถุงเท้าตลอดเวลา ปวดแสบปวดร้อน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่อาการมักรุนแรงขึ้นจนรบกวนการนอนหลับ

กลไกการเกิดโรคและปัจจัยเสี่ยงที่ควรระวัง

สาเหตุหลักเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง (Hyperglycemia) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเซลล์ประสาท ดังนี้:

  • การทำลายหลอดเลือดขนาดเล็ก (Microvascular Damage): เมื่อน้ำตาลในเลือดสูง หลอดเลือดฝอยที่นำเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทจะแข็งตัวและตีบแคบลง ทำให้เส้นประสาทไม่ได้รับเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอจนค่อยๆ ฝ่อตัวลง
  • การสะสมของสารพิษจากการเผาผลาญ (Metabolic Stress): กระบวนการเผาผลาญน้ำตาลที่ผิดปกติทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ (Reactive Oxygen Species) มาทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาท
  • ปัจจัยร่วมในผู้สูงอายุ: อายุที่มากขึ้นทำให้การซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกายช้าลง รวมถึงอาจมีภาวะขาดวิตามินบี 1 บี 6 และบี 12 ร่วมด้วย ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อระบบประสาท

สัญญาณเตือนอาการชา: เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มสังเกต

อาการมักค่อยเป็นค่อยไปและเริ่มจากส่วนปลายก่อนเสมอ:

  • รู้สึกชาหรือไร้ความรู้สึกที่ปลายเท้าหรือปลายนิ้วมือเหมือนมีอะไรมาคลุมไว้
  • มีอาการปวดแสบปวดร้อน (Burning Sensation) หรือปวดแปลบเหมือนไฟช็อต
  • ความรู้สึกไวต่อการสัมผัสผิดปกติ เช่น แค่ผ้าห่มสัมผัสผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ (Allodynia)
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือการทรงตัวเริ่มแย่ลง ทำให้เสี่ยงต่อการหกล้ม
สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที: หากมีอาการแผลที่เท้าโดยไม่รู้สึกเจ็บ มีหนอง มีกลิ่น หรือนิ้วเท้าเปลี่ยนเป็นสีคล้ำดำ รวมถึงอาการชาที่ลุกลามขึ้นมาถึงบริเวณขาหรือแขนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงหรือเนื้อตาย ซึ่งหากปล่อยไว้มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องสูญเสียอวัยวะได้

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะทำการประเมินด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะทดสอบความรู้สึกสัมผัสโดยใช้เส้นใยไนลอน (Monofilament Test) หรือการทดสอบการรับสัมผัสจากแรงสั่นสะเทือน (Vibration Test)
  • การตรวจเลือด: เพื่อดูระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography - EMG): เพื่อประเมินความเสียหายของเส้นประสาทในเชิงลึก

การดูแลรักษาและการบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน

การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการควบคุมระดับน้ำตาลให้คงที่ควบคู่ไปกับการรักษาตามอาการ:

  • การควบคุมน้ำตาลในเลือด: คือกุญแจสำคัญเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ความเสียหายของเส้นประสาทแย่ลงไปอีก
  • การใช้ยาเฉพาะทาง: แพทย์อาจสั่งจ่ายยาในกลุ่มปรับสมดุลสารสื่อประสาท เพื่อลดการส่งสัญญาณปวดของเส้นประสาท
  • การเสริมวิตามินบีรวม: ช่วยบำรุงและฟื้นฟูเส้นประสาทที่เสียหายในระยะเริ่มต้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน) หรือยาชุดตามร้านค้าทั่วไปมาทานเองเพื่อบรรเทาอาการปวดชา เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลต่อการทำงานของไต ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

วิธีดูแลตัวเองที่บ้านและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เนื่องจากผู้ป่วยมักชาจนเสียความรู้สึก การดูแลเท้าจึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด:

  • ตรวจสอบเท้าทุกวัน: สำรวจดูว่ามีแผล ตุ่มพอง หรือรอยถลอกหรือไม่ เพราะผู้ป่วยมักไม่รู้สึกเจ็บเมื่อเกิดแผล
  • เลือกรองเท้าที่เหมาะสม: สวมรองเท้าที่นุ่มและพอดี ไม่คับจนเกินไปเพื่อลดการกดทับ
  • อย่าแช่น้ำร้อน: ผู้ป่วยเบาหวานมักรับความร้อนได้น้อยลง อาจทำให้เกิดแผลพุพองจากน้ำร้อนลวกโดยไม่รู้ตัว
  • งดการสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์: สารพิษเหล่านี้ทำลายหลอดเลือดและส่งผลเสียโดยตรงต่อเส้นประสาทส่วนปลาย

การป้องกันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

การป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ดีที่สุดคือการคุมระดับน้ำตาล (HbA1c) ให้ต่ำกว่า 7% อย่างต่อเนื่อง เน้นการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง โปรตีนคุณภาพดี และออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดินหรือกายบริหาร เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด หากทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด อาการชาจะค่อยๆ ทุเลาลงและป้องกันความพิการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down