ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจและการยอมรับ เมื่อลูกต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้ง

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก สิ่งหนึ่งที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจอย่างมากให้กับคุณพ่อคุณแม่คือ การที่เด็กกลับมาจากโรงเรียนหรือสังคมรอบตัวด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจ เก็บกด และระเบิดอารมณ์ความโกรธออกมาใส่คนใกล้ชิดในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการตะโกนใส่พ่อแม่ ขว้างปาสิ่งของ ทำร้ายพี่น้อง หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงที่ปกติแล้วเด็กจะไม่แสดงออกมา พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเด็กเป็นเด็กก้าวร้าวโดยเนื้อแท้ แต่เป็นสัญญาณเตือนจากระบบประสาทและจิตใจที่กำลังแบกรับความเครียดจากการถูกบูลลี่ (Bullying) เกินกว่าที่เด็กจะรับมือได้ด้วยตนเอง

การถูกบูลลี่ในเด็กและวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นการถูกล้อเลียนรูปร่างหน้าตา การถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อน การถูกทำร้ายร่างกาย หรือการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพจิต สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจะอยู่ในภาวะตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้เมื่อเด็กกลับมาถึงบ้านซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัย สมองจะทำการปลดปล่อยความโกรธและความคับแค้นใจทั้งหมดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เนื่องจากเด็กมีความเชื่อโดยสัญชาตญาณว่าครอบครัวจะยังคงรักและยอมรับพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่น่ารักออกมาก็ตาม

กลไกทางจิตวิทยาและทางสมอง เมื่อเด็กถูกบูลลี่จนควบคุมอารมณ์ไม่ได้

เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของลูกอย่างลึกซึ้ง เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกการทำงานของสมองเด็ก สมองส่วนอะมิกดะลา (Amygdala) ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลทางอารมณ์และความกลัว จะถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเด็กเผชิญกับการถูกบูลลี่ซ้ำๆ สมองส่วนนี้จะสั่งการให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะสู้หรือหนี (Fight or Flight Response) ตลอดเวลา

ในทางตรงกันข้าม สมองส่วนหน้าพรีฟรอนทัลคอร์เทกซ์ (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมยับยั้งชั่งใจ การใช้เหตุผล และการจัดการอารมณ์ จะทำงานได้ลดลงเมื่อเด็กมีความเครียดสะสมสูง เมื่อเด็กกลับมาบ้าน สมองส่วนหน้าซึ่งเหนื่อยล้ามาทั้งวันจากการพยายามอดทนอดกลั้นต่อการถูกแกล้งที่โรงเรียน จะไม่เหลือพลังงานเพียงพอที่จะใช้ยับยั้งอารมณ์โกรธอีกต่อไป ส่งผลให้เกิดอาการระเบิดอารมณ์ (Emotional Meltdown) และระบายความโกรธใส่บุคคลในครอบครัวที่เป็นเป้าหมายที่ปลอดภัยที่สุด

อาการและพฤติกรรมบ่งชี้ที่พ่อแม่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด

เด็กที่ถูกบูลลี่จนสะสมความเครียดและควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มักจะแสดงออกผ่านสัญญาณเตือนทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และพฤติกรรม ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตให้ทันท่วงที:

  • อาการทางอารมณ์: หงุดหงิดง่าย ร้องไห้งอแงโดยไม่มีสาเหตุ วิตกกังวลหวาดระแวง หรือมีความกลัวที่จะต้องไปโรงเรียนหรือออกไปพบสังคม
  • อาการทางร่างกาย: มีอาการปวดท้อง ปวดหัว อาเจียน บ่อยครั้งในช่วงเช้าก่อนไปโรงเรียน ซึ่งเป็นอาการทางกายที่มาจากความเครียดจิตใจ (Psychosomatic Symptoms) รวมถึงการนอนไม่หลับหรือฝันร้าย
  • พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป: แยกตัวออกจากสังคม เก็บตัวเงียบ หมกมุ่นกับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อหลีกหนีความเป็นจริง หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวทำลายข้าวของและทำร้ายคนในครอบครัว
สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาไปพบจิตแพทย์เด็กทันที: หากเด็กมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง พูดจาทำนองอยากหายตัวไป ไม่อยากมีชีวิตอยู่ มีภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง แยกตัวจากทุกสิ่งทุกอย่าง หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมได้จนเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น พ่อแม่ไม่ควรปล่อยไว้เด็ดขาด ควรพาไปรับการประเมินจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นโดยเร็วที่สุด

วิธีช่วยเหลือและการจัดการอารมณ์ของลูกอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

เมื่อลูกระบายความโกรธใส่คนในครอบครัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติของผู้ปกครอง ห้ามใช้อารมณ์ความรุนแรงหรือการลงโทษด้วยการตีเด็ดขาด เพราะการใช้ความรุนแรงจะยิ่งเป็นการตอกย้ำวงจรความรุนแรง และทำให้เด็กเรียนรู้ว่าการใช้อำนาจและกำลังคือวิธีแก้ปัญหา

ขั้นตอนการรับมือเมื่อลูกระเบิดอารมณ์

  • สร้างความปลอดภัยทางกายและใจ: หากลูกกำลังขว้างปาสิ่งของ ให้กั้นพื้นที่เพื่อป้องกันอันตรายโดยไม่ใช้กำลังเข้าปะทะ รักษาน้ำเสียงให้สงบและนิ่ง เพราะน้ำเสียงที่นิ่งสงบของผู้ใหญ่จะช่วยลดความตื่นตัวของสมองเด็กได้
  • รับฟังและ validates ความรู้สึกของลูก: รอจนกว่าลูกจะสงบลง แล้วจึงเข้าไปโอบกอดและพูดคุยด้วยความเข้าใจ บอกให้ลูกรู้ว่าเรารับรู้ถึงความเจ็บปวดและความโกรธที่เขาได้รับ เช่น พ่อแม่รู้ว่าลูกกำลังโกรธและเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน
  • สอนเทคนิคการผ่อนคลายความเครียด (Cooling Down Techniques): ฝึกให้ลูกหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ (Deep Breathing) เพื่อดึงสติกลับมา หรือพาไปล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายและลดการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้าน (Safe Haven) เป็นหัวใจสำคัญ เด็กต้องมั่นใจว่าบ้านคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ที่ซึ่งเขาจะไม่ถูกตัดสิน ไม่ถูกตำหนิซ้ำเติม และได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างแท้จริง เมื่อเด็กมีความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ ความก้าวร้าวที่บ้านจะค่อยๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

วิธีสื่อสารและการประสานงานกับโรงเรียนเพื่อหยุดการบูลลี่

การจัดการปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการดูแลจิตใจที่บ้านอย่างเดียวไม่เพียงพอ พ่อแม่ต้องร่วมมือกับทางโรงเรียนเพื่อจัดการที่ต้นเหตุของปัญหาอย่างจริงจัง ดังนี้ครับ:

  • รวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ: พูดคุยกับลูกด้วยความเห็นอกเห็นใจเพื่อบันทึกรายละเอียดว่าใครทำอะไร ที่ไหน และเมื่อไหร่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสื่อสารกับทางโรงเรียน
  • ประสานครูประจำชั้นและฝ่ายแนะแนว: นัดหมายประชุมร่วมกับครูเพื่อแจ้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขอความร่วมมือให้ทางโรงเรียนเพิ่มความดูแลอย่างใกล้ชิดในจุดอับสายตา เช่น ห้องน้ำ โรงอาหาร หรือสนามเด็กเล่น
  • สร้างความตระหนักเรื่องการบูลลี่ในโรงเรียน: สนับสนุนให้โรงเรียนมีนโยบายที่ชัดเจนและเด็ดขาดในการป้องกันและลงโทษพฤติกรรมกลั่นแกล้ง เพื่อให้เด็กทุกคนตระหนักว่าการบูลลี่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้

การป้องกันและการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจในระยะยาว (Resilience)

การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้เด็กมีความเข้มแข็ง (Resilience) เป็นเกราะ 100% ที่จะช่วยให้เด็กรับมือกับการกลั่นแกล้งในอนาคตได้ดีขึ้น พ่อแม่สามารถส่งเสริมได้ดังนี้ครับ:

  • ส่งเสริมกิจกรรมที่ลูกมีความถนัด: การให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบและทำได้ดี เช่น ศิลปะ ดนตรี หรือกีฬา จะช่วยสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันทางจิตใจที่ดีเยี่ยม
  • ฝึกทักษะการปฏิเสธและการสื่อสารเชิงยืนยัน (Assertive Communication): สอนให้ลูกรู้จักการแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางที่มั่นคง การใช้คำพูดปฏิเสธที่หนักแน่นแต่ไม่ก้าวร้าว เพื่อแสดงให้ผู้กลั่นแกล้งเห็นว่าตนเองไม่ใช่เหยื่อที่ยอมให้รังแกง่ายๆ
  • ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ (Quality Time): การพูดคุยรับฟังเรื่องราวประจำวันของลูกอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เด็กกล้าที่จะเล่าปัญหาให้พ่อแม่ฟังตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ปัญหาจะสะสมจนกลายเป็นภาวะระเบิดอารมณ์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down