ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับโรคมือเท้าปากและการลุกลามสู่ระบบประสาท

โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot and Mouth Disease) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในเด็กที่พบได้บ่อยมากในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและทารกที่มีภูมิต้านทานยังพัฒนาไม่เต็มที่ แม้ในภาวะปกติโรคนี้มักหายได้เองภายในเจ็ดถึงสิบวัน แต่ในปัจจุบันแพทย์พบอุบัติการณ์การติดเชื้อที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเชื้อไวรัสสายพันธุ์เอนเทอโรไวรัสเซเว่นตี้ไนน์ (Enterovirus 71 หรือ EV71) ซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงในการทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้เกิดภาวะมือเท้าปากลามเข้าสมองและก้านสมอง ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความพิการหรือการเสียชีวิต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อเชื้อไวรัสบุกรุกระบบประสาท

โรคมือเท้าปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) ที่พบบ่อยได้แก่ คอกซากีไวรัสเอซิกส์ทีน (Coxsackievirus A16) และ เอนเทอโรไวรัสเซเว่นตี้ไนน์ (Enterovirus 71) โดยเฉพาะสายพันธุ์หลังนี้มีความสามารถพิเศษในการแพร่กระจายจากเยื่อบุทางเดินอาหารหรือทางเดินหายใจ เข้าสู่กระแสเลือด (Viremia) และสามารถเดินทางผ่าน Blood-Brain Barrier เข้าสู่เนื้อสมองและก้านสมองได้โดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงในระบบประสาทควบคุมการหายใจและการเต้นของหัวใจ การติดต่อเกิดขึ้นได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย น้ำใสจากตุ่มแผล หรืออุจจาระของผู้ติดเชื้อ ผ่านทางมือของเล่น หรือภาชนะอาหารที่ไม่สะอาด

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินโรคจากผื่นสู่ภาวะวิกฤต

การดำเนินโรคของโรคมือเท้าปากทั่วไปจะเริ่มต้นด้วยไข้ต่ำถึงสูง เจ็บปาก มีแผลร้อนในที่กระพุ้งแก้มและลิ้น และมีตุ่มน้ำใสที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และบริเวณก้น แต่ในกรณีที่โรคลามเข้าสู่สมองและก้านสมอง อาการจะเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังจากมีไข้ได้สองถึงสามวัน โดยเด็กจะมีอาการทางระบบประสาทที่ผิดปกติ ซึ่งพ่อแม่ต้องสังเกตความเปลี่ยนแปลงในเด็กอย่างใกล้ชิดในทุกระยะของโรค

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะแทรกซ้อนทางสมองมักเกิดขึ้นในช่วงสามวันแรกของการมีไข้ หากเด็กมีไข้สูงร่วมกับอาการซึม ผิดปกติ หรืออาเจียนพุ่ง ห้ามรอให้ครบกำหนดเจ็ดวันเด็ดขาด ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

เมื่อโรคมือเท้าปากเริ่มลุกลามเข้าสู่สมองและก้านสมอง ร่างกายจะแสดงสัญญาณเตือนภัยที่รุนแรงและชัดเจน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลต้องตระหนักรู้และนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที:

  • ซึมมากผิดปกติ: เด็กไม่ค่อยตอบสนอง เรียกชื่อไม่ค่อยหัน ปลุกตื่นยาก หรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
  • อาเจียนพุ่ง: มีอาการอาเจียนออกมาอย่างแรงและบ่อยครั้ง โดยไม่สัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นสัญญาณของความดันในกะโหลกศีรษะสูง
  • สะดุ้งผวาและกระตุก: เด็กมีอาการผวาอย่างรุนแรงและถี่กว่าปกติ แม้ในขณะนอนหลับ หรือมีอาการกระตุกของแขนขาโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • หายใจผิดปกติ: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็วผิดปกติ หรือมีจังหวะการหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งบ่งชี้ว่าก้านสมองส่วนควบคุมการหายใจเริ่มถูกทำลาย
  • ชักเกร็ง: มีอาการชัก มีไข้สูงมากที่ไม่ยอมลดลงแม้จะเช็ดตัวและทานยาลดไข้แล้วก็ตาม
  • สัญญาณภาวะขาดน้ำ: ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือเป็นสีเข้มจัด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยสงสัยว่ามีภาวะมือเท้าปากลามเข้าสมองและก้านสมอง กุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทจะทำการประเมินอาการอย่างละเอียด โดยมีแนวทางการตรวจวินิจฉัยดังนี้:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: ตรวจหารอยโรคบริเวณมือ เท้า และช่องปาก ร่วมกับการประเมินระดับความรู้สึกตัวและการทำงานของระบบประสาท
  • การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture): เพื่อตรวจหาการอักเสบและหาเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุในระบบประสาทส่วนกลาง
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส (RT-PCR / Viral Culture): ตรวจสารคัดหลั่งจากคอ อุจจาระ หรือน้ำไขสันหลังเพื่อยืนยันสายพันธุ์เชื้อโรค
  • การตรวจทางรังสีวิทยา (MRI / CT Scan สมอง): เพื่อดูการอักเสบ บวม หรือความเสียหายของเนื้อสมองและก้านสมอง
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและระดับสารเกลือแร่ในร่างกาย

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะมือเท้าปากลามเข้าสมองและก้านสมองถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ จำเป็นต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โดยทีมกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

  • การรักษาประคับประคองตามอาการ: ควบคุมระดับความดันในกะโหลกศีรษะ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันภาวะสมองบวม
  • การใช้ยากลุ่มอิมมูโนโกลบูลิน (IVIG): ในกรณีที่ติดเชื้อไวรัสอีวีเซเว่นตี้ไนน์รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้สารภูมิต้านทานเพื่อลดการอักเสบในระบบประสาท
  • การดูแลระบบทางเดินหายใจ: หากก้านสมองถูกกระทบจนควบคุมการหายใจไม่ได้ แพทย์อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • การให้ยาลดไข้และยาระงับอาการชัก: ควบคุมไข้และอาการชักอย่างเข้มงวดเพื่อลดการใช้อิเจนของสมอง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็กเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและอุณหภูมิร่างกายยิ่งสูงขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในกระบวนการดูแลเด็กที่เป็นโรคมือเท้าปาก มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่เคร่งครัดซึ่งพ่อแม่ต้องรู้:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กเด็ดขาด: เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งทำให้สมองและตับได้รับความเสียหายรุนแรงและเสียชีวิตได้
  • การใช้ยาพาราเซตามอล: ต้องใช้ในขนาดที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัวเท่านั้น คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ทานเอง: โรคมือเท้าปากเกิดจากไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลรักษาและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อและการลุกลามของโรคสามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดีในครอบครัวและโรงเรียน:

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
  • ทำความสะอาดของเล่น ของใช้ และพื้นผิวสัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • หากพบเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ควรให้หยุดเรียนและแยกตัวจากผู้ออย่างน้อยเจ็ดถึงสิบวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ
  • สำหรับเชื้อ Enterovirus 71 ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันในบางพื้นที่ ผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

โรคมือเท้าปากแม้จะเป็นโรคที่พบได้ทั่วไป แต่การลุกลามเข้าสู่สมองและก้านสมองถือเป็นภัยเงียบอันตรายที่คร่าชีวิตเด็กมาแล้วหลายราย การสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด เช่น อาการซึม อาการสะดุ้งผวาถี่ อาเจียนพุ่ง และไข้สูงที่ไม่ยอมลด ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เด็กได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที พ่อแม่ชาวตรังและทุกพื้นที่ควรมีความตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนก และรีบนำบุตรหลานพบแพทย์ทันทีเมื่อพบสัญญาณเตือนภัยอันตรายเหล่านี้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down