ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่ทำไมถึงปวดตัวรุนแรง กลไกการอักเสบในร่างกายที่เกิดขึ้นจริงและวิธีรักษา

หลายคนที่เคยป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) มักจะจำความรู้สึกของการปวดเมื่อยเนื้อตัวอย่างรุนแรงได้เป็นอย่างดี อาการปวดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเมื่อยล้าจากการใช้งานกล้ามเนื้อธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่กำลังต่อสู้กับเชื้อไวรัสอย่างดุเดือด บทความนี้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพาไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง กลไกการอักเสบภายในร่างกาย และแนวทางการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ทำความรู้จักโรคไข้หวัดใหญ่และความรุนแรงที่มากกว่าไข้หวัดธรรมดา

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอน (Influenza virus) ซึ่งแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) เชื้อไวรัสนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ความแตกต่างสำคัญระหว่างไข้หวัดธรรมดา (Common cold) กับไข้หวัดใหญ่คือ ความรุนแรงของอาการและระยะเวลาการดำเนินโรค ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างรุนแรง และอ่อนเพลียมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ไข้หวัดใหญ่ทำไมถึงปวดตัวรุนแรง: ไขคำตอบจากกลไกการอักเสบในร่างกาย

อาการปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างรุนแรง (Myalgia) ที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นผลมาจากกระบวนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อไวรัส โดยมีกลไกทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นจริงดังต่อไปนี้:

  • การหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokine Release): เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมาต่อสู้ พร้อมทั้งหลั่งสารสื่ออักเสบที่เรียกว่า ไซโตไคน์ (Cytokines) เช่น อินเตอร์ลูคิน (Interleukins) และเนโครซิสแฟกเตอร์ (Tumor Necrosis Factor - TNF) ออกมาเป็นจำนวนมาก สารเหล่านี้ทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันแต่ก็ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบทั่วร่างกาย ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวและเกิดอาการปวดแปลบ
  • ปฏิกิริยาต่อต้านเชื้อไวรัสโดยตรง: เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์สามารถทำให้เซลล์กล้ามเนื้อเกิดความเสียหายเล็กน้อยจากการบุกรุกโดยตรง ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • ไข้สูงและการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น: ภาวะไข้สูงทำให้ร่างกายต้องเร่งกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดความล้าและตึงตัวได้ง่ายขึ้น อาการปวดเมื่อยจึงเด่นชัดขึ้นในผู้ที่มีไข้สูงมากๆ
คำแนะนำจากคุณหมอ: อาการปวดตัวในไข้หวัดใหญ่เป็นกระบวนการธรรมชาติที่บ่งบอกว่าภูมิคุ้มกันกำลังทำงาน ผู้ป่วยไม่ควรฝืนออกกำลังกายหรือนวดแรงๆ เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อช้ำและอักเสบมากขึ้น ควรเน้นการพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู

อาการสำคัญและลำดับขั้นการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการในแต่ละระยะจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที โดยโรคไข้หวัดใหญ่มักมีลำดับอาการดังนี้:

  • ระยะเริ่มต้น (วันแรกถึงวันที่สอง): เริ่มมีไข้สูงอย่างกะทันหัน ตัวร้อนหนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง และเริ่มมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามแขนขาและหลังอย่างเด่นชัด
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่สามถึงวันที่ห้า): ไข้ยังคงทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย แต่อาการอ่อนเพลียจะรุนแรงมาก ร่วมกับอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอแห้ง เจ็บคอ มีน้ำมูก และคัดจมูก
  • ระยะฟื้นตัว (วันที่หกถึงวันที่สัปดาห์ที่สอง): ไข้เริ่มหายไป อาการปวดเมื่อยทุเลาลง แต่อาการอ่อนเพลียและอาการไออาจยังคงหลงเหลืออยู่บ้างเป็นเวลาอีกหลายวัน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคไข้หวัดใหญาส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองจากการรักษาตามอาการ แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลควรสังเกตสัญญาณอันตราย (Red Flags) ดังต่อไปนี้ หากพบต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที:

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยลดไปแล้ว
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด หรือหน้าอกบุ๋มเวลาหายใจ
  • เจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลมตลอดเวลา
  • ซึมลง สับสน พูดไม่รู้เรื่อง หรือมีอาการชัก
  • รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้เลย อาเจียนตลอดเวลา จนมีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลงมากหรือปัสสาวะมีสีเข้มจัด ปากแห้ง ไม่มีน้ำตาเวลา ร้องไห้ (ในเด็กเล็ก)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคผ่านขั้นตอนมาตรฐาน ดังนี้:

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ ระยะเวลาการเกิดอาการ และตรวจวัดสัญญาณชีพ รวมถึงฟังเสียงปอดเพื่อประเมินความผิดปกติ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส (Rapid Influenza Diagnostic Test - RIDT): แพทย์อาจใช้ก้านสำลี Swab เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกหรือลำคอ เพื่อนำมาตรวจหาแอนติเจนของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งทราบผลได้รวดเร็วภายในสิบหนาที
  • การตรวจเพิ่มเติมในกรณีจำเป็น: หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือสงสัยภาวะแทรกซ้อนทางปอด แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดเพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว หรือส่งตรวจเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray)

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่เน้นการรักษาตามอาการและการให้ยาต้านไวรัสตามดุลพินิจของแพทย์ พร้อมกับการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมที่บ้าน:

  • การใช้ยาต้านไวรัส: ยาต้านไวรัสกลุ่มโอลเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) จะมีประสิทธิภาพสูงสุดหากได้รับประทานภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรกที่มีอาการ ช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเจ็บป่วยได้
  • การใช้ยาลดไข้และแก้ปวด: ใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการไข้และปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยต้องคำนวณขนาดยาให้ถูกต้องตามน้ำหนักตัว (สำหรับเด็ก ขนาดยาที่แนะนำคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ)
  • การเช็ดตัวลดไข้: ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นในการเช็ดตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน โดยเน้นบริเวณซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ
  • การดื่มน้ำและการพักผ่อน: ดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำอุ่นให้มากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยละลายเสมหะ พร้อมทั้งนอนหลับพักผ่อนให้สนิทในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยากลุ่มเอ็นสิด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในผู้ป่วยเด็กหรือผู้ที่มีอาการสงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ยังไม่ได้ตัดโรคไข้หวัดออก เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองบวมและตับอักเสบที่รุนแรงถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) มารับประทานเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ดังนี้:

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี: แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์หรือ 4 สายพันธุ์เป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการนอนโรงพยาบาล
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และปาก เมื่ออยู่ในที่ชุมชน
  • การสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง: สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ
  • การดูแลสุขภาพภาพรวม: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนสำคัญดังนี้ได้ทันที:

  • สังเกตอาการไข้และอาการปวดเมื่อยอย่างใกล้ชิดวัดไข้สม่ำเสมอ
  • ให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ ห้ามซื้อยาไอบูโพรเฟนหรือแอสไพรินให้เด็กทานเด็ดขาด
  • จัดเตรียมอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม และเตรียมน้ำดื่มหรือเกลือแร่ไว้ให้ผู้ป่วยจิบตลอดวัน
  • แยก1เครื่องใช้ส่วนตัวและงดการคลุกคลีกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
  • รีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณเตือนอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ซึมลง หรือไข้สูงไม่ยอมลด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down