ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและความสำคัญของภาวะแผลเบาหวานที่เท้าในผู้สูงอายุ

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีระยะเวลาการดำเนินโรคยาวนาน หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะมากที่สุดคือ ภาวะแผลเบาหวานที่เท้า (Diabetic Foot Ulcer หรือ DFU) จากสถิติทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดแผลที่เท้าตลอดช่วงชีวิตสูงถึงร้อยละ 15 ถึง 25 และในกลุ่มนี้ กว่าร้อยละ 20 ต้องเผชิญกับการถูกตัดขา (Amputation) ตั้งแต่ระดับนิ้วเท้า ไปจนถึงระดับใต้เข่าหรือเหนือเข่า การสูญเสียอวัยวะนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสภาพจิตใจของผู้สูงอายุอย่างรุนแรง แต่ยังเพิ่มอัตราการเสียชีวิตภายใน 5 ปีหลังการถูกตัดขาอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ กลไกการดำเนินโรค สัญญาณเตือนระยะแรก และแนวทางการดูแลป้องกันอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องผู้สูงอายุจากการสูญเสียขานี้ได้

สาเหตุและกลไกการเกิดพยาธิสภาพของแผลเบาหวานที่เท้า (Causes and Pathophysiology)

การเกิดแผลเบาหวานที่เท้าในผู้สูงอายุไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยเดี่ยว แต่เป็นผลลัพธ์ของปัจจัยร่วมสามประการ (The Pathogenic Triad) ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ได้แก่:

1. ภาวะเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy)

การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานส่งผลให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมสภาพ ซึ่งแบ่งออกเป็นสามระบบหลัก:

  • ระบบประสาทรับความรู้สึกเสื่อม (Sensory Neuropathy): ทำให้เกิดภาวะสูญเสียการรับความรู้สึกเพื่อการปกป้องตนเอง (Loss of Protective Sensation หรือ LOPS) ผู้สูงอายุจะไม่รู้สึกเจ็บเมื่อเหยียบสิ่งของมีคม เกิดแผลพุพอง หรือเมื่อรองเท้าบีบกดย้ำเป็นเวลานาน ทำให้แผลลุกลามโดยไม่รู้ตัว
  • ระบบประสาทสั่งการเสื่อม (Motor Neuropathy): ส่งผลให้กล้ามเนื้อขนาดเล็กในเท้าอ่อนแรงและลีบตัวลง เกิดความไม่สมดุลของแรงดึงในเท้า นำไปสู่ความผิดรูปของโครงสร้างเท้า (Foot Deformity) เช่น นิ้วเท้างอจิก (Claw Toes) หรือข้อเท้าผิดรูป (Charcot Arthropathy) ทำให้เกิดจุดกดทับที่ผิดปกติและกลายเป็นแผลในที่สุด
  • ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม (Autonomic Neuropathy): ทำให้ต่อมเหงื่อที่เท้าทำงานลดลง ผิวหนังแห้งกร้าน แตกแหง และขาดความยืดหยุ่น รอยแตกนี้กลายเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่เนื้อเยื่อชั้นลึกได้ง่าย

2. โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Arterial Disease - PAD)

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะเร่งกระบวนการหลอดเลือดแข็งตัวและตีบแคบ (Atherosclerosis) โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงขาและเท้า ส่งผลให้เลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนปลายได้น้อยลง (Ischemia) เมื่อเนื้อเยื่อขาดเลือดจึงเกิดการตายของเซลล์ แผลที่เกิดขึ้นจึงหายยากมากหรืออาจไม่หายเลยเนื่องจากกระบวนการซ่อมแซมร่างกายต้องการออกซิเจนและสารอาหารจากกระแสเลือด

3. การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและการติดเชื้อ (Microtrauma and Infection)

เมื่อผู้สูงอายุสูญเสียความรู้สึกและมีความผิดรูปของเท้า แรงกดจากการเดินปกติหรือการสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมจะทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำๆ (Repetitive Microtrauma) จนผิวหนังหนาตัวขึ้นเป็นตาปลา (Callus) และเกิดแผลใต้ตาปลาตามมา นอกจากนี้ ระดับน้ำตาลที่สูงยังลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล (Neutrophil Dysfunction) ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ แผลจึงเกิดการติดเชื้อลุกลามอย่างรวดเร็ว

อาการและสัญญาณเตือนระยะแรกที่ต้องสังเกต (Early Symptoms and Signs)

การป้องกันการตัดขาจะประสบความสำเร็จสูงสุดเมื่อตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยผู้ดูแลและผู้สูงอายุควรสังเกตอาการดังต่อไปนี้อย่างสม่ำเสมอ:

  • อาการชาและปวดแสบปวดร้อน (Paresthesia): รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม หรือรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ฝ่าเท้าโดยเฉพาะในเวลากลางคืน หรือในทางกลับกันคือรู้สึกเท้าหนาๆ เหมือนสวมถุงเท้าตลอดเวลา
  • ผิวหนังแห้งและลอกเป็นขุย: ผิวบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้าแห้งกร้าน มีรอยแตก หรือเริ่มมีผิวหนังหนาตัวขึ้นเป็นตาปลา (Callus) สีเหลืองเข้ม
  • สีผิวและอุณหภูมิของเท้าเปลี่ยนไป: เท้าอาจมีสีซีดลงเมื่อยกสูงขึ้น หรือเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำเมื่อหย่อนเท้าลงต่ำ ผิวหนังที่เท้าเย็นกว่าปกติหรืออุ่นขึ้นเฉพาะจุด ซึ่งอาจบ่งบอกถึงภาวะขาดเลือดหรือการอักเสบซ่อนเร้น
  • แผลพุพองขนาดเล็กหรือรอยถลอก: แผลที่เกิดจากการเสียดสีของรองเท้า แม้ไม่มีอาการเจ็บปวดแต่เริ่มมีน้ำใสๆ ซึมออกมาระหว่างวัน

สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากผู้สูงอายุมีอาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาชีวิตและขาของผู้ป่วย:

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่เสี่ยงต่อการถูกตัดขาและติดเชื้อในกระแสเลือด:
  • แผลเปลี่ยนเป็นสีดำหรือสีคล้ำจัด (Necrosis/Gangrene): บ่งชี้ว่าเนื้อเยื่อส่วนนั้นตายจากการขาดเลือดอย่างรุนแรง
  • มีอาการบวม แดง และร้อนลามกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว (Spreading Cellulitis): โดยเฉพาะหากรอยแดงขยายขนาดกว้างเกินกว่า 2 เซนติเมตรรอบขอบแผลภายในเวลาอันสั้น
  • มีน้ำหนองปนเลือดและมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง (Foul Odor and Purulent Discharge): แสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Infection) ที่ทำลายเนื้อเยื่อลึก
  • เมื่อคลำรอบแผลแล้วรู้สึกเหมือนมีเสียงกรอบแกรบใต้ผิวหนัง (Crepitus): เป็นสัญญาณของโรคเนื้อเน่าชนิดมีแก๊ส (Gas Gangrene) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • มีอาการทางระบบทั่วร่างกาย (Systemic Symptoms): เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ซึมลง สับสนเฉียบพลัน (Delirium) หายใจหอบเหนื่อย หรือความดันโลหิตลดต่ำลง ซึ่งเป็นอาการแสดงของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis and Assessment)

แพทย์เฉพาะทางจะประเมินแผลเบาหวานที่เท้าอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการรักษาที่ครอบคลุมผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้:

1. การประเมินระบบประสาทส่วนปลาย (Neurological Assessment)

แพทย์จะตรวจหาภาวะสูญเสียการรับความรู้สึกเพื่อการปกป้องตนเอง (LOPS) โดยใช้เครื่องมือมาตรฐานสองชนิดคือ:

  • การตรวจด้วยเส้นใยเดี่ยวขนาด 10 กรัม (Semmes-Weinstein 10-g Monofilament Test): แพทย์จะใช้เส้นใยไนลอนกดลงบนจุดสำคัญต่างๆ ของฝ่าเท้า หากผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวในบางจุด แสดงว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผล
  • การตรวจรับความรู้สึกสั่นสะเทือนด้วยส้อมเสียง (128-Hz Tuning Fork Test): ใช้ประเมินความเสื่อมของเส้นประสาทรับความรู้สึกส่วนลึก

2. การประเมินระบบหลอดเลือด (Vascular Assessment)

เพื่อตรวจสอบว่ามีปริมาณเลือดมาเลี้ยงแผลเพียงพอสำหรับการสมานแผลหรือไม่:

  • การคลำชีพจรที่เท้า: ตรวจชีพจรหลังเท้า (Dorsalis Pedis Pulse) และชีพจรหลังตาตุ่มใน (Posterior Tibial Pulse)
  • การตรวจดัชนีความดันหลอดเลือดแดงที่ข้อเท้าเทียบกับต้นแขน (Ankle-Brachial Index - ABI): หากค่า ABI ต่ำกว่า 0.9 บ่งชี้ว่ามีภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ และหากต่ำกว่า 0.4 แสดงว่ามีภาวะขาดเลือดขั้นวิกฤต (Critical Limb Ischemia)
  • การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือด (Arterial Duplex Ultrasound): เพื่อประเมินตำแหน่งและความรุนแรงของการตีบแคบของหลอดเลือดอย่างแม่นยำ

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายรังสี (Investigative Diagnostics)

  • การเพาะเชื้อจากเนื้อเยื่อส่วนลึก (Deep Tissue Culture): หลีกเลี่ยงการใช้ไม้พันสำลีป้ายหนองที่ผิวหน้าแผล (Superficial Swab) แต่จะเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือหนองจากก้นแผลที่ลึกเพื่อระบุชนิดเชื้อแบคทีเรียและหาค่ายาปฏิชีวนะที่ตรงจุด
  • การเอกซเรย์เท้า (Plain Radiography): เพื่อประเมินว่ามีการติดเชื้อลุกลามเข้ากระดูก (Osteomyelitis) หรือมีฟองแก๊สในเนื้อเยื่อส่วนลึกหรือไม่
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): ใช้ในกรณีที่ต้องการความละเอียดสูงเพื่อประเมินขอบเขตการติดเชื้อในเนื้อเยื่ออ่อนและกระดูกอย่างแน่ชัดก่อนการทำศัลยกรรม

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์เพื่อป้องกันการตัดขา (Medical Treatment and Management)

การรักษาแผลเบาหวานที่เท้าในผู้สูงอายุต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางโรคต่อมไร้ท่อ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ศัลยแพทย์หลอดเลือด และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลบาดแผล โดยมีหลักการรักษาที่สำคัญดังนี้:

1. การตัดแต่งเนื้อตายอย่างถูกวิธี (Surgical Debridement)

การกำจัดเนื้อตาย (Necrotic Tissue) ตาปลาหนา และเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกจากแผลถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเนื้อตายเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและขัดขวางการงอกใหม่ของเนื้อเยื่อดี การตัดแต่งแผลต้องทำโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญภายใต้เทคนิคปราศจากเชื้อเท่านั้น

2. การลดแรงกดทับบริเวณแผล (Offloading)

การลดแรงกดทับเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แผลสมานตัวได้ หากผู้ป่วยยังคงเดินลงน้ำหนักบนแผล แผลจะไม่สามารถหายได้ แพทย์จะแนะนำอุปกรณ์ช่วยลดแรงกดทับ เช่น:

  • การใส่เฝือกสัมผัสทั้งหมด (Total Contact Cast - TCC) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการกระจายแรงกดทับ
  • การใช้รองเท้าสั่งตัดพิเศษสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetic Custom Orthoses)
  • การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น รถเข็น หรือไม้ค้ำยัน เพื่อหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่เท้าข้างที่มีแผล

3. การเลือกวัสดุปิดแผลที่เหมาะสม (Advanced Wound Dressings)

ในปัจจุบันการล้างแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่รุนแรง เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) หรือแอลกอฮอล์ ไม่ได้รับการแนะนำเนื่องจากจะทำลายเซลล์ที่กำลังสร้างใหม่ การเลือกวัสดุปิดแผลจะขึ้นกับลักษณะของแผล:

  • แผลที่มีน้ำเหลืองซึมมาก: ใช้วัสดุปิดแผลกลุ่มโฟม (Foam Dressing) หรือแคลเซียมอัลจิเนต (Calcium Alginate) ที่ผลิตจากสาหร่ายทะเลเพื่อช่วยดูดซับน้ำเหลือง
  • แผลที่แห้งเกินไป: ใช้วัสดุกลุ่มไฮโดรเจล (Hydrogel) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นการผลัดเนื้อตาย
  • แผลที่มีการติดเชื้อ: ใช้วัสดุปิดแผลที่มีส่วนผสมของแร่เงิน (Silver-impregnated Dressing) เพื่อช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลชีพ

4. การให้ยาปฏิชีวนะและการควบคุมระดับน้ำตาล (Pharmacotherapy)

หากแผลมีการติดเชื้อ แพทย์จะเริ่มให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Antibiotics) ที่มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อกว้างในระยะแรก และปรับเป็นยาเฉพาะเจาะจงหลังทราบผลเพาะเชื้อ ร่วมกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม (เป้าหมาย HbA1c ประมาณร้อยละ 7.0 ถึง 8.0 ในผู้สูงอายุ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลต่ำเฉียบพลัน) เนื่องจากระดับน้ำตาลที่เหมาะสมจะช่วยให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่

5. การผ่าตัดแก้ไขเพื่อฟื้นฟูการไหลเวียนเลือด (Revascularization)

หากตรวจพบว่าแผลไม่หายเนื่องจากหลอดเลือดตีบตันอย่างรุนแรง ศัลยแพทย์หลอดเลือดจะทำการรักษาเพื่อเปิดทางเดินเลือดใหม่ เช่น:

  • การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ตะแกรงค้ำยัน (Percutaneous Transluminal Angioplasty - PTA): เป็นการรักษาแบบแผลเล็กเพื่อเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงปลายเท้า
  • การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือด (Arterial Bypass Surgery): ใช้เส้นเลือดต่อข้ามทางส่วนที่ตีบตันเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงแผลโดยตรง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Contraindications)

การดูแลเท้าในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ข้อผิดพลาดเล็กน้อยอาจนำไปสู่แผลลุกลามที่รักษาไม่ได้:

ข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติที่ห้ามทำเด็ดขาด:
  • ห้ามแช่เท้าในน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเด็ดขาด: ผู้สูงอายุที่มีอาการชาจะไม่สามารถรับรู้อุณหภูมิที่แท้จริงได้ การแช่เท้าอาจทำให้น้ำร้อนลวกผิวหนังจนเกิดแผลพุพองขนาดใหญ่และเกิดการติดเชื้อรุนแรงตามมา
  • ห้ามใช้ของมีคมตัดแต่งตาปลาหรือเล็บเท้าด้วยตนเอง: ห้ามใช้กรรไกรตัดเล็บ มีดโกน หรือตะไบเหล็กขูดตาปลาหนาด้วยตนเองเนื่องจากมีโอกาสพลาดทำให้เกิดแผลสดได้ง่ายมาก
  • ห้ามเดินเท้าเปล่าทั้งในและนอกบ้าน: การเดินเท้าเปล่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกหนามตำ เศษแก้วบาด หรือเกิดการกระแทกโดยไม่รู้ตัว ควรเลือกสวมรองเท้าที่มีพื้นนุ่มและปิดหน้าเท้าเสมอแม้จะเดินในบ้าน
  • ห้ามใช้แผ่นพลาสเตอร์ลอกตาปลาที่จำหน่ายทั่วไป: แผ่นแปะเหล่านี้มักมีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งจะกัดทำลายเนื้อเยื่อรอบข้างจนกลายเป็นแผลลึกในผู้ป่วยเบาหวาน

วิธีป้องกันและดูแลเท้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดขา (Preventive Strategies)

หนทางที่ดีที่สุดในการรักษาขาของผู้สูงอายุไว้คือการป้องกันไม่ให้เกิดแผลขึ้นตั้งแต่แรก ผ่านแนวทางปฏิบัติประจำวันดังนี้:

1. การตรวจเท้าทุกวันอย่างสม่ำเสมอ (Daily Foot Inspection)

ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลต้องตรวจเท้าอย่างละเอียดทุกวันในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ โดยตรวจสอบทั่วทั้งหลังเท้า ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า และส้นเท้า หากมองไม่เห็นฝ่าเท้าให้ใช้กระจกเงาวางบนพื้นแล้วส่องดู หรือให้ผู้ดูแลช่วยตรวจเช็ก รอยแดงเล็กๆ หรือตุ่มน้ำพองเพียงจุดเดียวก็ต้องการการดูแลอย่างทันท่วงที

2. การทำความสะอาดและการรักษาความชุ่มชื้นอย่างเหมาะสม

  • ล้างเท้าทุกวันด้วยสบู่อ่อนๆ และน้ำอุณหภูมิห้อง
  • สิ่งสำคัญที่สุด: หลังจากล้างเสร็จ ต้องใช้ผ้าสะอาดซับเท้าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา (Tinea pedis) และผิวหนังเปื่อยยุ่ย
  • ทาโลชั่นหรือครีมที่มีส่วนผสมของยูเรีย (Urea) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดรอยแตกแห้งบริเวณส้นเท้า แต่ห้ามทาครีมบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้าเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้ผิวส่วนนั้นอับชื้นและติดเชื้อราได้ง่าย

3. การเลือกสวมใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่เหมาะสม

  • เลือกซื้อรองเท้าในช่วงบ่ายเนื่องจากเป็นช่วงที่เท้าขยายตัวเต็มที่ และควรเลือกขนาดที่พอดี มีพื้นที่เหลือบริเวณนิ้วเท้าประมาณ 1 เซนติเมตร
  • รองเท้าต้องไม่มีรอยตะเข็บภายในที่แข็งกระด้าง ไม่มีส่วนที่บีบรัดหน้าเท้า และพื้นรองเท้าต้องนุ่มและหนาเพียงพอ
  • สวมถุงเท้าเนื้อนุ่มที่ผลิตจากใยฝ้ายธรรมชาติ (Cotton) เสมอเพื่อช่วยดูดซับเหงื่อและลดแรงเสียดสี และหลีกเลี่ยงถุงเท้าที่มีขอบยางรัดแน่นเกินไปเพราะจะขัดขวางการไหลเวียนของเลือด
  • ตรวจดูสิ่งแปลกปลอมภายในรองเท้า เช่น เศษหิน เม็ดทราย หรือลวดเย็บกระดาษ ทุกครั้งก่อนสวมใส่

สรุปคำแนะนำการปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วย (Actionable Checklist)

เพื่อการดูแลเท้าผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถทำตามได้ทันที ขอแนะนำเช็กลิสต์ประจำวันที่ผู้ดูแลและผู้ป่วยควรปฏิบัติร่วมกัน:

ช่วงเวลา หัวข้อที่ต้องปฏิบัติ วิธีการและเป้าหมาย
ทุกเช้า ตรวจสอบรองเท้า เคาะและใช้มือลูบตรวจดูเศษสิ่งแปลกปลอมหรือตะเข็บที่ชำรุดในรองเท้าก่อนสวมใส่ทุกครั้ง
ระหว่างวัน สวมใส่รองเท้าที่เหมาะสม สวมรองเท้าสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทั้งในบ้านและนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า
ทุกเย็น / หลังอาบน้ำ ทำความสะอาดและตรวจเท้า ล้างเท้าด้วยสบู่อ่อน ซับซอกนิ้วเท้าให้แห้งสนิท ส่องกระจกตรวจหาแผล รอยแดง หรือตาปลา
ก่อนนอน บำรุงผิวและป้องกันผิวแห้ง ทาโลชั่นบำรุงผิวที่ส้นเท้าและหลังเท้า หลีกเลี่ยงบริเวณซอกนิ้วเท้า
ทุกสัปดาห์ การตัดแต่งเล็บเท้า ตัดเล็บเท้าแนวตรงเสมอ ห้ามตัดโค้งเข้ามุมเล็บเพื่อป้องกันเล็บขบ หากสายตาไม่ดีให้ผู้ดูแลตัดให้
ทุก 3-6 เดือน พบแพทย์เฉพาะทาง เข้ารับการตรวจประเมินความเสี่ยงของเท้า (Comprehensive Foot Exam) โดยแพทย์เพื่อตรวจระบบประสาทและหลอดเลือด

การสูญเสียขาจากโรคเบาหวานเป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันร่วมกันได้ หากใส่ใจและสวมบทบาทเป็นผู้พิทักษ์สุขภาพเท้าของตนเองและคนในครอบครัวอย่างเคร่งครัดในทุกๆ วัน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down