ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการจัดการภาวะไข้สูงในเด็กเล็กช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่

ในช่วงที่การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ (RSV) ทวีความรุนแรง การดูแลเด็กเล็กที่มีอาการไข้สูงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญสูงสุด ภาวะไข้ (Fever) คือกลไกการตอบสนองของร่างกายต่อการอักเสบหรือการติดเชื้อ อย่างไรก็ตามในเด็กเล็ก อุณหภูมิร่างกายที่สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น อาการชักจากไข้ (Febrile Seizure) และภาวะขาดน้ำ การรู้วิธีจัดการอย่างถูกต้องจะช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของเด็กและลดความเสี่ยงต่อเหตุการณ์วิกฤตได้

กลไกการเกิดไข้และธรรมชาติของโรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Influenza ซึ่งแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้หลั่งสารที่เรียกว่า Pyrogens ไปยังสมองส่วนไฮโปทาลามัส เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้นเพื่อทำลายเชื้อโรค ส่งผลให้เด็กมีอาการหนาวสั่น ตัวร้อนจัด และปวดเมื่อยตามร่างกาย

วิธีเช็ดตัวลดไข้ให้ได้ผลเร็วที่สุดตามหลักการแพทย์

การเช็ดตัวลดไข้แบบถูกวิธี (Tepid Sponge) เป็นวิธีการดึงความร้อนออกจากร่างกายผ่านการระเหยของน้ำ โดยมีขั้นตอนที่ถูกต้องดังนี้:

  • ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย ห้ามใช้น้ำเย็นจัดเพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและกักเก็บความร้อนไว้ภายใน
  • ถอดเสื้อผ้าเด็กออกให้หมด เตรียมผ้าสะอาดประมาณ 3-4 ผืน
  • เริ่มเช็ดจากใบหน้า เข้าหาลำตัว โดยเช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าสู่หัวใจเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
  • เน้นเช็ดบริเวณซอกคอ รักแร้ ข้อพับ และขาหนีบ เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ใกล้ผิวหนัง การเช็ดบริเวณนี้จะช่วยดึงความร้อนออกจากกระแสเลือดได้รวดเร็วขึ้น
  • ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดวางไว้ตามข้อพับต่างๆ ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ร่างกายถ่ายเทความร้อนออก
  • เมื่อเช็ดตัวเสร็จให้ซับตัวให้แห้งและสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่ควรห่มผ้าหนาจนเกินไป
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการหนาวสั่นจากการเช็ดตัว ให้หยุดเช็ดตัวทันทีและเปลี่ยนมาเป็นสวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นจนกว่าอาการหนาวสั่นจะหายไป แล้วจึงเริ่มเช็ดตัวใหม่ เนื่องจากอาการหนาวสั่นคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังพยายามสร้างความร้อนเพิ่มขึ้น หากฝืนเช็ดตัวต่อไปจะส่งผลให้อุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูงขึ้นกว่าเดิม

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาพบแพทย์ทันที

พ่อแม่ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณดังต่อไปนี้ต้องพาเด็กพบกุมารแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันที:

  • ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส และไม่ลดลงหลังได้รับยาลดไข้หรือเช็ดตัวครบ 30 นาที
  • มีอาการชัก เกรง กระตุก หรือหมดสติ
  • อาการซึมลง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม
  • ภาวะขาดน้ำ: ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ไม่มีน้ำตาขณะร้องไห้ ตาโหล
  • อาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนอกบุ๋ม หรือมีเสียงหวีดขณะหายใจ
  • ไข้ต่อเนื่องนานเกิน 3 วัน แม้จะได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้วก็ตาม

การใช้ยาลดไข้และการรักษาที่ถูกต้อง

การใช้ยาลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กคือ ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) โดยต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัดคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง

คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กโดยเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการราย (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบเฉียบพลัน และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในกรณีที่ยังไม่สามารถแยกโรคได้ชัดเจนว่าไม่ใช่ไข้เลือดออก เนื่องจากยาอาจมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือดและกระเพาะอาหาร

การป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) เป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ควรเน้นสุขอนามัยที่ดี ดังนี้:

  • ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาด
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกนอกบ้านหรือใกล้ชิดผู้ป่วย
  • เสริมสร้างร่างกายด้วยโภชนาการที่ครบถ้วน และการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ปกครอง

  1. เมื่อลูกเริ่มตัวร้อน ให้วัดอุณหภูมิร่างกายด้วยปรอทวัดไข้
  2. หากไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ให้รับประทานยาลดไข้ตามขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว
  3. เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเน้นบริเวณข้อพับอย่างน้อย 15-20 นาที
  4. ให้ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  5. สังเกตอาการผิดปกติ หากเข้าข่าย Red Flags ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down