บทนำและความสำคัญของภาวะแผลเบาหวานที่เท้าในผู้สูงอายุ
โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีระยะเวลาการดำเนินโรคยาวนาน หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะมากที่สุดคือ ภาวะแผลเบาหวานที่เท้า (Diabetic Foot Ulcer หรือ DFU) จากสถิติทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดแผลที่เท้าตลอดช่วงชีวิตสูงถึงร้อยละ 15 ถึง 25 และในกลุ่มนี้ กว่าร้อยละ 20 ต้องเผชิญกับการถูกตัดขา (Amputation) ตั้งแต่ระดับนิ้วเท้า ไปจนถึงระดับใต้เข่าหรือเหนือเข่า การสูญเสียอวัยวะนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสภาพจิตใจของผู้สูงอายุอย่างรุนแรง แต่ยังเพิ่มอัตราการเสียชีวิตภายใน 5 ปีหลังการถูกตัดขาอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ กลไกการดำเนินโรค สัญญาณเตือนระยะแรก และแนวทางการดูแลป้องกันอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องผู้สูงอายุจากการสูญเสียขานี้ได้
สาเหตุและกลไกการเกิดพยาธิสภาพของแผลเบาหวานที่เท้า (Causes and Pathophysiology)
การเกิดแผลเบาหวานที่เท้าในผู้สูงอายุไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยเดี่ยว แต่เป็นผลลัพธ์ของปัจจัยร่วมสามประการ (The Pathogenic Triad) ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ได้แก่:
1. ภาวะเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy)
การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานส่งผลให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมสภาพ ซึ่งแบ่งออกเป็นสามระบบหลัก:
- ระบบประสาทรับความรู้สึกเสื่อม (Sensory Neuropathy): ทำให้เกิดภาวะสูญเสียการรับความรู้สึกเพื่อการปกป้องตนเอง (Loss of Protective Sensation หรือ LOPS) ผู้สูงอายุจะไม่รู้สึกเจ็บเมื่อเหยียบสิ่งของมีคม เกิดแผลพุพอง หรือเมื่อรองเท้าบีบกดย้ำเป็นเวลานาน ทำให้แผลลุกลามโดยไม่รู้ตัว
- ระบบประสาทสั่งการเสื่อม (Motor Neuropathy): ส่งผลให้กล้ามเนื้อขนาดเล็กในเท้าอ่อนแรงและลีบตัวลง เกิดความไม่สมดุลของแรงดึงในเท้า นำไปสู่ความผิดรูปของโครงสร้างเท้า (Foot Deformity) เช่น นิ้วเท้างอจิก (Claw Toes) หรือข้อเท้าผิดรูป (Charcot Arthropathy) ทำให้เกิดจุดกดทับที่ผิดปกติและกลายเป็นแผลในที่สุด
- ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม (Autonomic Neuropathy): ทำให้ต่อมเหงื่อที่เท้าทำงานลดลง ผิวหนังแห้งกร้าน แตกแหง และขาดความยืดหยุ่น รอยแตกนี้กลายเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่เนื้อเยื่อชั้นลึกได้ง่าย
2. โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Arterial Disease - PAD)
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะเร่งกระบวนการหลอดเลือดแข็งตัวและตีบแคบ (Atherosclerosis) โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงขาและเท้า ส่งผลให้เลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนปลายได้น้อยลง (Ischemia) เมื่อเนื้อเยื่อขาดเลือดจึงเกิดการตายของเซลล์ แผลที่เกิดขึ้นจึงหายยากมากหรืออาจไม่หายเลยเนื่องจากกระบวนการซ่อมแซมร่างกายต้องการออกซิเจนและสารอาหารจากกระแสเลือด
3. การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและการติดเชื้อ (Microtrauma and Infection)
เมื่อผู้สูงอายุสูญเสียความรู้สึกและมีความผิดรูปของเท้า แรงกดจากการเดินปกติหรือการสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำๆ (Repetitive Microtrauma) จนผิวหนังหนาตัวขึ้นเป็นตาปลา (Callus) และเกิดแผลใต้ตาปลาตามมา นอกจากนี้ ระดับน้ำตาลที่สูงยังลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล (Neutrophil Dysfunction) ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ แผลจึงเกิดการติดเชื้อลุกลามอย่างรวดเร็ว
อาการและสัญญาณเตือนระยะแรกที่ต้องสังเกต (Early Symptoms and Signs)
การป้องกันการตัดขาจะประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยผู้ดูแลและผู้สูงอายุควรสังเกตอาการดังต่อไปนี้อย่างสม่ำเสมอ:
- อาการชาและปวดแสบปวดร้อน (Paresthesia): รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม หรือรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ฝ่าเท้าโดยเฉพาะในเวลากลางคืน หรือในทางกลับกันคือรู้สึกเท้าหนาๆ เหมือนสวมถุงเท้าตลอดเวลา
- ผิวหนังแห้งและลอกเป็นขุย: ผิวบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้าแห้งกร้าน มีรอยแตก หรือเริ่มมีผิวหนังหนาตัวขึ้นเป็นตาปลา (Callus) สีเหลืองเข้ม
- สีผิวและอุณหภูมิของเท้าเปลี่ยนไป: เท้าอาจมีสีซีดลงเมื่อยกสูงขึ้น หรือเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำเมื่อหย่อนเท้าลงต่ำ ผิวหนังที่เท้าเย็นกว่าปกติหรืออุ่นขึ้นเฉพาะจุด ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะขาดเลือดหรือการอักเสบซ่อนเร้น
- แผลพุพองขนาดเล็กหรือรอยถลอก: แผลที่เกิดจากการเสียดสีของรองเท้า แม้ไม่มีอาการเจ็บปวดแต่เริ่มมีน้ำใสๆ ซึมออกมาระหว่างวัน
สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
หากผู้สูงอายุมีอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาชีวิตและขาของผู้ป่วย:
- แผลเปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีคล้ำจัด (Necrosis/Gangrene): บ่งชี้ว่าเนื้อเยื่อส่วนนั้นตายจากการขาดเลือดอย่างรุนแรง
- มีอาการบวม แดง และร้อนลามกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว (Spreading Cellulitis): โดยเฉพาะหากรอยแดงขยายขนาดกว้างเกินกว่า 2 เซนติเมตรรอบขอบแผลภายในเวลาอันสั้น
- มีน้ำหนองปนเลือดและมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง (Foul Odor and Purulent Discharge): แสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Infection) ที่ทำลายเนื้อเยื่อลึก
- เมื่อคลำรอบแผลแล้วรู้สึกเหมือนมีเสียงกรอบแกรบใต้ผิวหนัง (Crepitus): เป็นสัญญาณของโรคเนื้อเน่าชนิดมีแก๊ส (Gas Gangrene) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
- มีอาการทางระบบทั่วร่างกาย (Systemic Symptoms): เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ซึมลง สับสนเฉียบพลัน (Delirium) หายใจหอบเหนื่อย หรือความดันโลหิตลดต่ำลง ซึ่งเป็นอาการแสดงของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis and Assessment)
แพทย์เฉพาะทางจะประเมินแผลเบาหวานที่เท้าอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการรักษาที่ครอบคลุมผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้:
1. การประเมินระบบประสาทส่วนปลาย (Neurological Assessment)
แพทย์จะตรวจหาภาวะสูญเสียการรับความรู้สึกเพื่อการปกป้องตนเอง (LOPS) โดยใช้เครื่องมือมาตรฐานสองชนิดคือ:
- การตรวจด้วยเส้นใยเดี่ยวขนาด 10 กรัม (Semmes-Weinstein 10-g Monofilament Test): แพทย์จะใช้เส้นใยไนลอนกดลงบนจุดสำคัญต่างๆ ของฝ่าเท้า หากผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวในบางจุด แสดงว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผล
- การตรวจรับความรู้สึกสั่นสะเทือนด้วยส้อมเสียง (128-Hz Tuning Fork Test): ใช้ประเมินความเสื่อมของเส้นประสาทรับความรู้สึกส่วนลึก
2. การประเมินระบบหลอดเลือด (Vascular Assessment)
เพื่อตรวจสอบว่ามีปริมาณเลือดมาเลี้ยงแผลเพียงพอสำหรับการสมานแผลหรือไม่:
- การคลำชีพจรที่เท้า: ตรวจชีพจรหลังเท้า (Dorsalis Pedis Pulse) และชีพจรหลังตาตุ่มใน (Posterior Tibial Pulse)
- การตรวจดัชนีความดันหลอดเลือดแดงที่ข้อเท้าเทียบกับต้นแขน (Ankle-Brachial Index - ABI): หากค่า ABI ต่ำกว่า 0.9 บ่งชี้ว่ามีภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ และหากต่ำกว่า 0.4 แสดงว่ามีภาวะขาดเลือดขั้นวิกฤต (Critical Limb Ischemia)
- การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือด (Arterial Duplex Ultrasound): เพื่อประเมินตำแหน่งและความรุนแรงของการตีบแคบของหลอดเลือดอย่างแม่นยำ
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายรังสี (Investigative Diagnostics)
- การเพาะเชื้อจากเนื้อเยื่อส่วนลึก (Deep Tissue Culture): หลีกเลี่ยงการใช้ไม้พันสำลีป้ายหนองที่ผิวหน้าแผล (Superficial Swab) แต่จะเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือหนองจากก้นแผลที่ลึกเพื่อระบุชนิดเชื้อแบคทีเรียและหาค่ายาปฏิชีวนะที่ตรงจุด
- การเอกซเรย์เท้า (Plain Radiography): เพื่อประเมินว่ามีการติดเชื้อลุกลามเข้ากระดูก (Osteomyelitis) หรือมีฟองแก๊สในเนื้อเยื่อส่วนลึกหรือไม่
- การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): ใช้ในกรณีที่ต้องการความละเอียดสูงเพื่อประเมินขอบเขตการติดเชื้อในเนื้อเยื่ออ่อนและกระดูกอย่างแน่ชัดก่อนการทำศัลยกรรม
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์เพื่อป้องกันการตัดขา (Medical Treatment and Management)
การรักษาแผลเบาหวานที่เท้าในผู้สูงอายุต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางโรคต่อมไร้ท่อ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ศัลยแพทย์หลอดเลือด และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลบาดแผล โดยมีหลักการรักษาที่สำคัญดังนี้:
1. การตัดแต่งเนื้อตายอย่างถูกวิธี (Surgical Debridement)
การกำจัดเนื้อตาย (Necrotic Tissue) ตาปลาหนา และเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกจากแผลถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเนื้อตายเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและขัดขวางการงอกใหม่ของเนื้อเยื่อดี การตัดแต่งแผลต้องทำโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญภายใต้เทคนิคปราศจากเชื้อเท่านั้น
2. การลดแรงกดทับบริเวณแผล (Offloading)
การลดแรงกดทับเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แผลสมานตัวได้ หากผู้ป่วยยังคงเดินลงน้ำหนักบนแผล แผลจะไม่สามารถหายได้ แพทย์จะแนะนำอุปกรณ์ช่วยลดแรงกดทับ เช่น:
- การใส่เฝือกสัมผัสทั้งหมด (Total Contact Cast - TCC) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการกระจายแรงกดทับ
- การใช้รองเท้าสั่งตัดพิเศษสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetic Custom Orthoses)
- การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น รถเข็น หรือไม้ค้ำยัน เพื่อหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่เท้าข้างที่มีแผล
3. การเลือกวัสดุปิดแผลที่เหมาะสม (Advanced Wound Dressings)
ในปัจจุบันการล้างแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่รุนแรง เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) หรือแอลกอฮอล์ ไม่ได้รับการแนะนำเนื่องจากจะทำลายเซลล์ที่กำลังสร้างใหม่ การเลือกวัสดุปิดแผลจะขึ้นกับลักษณะของแผล:
- แผลที่มีน้ำเหลืองซึมมาก: ใช้วัสดุปิดแผลกลุ่มโฟม (Foam Dressing) หรือแคลเซียมอัลจิเนต (Calcium Alginate) ที่ผลิตจากสาหร่ายทะเลเพื่อช่วยดูดซับน้ำเหลือง
- แผลที่แห้งเกินไป: ใช้วัสดุกลุ่มไฮโดรเจล (Hydrogel) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการผลัดเนื้อตาย
- แผลที่มีการติดเชื้อ: ใช้วัสดุปิดแผลที่มีส่วนผสมของแร่เงิน (Silver-impregnated Dressing) เพื่อช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลชีพ
4. การให้ยาปฏิชีวนะและการควบคุมระดับน้ำตาล (Pharmacotherapy)
หากแผลมีการติดเชื้อ แพทย์จะเริ่มให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Antibiotics) ที่มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อกว้างในระยะแรก และปรับเป็นยาเฉพาะเจาะจงหลังทราบผลเพาะเชื้อ ร่วมกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม (เป้าหมาย HbA1c ประมาณร้อยละ 7.0 ถึง 8.0 ในผู้สูงอายุ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลต่ำเฉียบพลัน) เนื่องจากระดับน้ำตาลที่เหมาะสมจะช่วยให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
5. การผ่าตัดแก้ไขเพื่อฟื้นฟูการไหลเวียนเลือด (Revascularization)
หากตรวจพบว่าแผลไม่หายเนื่องจากหลอดเลือดตีบตันอย่างรุนแรง ศัลยแพทย์หลอดเลือดจะทำการรักษาเพื่อเปิดทางเดินเลือดใหม่ เช่น:
- การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ตะแกรงค้ำยัน (Percutaneous Transluminal Angioplasty - PTA): เป็นการรักษาแบบแผลเล็กเพื่อเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงปลายเท้า
- การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือด (Arterial Bypass Surgery): ใช้เส้นเลือดต่อข้ามทางส่วนที่ตีบตันเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงแผลโดยตรง
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Contraindications)
การดูแลเท้าในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ข้อผิดพลาดเล็กน้อยอาจนำไปสู่แผลลุกลามที่รักษาไม่ได้:
- ห้ามแช่เท้าในน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเด็ดขาด: ผู้สูงอายุที่มีอาการชาจะไม่สามารถรับรู้อุณหภูมิที่แท้จริงได้ การแช่เท้าอาจทำให้น้ำร้อนลวกผิวหนังจนเกิดแผลพุพองขนาดใหญ่และเกิดการติดเชื้อรุนแรงตามมา
- ห้ามใช้ของมีคมตัดแต่งตาปลาหรือเล็บเท้าด้วยตนเอง: ห้ามใช้กรรไกรตัดเล็บ มีดโกน หรือตะไบเหล็กขูดตาปลาหนาด้วยตนเองเนื่องจากมีโอกาสพลาดทำให้เกิดแผลสดได้ง่ายมาก
- ห้ามเดินเท้าเปล่าทั้งในและนอกบ้าน: การเดินเท้าเปล่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกหนามตำ เศษแก้วบาด หรือเกิดการกระแทกโดยไม่รู้ตัว ควรเลือกสวมรองเท้าที่มีพื้นนุ่มและปิดหน้าเท้าเสมอแม้จะเดินในบ้าน
- ห้ามใช้แผ่นพลาสเตอร์ลอกตาปลาที่จำหน่ายทั่วไป: แผ่นแปะเหล่านี้มักมีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งจะกัดทำลายเนื้อเยื่อรอบข้างจนกลายเป็นแผลลึกในผู้ป่วยเบาหวาน
วิธีป้องกันและดูแลเท้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดขา (Preventive Strategies)
หนทางที่ดีที่สุดในการรักษาขาของผู้สูงอายุไว้คือการป้องกันไม่ให้เกิดแผลขึ้นตั้งแต่แรก ผ่านแนวทางปฏิบัติประจำวันดังนี้:
1. การตรวจเท้าทุกวันอย่างสม่ำเสมอ (Daily Foot Inspection)
ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลต้องตรวจเท้าอย่างละเอียดทุกวันในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ โดยตรวจสอบทั่วทั้งหลังเท้า ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า และส้นเท้า หากมองไม่เห็นฝ่าเท้าให้ใช้กระจกเงาวางบนพื้นแล้วส่องดู หรือให้ผู้ดูแลช่วยตรวจเช็ก รอยแดงเล็กๆ หรือตุ่มน้ำพองเพียงจุดเดียวก็ต้องการการดูแลอย่างทันท่วงที
2. การทำความสะอาดและการรักษาความชุ่มชื้นอย่างเหมาะสม
- ล้างเท้าทุกวันด้วยสบู่อ่อนๆ และน้ำอุณหภูมิห้อง
- สิ่งสำคัญที่สุด: หลังจากล้างเสร็จ ต้องใช้ผ้าสะอาดซับเท้าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา (Tinea pedis) และผิวหนังเปื่อยยุ่ย
- ทาโลชั่นหรือครีมที่มีส่วนผสมของยูเรีย (Urea) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดรอยแตกแห้งบริเวณส้นเท้า แต่ห้ามทาครีมบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้าเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้ผิวส่วนนั้นอับชื้นและติดเชื้อราได้ง่าย
3. การเลือกสวมใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่เหมาะสม
- เลือกซื้อรองเท้าในช่วงบ่ายเนื่องจากเป็นช่วงที่เท้าขยายตัวเต็มที่ และควรเลือกขนาดที่พอดี มีพื้นที่เหลือบริเวณนิ้วเท้าประมาณ 1 เซนติเมตร
- รองเท้าต้องไม่มีรอยตะเข็บภายในที่แข็งกระด้าง ไม่มีส่วนที่บีบรัดหน้าเท้า และพื้นรองเท้าต้องนุ่มและหนาเพียงพอ
- สวมถุงเท้าเนื้อนุ่มที่ผลิตจากใยฝ้ายธรรมชาติ (Cotton) เสมอเพื่อช่วยดูดซับเหงื่อและลดแรงเสียดสี และหลีกเลี่ยงถุงเท้าที่มีขอบยางรัดแน่นเกินไปเพราะจะขัดขวางการไหลเวียนของเลือด
- ตรวจดูสิ่งแปลกปลอมภายในรองเท้า เช่น เศษหิน เม็ดทราย หรือลวดเย็บกระดาษ ทุกครั้งก่อนสวมใส่
สรุปคำแนะนำการปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วย (Actionable Checklist)
เพื่อการดูแลเท้าผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถทำตามได้ทันที ขอแนะนำเช็กลิสต์ประจำวันที่ผู้ดูแลและผู้ป่วยควรปฏิบัติร่วมกัน:
| ช่วงเวลา | หัวข้อที่ต้องปฏิบัติ | วิธีการและเป้าหมาย |
|---|---|---|
| ทุกเช้า | ตรวจสอบรองเท้า | เคาะและใช้มือลูบตรวจดูเศษสิ่งแปลกปลอมหรือตะเข็บที่ชำรุดในรองเท้าก่อนสวมใส่ทุกครั้ง |
| ระหว่างวัน | สวมใส่รองเท้าที่เหมาะสม | สวมรองเท้าสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทั้งในบ้านและนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า |
| ทุกเย็น / หลังอาบน้ำ | ทำความสะอาดและตรวจเท้า | ล้างเท้าด้วยสบู่อ่อน ซับซอกนิ้วเท้าให้แห้งสนิท ส่องกระจกตรวจหาแผล รอยแดง หรือตาปลา |
| ก่อนนอน | บำรุงผิวและป้องกันผิวแห้ง | ทาโลชั่นบำรุงผิวที่ส้นเท้าและหลังเท้า หลีกเลี่ยงบริเวณซอกนิ้วเท้า |
| ทุกสัปดาห์ | การตัดแต่งเล็บเท้า | ตัดเล็บเท้าแนวตรงเสมอ ห้ามตัดโค้งเข้ามุมเล็บเพื่อป้องกันเล็บขบ หากสายตาไม่ดีให้ผู้ดูแลตัดให้ |
| ทุก 3-6 เดือน | พบแพทย์เฉพาะทาง | เข้ารับการตรวจประเมินความเสี่ยงของเท้า (Comprehensive Foot Exam) โดยแพทย์เพื่อตรวจระบบประสาทและหลอดเลือด |
การสูญเสียขาจากโรคเบาหวานเป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันร่วมกันได้ หากใส่ใจและสวมบทบาทเป็นผู้พิทักษ์สุขภาพเท้าของตนเองและคนในครอบครัวอย่างเคร่งครัดในทุกๆ วัน