ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความกังวลของพ่อแม่ เมื่อลูกรักป่วยหนักและมีอาการซึมลง

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็ก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่คงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขบนปรอทวัดไข้ที่พุ่งสูงขึ้น แต่คือพฤติกรรมของลูกน้อยที่เปลี่ยนไปจากเดิม ลูกกินไม่ได้ ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด และอาเจียนทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณอันตรายที่เตือนว่าลูกกำลังเข้าสู่ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง และอาจเป็นวิกฤตการณ์จากโรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วนในโรงพยาบาล

คำแนะนำจากคุณหมอ: โรคไข้เลือดออกในเด็กมีความรวดเร็วและรุนแรงกว่าในผู้ใหญ่ การสังเกตอาการระยะวิกฤตและการพามาพบแพทย์ให้ทันท่วงที คือกุญแจสำคัญที่สุดในการช่วยชีวิตเด็ก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออกในเด็ก

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี้ (Dengue Virus) ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (Serotypes 1, 2, 3 และ 4) พาหะนำโรคหลักคือยุงลายตัวเมีย (Aedes aegypti) ที่กัดคนในเวลากลางวัน เมื่อเด็กได้รับเชื้อ ไวรัสจะฟักตัวอยู่ในร่างกายประมาณ 3 ถึง 14 วัน ก่อนจะแสดงอาการไข้สูงลอย

กลไกอันตรายของโรคนี้คือ เมื่อเข้าสู่ช่วงวันที่สามถึงวันที่ห้าของโรค (เรียกว่าระยะวิกฤต) หลอดเลือดฝอยทั่วร่างกายของเด็กจะเกิดความผิดปกติ มีการรั่วของพลาสมาหรือน้ำเหลืองออกมานอกห้องเลือด ส่งผลให้ปริมาตรเลือดในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่เพียงพอ เกิดภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) ซึ่งอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับสารน้ำทดแทนอย่างทันท่วงที

อาการสำคัญและสามระยะของโรคไข้เลือดออก

การดำเนินของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะอย่างชัดเจน ซึ่งพ่อแม่ควรทำความเข้าใจเพื่อประเมินอาการของลูกได้ถูกต้อง

  • ระยะไข้สูง (Febrile Phase): ลูกจะมีไข้สูงลอย 39 ถึง 40 องศาเซลเซียสอย่างฉับพลัน ไข้จะไม่ลดลงแม้จะเช็ดตัวหรือทานยาลดไข้ร่วมด้วย มักมีอาการหน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร และอาจมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง
  • ระยะวิกฤต (Critical Phase): เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3-5 ของโรค เป็นช่วงที่ไข้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว แต่เด็กกลับมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด กินไม่ได้ อาเจียนบ่อย ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา ระยะนี้คือช่วงที่หลอดเลือดรั่วและเสี่ยงต่อภาวะช็อกมากที่สุด
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): หากเด็กผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น ความอยากอาหารกลับมา ชีพจรและการไหลเวียนโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ อาจพบผื่นคันตามฝ่ามือฝ่าเท้า

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพามาพบแพทย์ทันที

เมื่อลูกมีอาการเข้าข่ายภาวะขาดน้ำและโรคไข้เลือดออกร่วมกับอาการทางระบบทางเดินอาหาร พ่อแม่ต้องสังเกตสัญญาณเตือนวิกฤตเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

  • ซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น หรือซอว์เซอรี (Lethargy): เด็กไม่สนใจสิ่งรอบตัว นอนซึม แววตาเหม่อลอย
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง แตก เหนียว กระหม่อมยุบในเด็กเล็ก ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีสีเข้มจัด
  • อาเจียนรุนแรงและต่อเนื่อง (Persistent Vomiting): ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเกลือแร่ได้เลย อาเจียนทุกครั้งที่กลืน
  • ปวดท้องรุนแรง (Severe Abdominal Pain): เด็กจะบอกว่าเจ็บแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งเกิดจากตับโตและมีการคั่งของน้ำในช่องท้อง
  • มีเลือดออกผิดปกติ (Bleeding Manifestations): เลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาเจียนเป็นเลือดสดหรือมีสีดำคล้ายกากกาแฟ ถ่ายอุจจาระดำ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการไข้ลดลงไม่ได้แปลว่าหายป่วยเสมอไป หากไข้ลดแต่เด็กซึมลง กินไม่ได้ อาเจียน นั่นคือสัญญาณเตือนของระยะวิกฤต ห้ามวางใจเด็ดขาด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียด ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ตรวจวัดสัญญาณชีพ ความดันโลหิต ชีพจร อัตราการหายใจ และการกระจายตัวของเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงการตรวจหาจุดเลือดออกและคลับตับโต
  • การเจาะเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) ซึ่งจะสูงขึ้นหากมีการรั่วของพลาสมา และดูระดับเกล็ดเลือด (Platelet Count) ซึ่งมักจะลดต่ำลงในผู้ป่วยไข้เลือดออก
  • การตรวจคัดกรองจำเพาะ: เช่น การตรวจหาโปรตีนของไวรัสเดงกี้ (NS1 Antigen Test) เพื่อยืนยันการติดเชื้อในระยะแรก

วิธีดูแลรักษาและการแอดมิตด่วนในโรงพยาบาล

เนื่องจากภาวะขาดน้ำจากไข้เลือดออกที่มีอาการอาเจียนร่วมด้วย ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการดื่มน้ำที่บ้าน การแอดมิตเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจึงมีความจำเป็นสูงสุด

  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluid Therapy): แพทย์จะพิจารณาให้สารน้ำเกลือแร่ทดแทนในปริมาณที่คำนวณอย่างแม่นยำตามน้ำหนักตัวและระดับความรุนแรงของการรั่วของพลาสมา เพื่อป้องกันภาวะช็อก
  • การดูแลรักษาตามอาการ: ให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนเพื่อช่วยให้เด็กสามารถเริ่มรับประทานอาหารและน้ำได้ดีขึ้น
  • การติดตามสัญญาณชีพและค่าเลือดอย่างใกล้ชิด: พยาบาลจะวัดสัญญาณชีพทุก 2-4 ชั่วโมง และเจาะเลือดซ้ำเป็นระยะเพื่อประเมินความเข้มข้นของเลือด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในระหว่างที่เด็กมีไข้สูงและรอผลการวินิจฉัยโรค มีข้อปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัดซึ่งพ่อแม่ต้องระวังเป็นอย่างมาก

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด: ยากลุ่มนี้จะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายขึ้นและกัดกระเพาะอาหาร ซึ่งอันตรายถึงชีวิตในผู้ป่วยไข้เลือดออก
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้อง: ให้ใช้ในขนาด 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมงเฉพาะเวลาที่มีไข้สูงเท่านั้น ห้ามกินถี่เกินไปเพราะจะเป็นอันตรายต่อตับ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทานเอง: โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้นและส่งผลเสียต่อร่างกาย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี้ที่ดีที่สุดคือการควบคุมยุงลายและการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

  • การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย: ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำใส ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำ และเก็บบ้านให้สะอาดไม่ให้มีมุมอับทึบที่ยุงสามารถเกาะพักได้
  • การป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด: ทายากันยุงสำหรับเด็ก นอนในมุ้ง และสวมเสื้อผ้าแขนยาวขายาวเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก: ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เช็กลิสต์ด่วน! เมื่อลูกมีไข้ร่วมกับอาการอาเจียนและซึมลง
  • 1. วัดไข้และประเมินความรู้สึกตัวของลูกอย่างใกล้ชิดทุกชั่วโมง
  • 2. ห้ามให้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด ให้ใช้เฉพาะพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัว
  • 3. สังเกตปริมาณปัสสาวะและความแห้งของริมฝีปาก หากปัสสาวะหายไปนานเกิน 6 ชั่วโมงถือว่าอันตราย
  • 4. หากลูกอาเจียนทุกครั้งที่ดื่มน้ำและเริ่มซึมลงอย่างเห็นได้ชัด รีบพาไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อแอดมิต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down