ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจไข้หวัดใหญ่และสาเหตุที่ทำให้ปวดเมื่อยร่างกายอย่างรุนแรง

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งมีความรุนแรงและมีกลไกการก่อโรคที่แตกต่างจากโรคไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) อย่างสิ้นเชิง แม้ทั้งสองโรคจะมีอาการเริ่มต้นคล้ายคลึงกัน เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก และเจ็บคอ แต่ไข้หวัดใหญ่มักจะมาพร้อมกับอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน อาการหนสั่น และอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อ (Myalgia and Arthralgia) ที่รุนแรงจนบางครั้งผู้ป่วยไม่สามารถลุกจากเตียงได้

สาเหตุที่ไข้หวัดใหญ่ทำให้ปวดตัวรุนแรงกว่าหวัดธรรมดา เป็นผลมาจากกระบวนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย (Immune Response) เมื่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกายและเริ่มแบ่งตัว เซลล์เม็ดเลือดขาวและเนื้อเยื่อในระบบภูมิคุ้มกันจะหลั่งสารสื่ออักเสบที่เรียกว่า ไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมาจำนวนมาก เช่น อินเตอร์ลูคิน (Interleukins) และเนโครซิสแฟกเตอร์ (Tumor Necrosis Factor) สารเหล่านี้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนภัยให้ร่างกายรับมือกับการติดเชื้อ แต่ในขณะเดียวกันสารไซโตไคน์ก็ไปกระตุ้นตัวรับความเจ็บปวดในกล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกาย ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดอาการอักเสบ บวม และตึงตัวอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ไข้หวัดใหญ่ยังทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานหนักขึ้นเพื่อสู้กับเชื้อไวรัส ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามตัวที่เด่นชัดกว่าหวัดธรรมดาเป็นอย่างมาก

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

แม้ว่าไข้หวัดใหญ่จะสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ได้แก่:

  • เด็กเล็กและทารก: โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 ปีที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคปอดบวมและภาวะหายใจล้มเหลว
  • ผู้สูงอายุ: ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งมักมีโรคประจำตัวเรื้อรังและภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เสื่อมถอยลง
  • หญิงตั้งครรภ์: การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกัน หัวใจ และปอดในระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้มีความเสี่ยงสูงหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
  • ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง: ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรคไข้หวัดใหญ่

การสังเกตอาการในแต่ละระยะของโรคจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที โดยทั่วไปโรคไข้หวัดใหญ่จะมีลำดับการดำเนินของโรคดังนี้:

  • ระยะเริ่มแรก (วันแรกถึงวันที่สอง): มีไข้สูงอย่างกะทันหัน (อุณหภูมิร่างกายมักสูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกาย อ่อนเพลียอย่างมาก และอาจมีอาการไอแห้งๆ เจ็บคอ หรือคัดจมูกร่วมด้วย
  • ระยะเด่นชัด (วันที่สามถึงวันที่ห้า): ไข้ยังคงทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย แต่อาการไอจะเริ่มรุนแรงขึ้น มีเสมหะ เจ็บคอมากขึ้น อาการปวดเมื่อยตามตัวอาจยังคงมีอยู่แต่เริ่มบรรเทาลงหากร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้ดี
  • ระยะฟื้นตัว (วันที่หกถึงวันที่เจ็ดเป็นต้นไป): ไข้จะเริ่มหายไป อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและอาการอ่อนเพลียค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากอาการไอและอ่อนเพลียไม่ดีขึ้นหลังผ่านพ้นวันที่เจ็ด หรือมีอาการไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่ไข้ลดไปแล้ว ให้สงสัยว่าอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (Secondary Bacterial Pneumonia) ซึ่งต้องรีบพบแพทย์ทันที

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ในผู้ป่วยบางราย ไข้หวัดใหญ่อาจลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต พ่อแม่และผู้ดูแลควรสังเกตสัญญาณเตือนฉุกเฉินเหล่านี้ หากพบอาการดังกล่าวต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วน:

  • ไข้สูงไม่ยอมลด: มีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • อาการทางระบบประสาท: ซึมมากปลุกตื่นยาก สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือมีอาการชักจากไข้
  • อาการทางระบบหายใจ: หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจเร็ว ปวดแน่นหน้าอก หรือริมฝีปากและปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (ภาวะพร่องออกซิเจน)
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง: ปากแห้ง คอแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ถ่ายปัสสาวะเลยนานหลายชั่วโมง หรือในเด็กเล็ก สังเกตจากกระหม่อมยุ๋มลง
  • อาเจียนรุนแรง: อาเจียนตลอดเวลา ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการที่สงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ แพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่แม่นยำ ดังนี้:

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ประวัติการรับวัคซีน และตรวจวัดสัญญาณชีพ รวมถึงการฟังเสียงปอดเพื่อประเมินความผิดปกติ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Rapid Influenza Diagnostic Test - RIDT): เป็นการใช้อุปกรณ์ป้ายสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกหรือลำคอ (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาโปรตีนของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอและบี ทราบผลได้ภายใน 15 ถึง 30 นาที
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม: ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาว เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบ หรือตรวจเพาะเชื้อจากเสมหะ

วิธีดูแลรักษาและบรรเทาอาการปวดตัวตามหลักการแพทย์

การรักษาไข้หวัดใหญ่ประกอบด้วยการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัสตามดุลพินิจของแพทย์ พร้อมกับการดูแลตัวเองที่บ้านอย่างถูกต้อง:

  • การใช้ยาต้านไวรัส: ยาเช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค หากเริ่มรับประทานภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ดีที่สุด
  • การบรรเทาอาการปวดและลดไข้: สามารถรับประทานยาลดไข้และแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) ในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว
  • การพักผ่อนและการดื่มน้ำ: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน และจิบน้ำเกลือแร่หรือน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้ระบบทางเดินหายใจชุ่มชื้น
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายอย่างนุ่มนวล
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่บ้าน สิ่งสำคัญที่สุดคือการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและการให้ผู้ป่วยดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ หากผู้ป่วยเป็นเด็กเล็กควรป้อนน้ำหรือนมทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันการขาดน้ำ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาไข้หวัดใหญ่

ในกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ มีข้อปฏิบัติทางการแพทย์ที่เคร่งครัดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตามมา:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็ก: การให้ยาแอสไพรินแก่เด็กที่ติดเชื้อไวรัสอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อตับและสมอง ส่วนยาไอบูโพรเฟนควรหลีกเลี่ยงในกรณีที่ยังไม่สามารถตัดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์อื่นหรือไข้เลือดออกออกได้ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและความผิดปกติของเกล็ดเลือด
  • การใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดที่ถูกต้อง: ขนาดที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการไข้ และไม่ควรรับประทานเกินขนาดที่กำหนดเพื่อป้องกันตับอักเสบจากยา
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การรับประทานยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการฆ่าเชื้อไวรัสแต่อย่างใด และการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทางสาธารณสุข

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเป็นเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย:

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี: แนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาล วัคซีนควรฉีดล่วงหน้าก่อนฤดูการแพร่ระบาด
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด และหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสดวงตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น
  • การรับประทานอาหารและโภชนาการที่เหมาะสม: รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่สามารถลดความรุนแรงของโรคและโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยนี้ได้ทันที:

  • ตรวจสอบอาการเบื้องต้น: สังเกตไข้สูงเฉียบพลันและอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง
  • ให้ยาลดไข้ที่ปลอดภัย: ใช้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด และห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด
  • กระตุ้นการดื่มน้ำ: ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • สังเกตสัญญาณอันตราย: เฝ้าระวังอาการซึม หายใจหอบเหนื่อย อาเจียนรุนแรง หรือไข้สูงไม่ลดเกิน 3 วัน
  • นำส่งแพทย์ทันที: หากพบสัญญาณเตือนอันตรายข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านโดยด่วนเพื่อรับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down