ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอเรื้อรังแถมมีไข้ต่ำ ๆ อย่าเพิ่งวางใจว่าเป็นแค่หวัดธรรมดา

ในฐานะกุมารแพทย์ผู้ดูแลเด็ก ๆ มานาน หลายครั้งที่ผมมักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่เล่าว่า ลูกมีอาการไข้รุม ๆ หรือไข้ต่ำ ๆ มาหลายวันแล้ว ร่วมกับอาการไอเรื้อรังที่ไม่ยอมหายสักที หลายครอบครัวมักคิดว่าเป็นเพียงอาการของโรคหวัดทั่วไป จึงซื้อยาลดไข้และยาแก้ไอมาให้รับประทานเองที่บ้าน แต่รู้หรือไม่ว่า อาการลูกไข้ต่ำแต่ไอไม่หยุด: อาการซ่อนเร้นของปอดอักเสบในเด็กที่พ่อแม่มักเข้าใจผิด อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที อาจลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทำความเข้าใจโรคปอดอักเสบในเด็กและสาเหตุที่พบบ่อย

โรคปอดอักเสบ หรือที่ในอดีตเรามักเรียกว่าโรคปอดบวม เป็นการอักเสบของเนื้อปอด ซึ่งรวมถึงถุงลมปอดและเนื้อเยื่อรอบข้าง เกิดจากการติดเชื้อโรคเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยในเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กและทารก ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงกว่าวัยอื่น

สาเหตุหลักของการเกิดโรคปอดอักเสบแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • การติดเชื้อไวรัส: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก โดยเฉพาะไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เชื้อเหล่านี้มักเริ่มจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ก่อนจะลุกลามลงสู่ปอด
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: มักมีความรุนแรงมากกว่าการติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยคือ สเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนียเอ (Streptococcus pneumoniae) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการไข้สูง หอบเหนื่อย และมีเสมหะข้นเหลืองเขียว

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคปอดอักเสบ ได้แก่ ภาวะคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย โรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการอยู่ในสถานที่แออัดที่มีการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ง่าย เช่น ศูนย์รับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล

อาการสำคัญและลำดับการพัฒนาของโรคปอดอักเสบ

การสังเกตอาการของลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่สามารถสื่อสารความเจ็บป่วยของตนเองได้ดีนัก อาการของโรคปอดอักเสบมักจะพัฒนาตามลำดับดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: เด็กจะมีอาการคล้ายโรคหวัดทั่วไป คือ มีน้ำใส ๆ ไหล คัดจมูก เจ็บคอ และมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมกับอาการไอแห้ง ๆ ซึ่งในระยะนี้พ่อคอมักเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา
  • ระยะลุกลาม: อาการไอจะเริ่มรุนแรงขึ้น กลายเป็นการไอมีเสมหะ ไข้ต่ำ ๆ อาจเปลี่ยนเป็นไข้สูงขึ้น หายใจเร็วผิดปกติ หายใจลำบาก หรือมีเสียงครืดkราดในลำคอ เด็กอาจเริ่มงอแง เบื่ออาหาร และไม่อยากดูดนม
  • ระยะฟื้นตัว: หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาด้วยยาที่ถูกต้องจากแพทย์ อาการไอและไข้จะค่อย ๆ ลดลงภายใน 7 ถึง 14 วัน และกลับสู่ภาวะปกติ
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากลูกมีอาการไข้ต่ำร่วมกับไอติดต่อกันเกิน 3 ถึง 5 วันโดยอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการไอรุนแรงจนอาเจียน ควรรีบพากมาพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะอาจมีภาวะปอดอักเสบซ่อนอยู่ แม้ว่าในตอนแรกไข้จะดูไม่สูงก็ตาม

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตสัญญาณเตือนภัยที่บ่งบอกว่าเด็กกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตและต้องได้รับการนำส่งโรงพยาบาลทันที ดังนี้ครับ

  • หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง หายใจเร็วผิดปกติ (นับอัตราการหายใจได้มากกว่า 50 ครั้งต่อนาทีในเด็กเล็ก)
  • มีอาการหายใจแรงจนซี่โครงยุบ หน้าอกบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชัก
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้ง กระหม่อมบุ๋ม (ในทารก) และไม่ได้ปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์สมัยใหม่

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้ครับ

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะฟังเสียงปอดด้วยเครื่องตรวจฟัง (Stethoscope) เพื่อหาเสียงผิดปกติในปอด เช่น เสียงกรอบแกรบ (Crackles) หรือเสียงวี๊ด (Wheezes)
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: อาจมีการตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีแยงจมูก (Swab) เช่น การตรวจหาเชื้อไวรัสอาร์เอสวีหรือไข้หวัดใหญ่
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เป็นการตรวจที่ยืนยันโรคปอดอักเสบได้แม่นยำที่สุด ช่วยให้เห็นรอยฝ้าหรือการอักเสบภายในเนื้อปอดได้อย่างชัดเจน
  • การตรวจเลือด: เพื่อประเมินว่าการติดเชื้อเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย และดูระดับความรุนแรงของการอักเสบ

วิธีการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคปอดอักเสบจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค แบ่งออกเป็นการรักษาในโรงพยาบาลและการดูแลที่บ้าน

สำหรับการรักษาทางการแพทย์ แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ในกรณีที่ตรวจพบว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่หากเป็นการติดเชื้อไวรัส จะรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ และการพ่นยาขยายหลอดลมในเด็กที่มีอาการหลอดลมตีบเกร็ง ในรายที่มีอาการรุนแรง หายใจหอบเหนื่อยมาก หรือมีภาวะขาดออกซิเจน จำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเสริมและเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

สำหรับการดูแลที่บ้านเมื่อแพทย์อนุญาตให้ออกมาพักฟื้นได้ มีแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  • ให้น้ำเกลือแร่หรือนมแก่เด็กบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะเหลวขับออกง่าย
  • จัดให้เด็กอยู่ในท่าที่หายใจสะดวก เช่น ท่านั่ง หรือหนุนหมอนให้ศีรษะสูงเล็กน้อย
  • ทำความสะอาดจมูกด้วยน้ำเกลือหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการคัดจมูกและช่วยให้หายใจโล่งขึ้น
  • การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge) ที่ถูกต้อง โดยเช็ดบริเวณหน้า ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: - ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูง เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's syndrome) หรือทำให้เลือดออกง่ายในโรคไข้เลือดออก - ขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้ยาเกินขนาด - ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาดเมื่อป่วยเป็นโรคจากไวรัส เพราะจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็ก

การป้องกันโรคปอดอักเสบและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา การสร้างเสริมสุขภาพและภูมิคุ้มกันให้แก่ลูกน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่พ่อแม่สามารถทำได้

  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: พาเด็กมารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดของกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV) ซึ่งช่วยป้องกันปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี
  • ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารภูมิต้านทานและภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องเด็กจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: สอนให้เด็กล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่เสี่ยงช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง: ควันบุหรี่และควันพิษในอากาศทำลายระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุหลอดลมของเด็ก ทำให้ติดเชื้อปอดอักเสบได้ง่ายขึ้น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง นี่คือเช็คลิสต์สรุปการดูแลลูกรักเมื่อมีอาการไข้ต่ำและไอ:

  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ทั้งระดับไข้ ลักษณะการไอ และอัตราการหายใจ
  • วัดอุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอ และให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
  • ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นและพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว
  • ระวังอาการหอบเหนื่อย ซึม หรือหายใจลำบาก หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
  • ปรึกษากุมารแพทย์ทุกครั้งเมื่ออาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 ถึง 3 วัน ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองเด็ดขาด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down