ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคไตจากเบาหวานในผู้สูงอายุและผลกระทบต่อสุขภาพ

โรคไตจากเบาหวานในผู้สูงอายุ (Diabetic Nephropathy in the Elderly) ถือเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรงสูงมากในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวานเรื้อรัง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้หลอดเลือดฝอยส่วนที่ทำหน้าที่กรองของเสียภายในไตเกิดความเสียหาย สูญเสียความยืดหยุ่น และเกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่การสูญเสียการทำงานของไตทีละน้อย ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางกายโดยรวมของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับทั้งผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างมาก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเบาหวานขึ้นไต

กลไกการเกิดโรคไตจากเบาหวานเริ่มต้นจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง (Chronic Hyperglycemia) ซึ่งกระตุ้นให้เกิดกระบวนการทางชีวเคมีที่ทำลายผนังหลอดเลือดฝอยในหน่วยไต (Glomerulus) ส่งผลให้โครงสร้างและการทำงานของตัวกรองในไตผิดปกติ หน่วยไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกรองของเสีย จนกระทั่งเกิดภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Proteinuria หรือ Albuminuria) นอกจากนี้ ปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) ซึ่งมักพบร่วมกับโรคเบาหวานในผู้สูงอายุ จะยิ่งเพิ่มแรงดันภายในหน่วยไต ทำให้เนื้อเยื่อไตเสื่อมสภาพและเกิดพังผืด (Fibrosis) เร็วขึ้น การไหลเวียนโลหิตในไตลดลง ส่งผลให้ไตขาดออกซิเจนและเสื่อมสมรรถภาพลงอย่างถาวรหากไม่ได้รับการควบคุมที่ดี

อาการสำคัญและระยะการดำเนินของโรค

ในระยะเริ่มต้นของโรคไตจากผู้ป่วยเบาหวาน มักจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ เลย ผู้สูงอายุยังคงรู้สึกแข็งแรงและปัสสาวะเป็นปกติ ทำให้โรคดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งเข้าสู่ระยะที่ไตเริ่มเสื่อมสภาพรุนแรง จะเริ่มสังเกตเห็นอาการเตือนที่สำคัญ ดังนี้

  • อาการบวมน้ำ (Edema): มักเริ่มจากบริเวณเปลือกตา ใบหน้า ในช่วงตื่นนอนตอนเช้า และตามมาด้วยอาการบวมที่ข้อเท้า หลังเท้า และหน้าแข้ง เมื่อใช้นิ้วกดลงไปจะเกิดรอยบุ๋ม (Pitting Edema) เนื่องจากร่างกายสูญเสียโปรตีนอัลบูมินทางปัสสาวะ ทำให้ความดันออสโมติกในหลอดเลือดลดลง ของจึงรั่วซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อรอบข้าง
  • ปัสสาวะมีความผิดปกติ: สังเกตเห็นฟองหนาแน่นและฟองละเอียดในปัสสาวะคล้ายฟองเบียร์ ซึ่งเกิดจากโปรตีนรั่วออกมาในปริมาณมาก
  • อ่อนเพลียและซีดจาง: เนื่องจากไตที่เสื่อมสภาพจะลดการสร้างฮอร์โมนอีริทropoietin (Erythropoietin) ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอาการซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้: เกิดจากการสะสมของสารยูเรียและของเสียในกระแสเลือด (Uremia) ทำให้ระบบทางเดินอาหารแปรปรวน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการบวมน้ำในผู้สูงอายุโรคเบาหวาน ไม่เพียงเกิดจากโรคไตเท่านั้น แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบร่วมกันได้บ่อย ผู้ดูแลจึงควรสังเกตอาการร่วมอื่นๆ เช่น อาการเหนื่อยหอบเวลานอนราบ หรือแน่นหน้าอกร่วมด้วยเสมอ

สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้สูงอายุมีโรคไตจากเบาหวานและแสดงอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อป้องกันอันตรายถึงชีวิต

  • อาการบวมลามอย่างรวดเร็วทั่วร่างกาย เช่น บวมที่ช่องท้อง ขาหนีบ หรือถุงอัณฑะ
  • อาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือนอนราบไม่ได้ ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema)
  • ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะลดลงอย่างกะทันหัน หรือมีภาวะปัสสาวะเป็นเลือด
  • ซึมสับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะยูรีเมียสูงในเลือด (Uremic Encephalopathy) หรือระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติรุนแรง
  • ความดันโลหิตสูงวิกฤต (Hypertensive Crisis) มีอาการปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่ามัว หรือเจ็บแน่นหน้าอก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคไตจากเบาหวานในผู้สูงอายุ แพทย์จะดำเนินการประเมินอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบระยะของโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ ประกอบด้วย

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ประเมินระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวาน ประวัติการใช้ยา และตรวจหาร่องรอยของอาการบวมน้ำและความดันโลหิตสูง
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis and Urine Albumin-to-Creatinine Ratio - UACR): เพื่อตรวจหาปริมาณโปรตีนอัลบูมินที่รั่วออกมาในปัสสาวะ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความเสียหายของไตในระยะแรก
  • การตรวจเลือดประเมินการทำงานของไต (Blood Urea Nitrogen - BUN และ Serum Creatinine): นำมาคำนวณหาอัตราการกรองของไต (Estimated Glomerular Filtration Rate - eGFR) เพื่อระบุระยะของโรคไตเรื้อรัง
  • การตรวจภาพถ่ายทางรังสี (Ultrasound): เพื่อประเมินขนาดและรูปร่างของไต ตลอดจนตัดภาวะการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะหรือนิ่วในไตออกไป

วิธีดูแลรักษาและการชะลอความเสื่อมของไตตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไตจากเบาหวานในผู้สูงอายุมีเป้าหมายหลักเพื่อชะลอความเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่ระยะไตวายเรื้อรัง ควบคุมอาการบวมน้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้

  • การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: รักษาระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด โดยเลือกใช้กลุ่มยาที่ปลอดภัยต่อการทำงานของไต และหลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่อาจสะสมในร่างกาย
  • การควบคุมความดันโลหิต: รักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (โดยทั่วไปต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท) ด้วยยากลุ่มที่ช่วยลดแรงดันภายในหน่วยไตและลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
  • การควบคุมอาหารและโภชนาการ: จำกัดปริมาณโซเดียมเพื่อลดอาการบวมและความดันโลหิต ควบคุมปริมาณโปรตีนในอาหารไม่ให้สูงจนเกินไป เพื่อลดภาระการทำงานของหน่วยไต พร้อมทั้งจำกัดฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
  • การหลีกเลี่ยงสารที่เป็นพิษต่อไต (Nephrotoxic Agents): งดการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ยาชุด ยาสมุนไพรที่ไม่มีแหล่งที่มาแน่ชัด และต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนการฉีดสารทึบรังสีในการตรวจเอกซเรย์
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอในการรับประทานยาตามแพทย์สั่งและการมาตรวจติดตามอาการตามนัดอย่างเคร่งครัด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการสังเกตปริมาณปัสสาวะในแต่ละวันจะช่วยให้เราสามารถควบคุมโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการฟอกไตได้เป็นอย่างดี

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ผู้ดูแลต้องตระหนัก

ผู้ดูแลผู้สูงอายุควรระมัดระวังในการให้ยาและการดูแลสุขภาพ ดังนี้

  • ห้ามซื้อยาแก้ปวดข้อหรือยาแก้ปวดอักเสบมารับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากยกลุ่มนี้จะทำลายการทำงานของไตอย่างรวดเร็วในผู้สูงอายุ
  • ระมัดระวังการรับประทานอาหารเสริม วิตามิน หรือสมุนไพรขับปัสสาวะที่ไม่มีการรับรองทางการแพทย์ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย
  • ควรบันทึกน้ำหนักตัวของผู้สูงอายุทุกวัน หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะคั่งของน้ำในร่างกายที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพไตในระยะยาว

การป้องกันความเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวานทำได้ตั้งแต่เริ่มวินิจฉัยโรคเบาหวาน โดยการควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างเคร่งครัด งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามสภาพร่างกาย และตรวจสุขภาพไตและตรวจปัสสาวะหาโปรตีนรั่วเป็นประจำทุกปี เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down