ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไข้หวัดใหญ่กับอาการปวดเมื่อยที่มากกว่าไข้หวัดธรรมดา

หลายท่านอาจเคยตั้งคำถามว่า คนเป็นไข้หวัดใหญ่ทำไมถึงปวดตัวรุนแรง จนรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตกหรือขยับตัวไม่ได้ นั่นเป็นเพราะโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ไม่ใช่เพียงแค่การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน แต่เป็นโรคที่มีการกระจายของเชื้อและสารอักเสบไปทั่วร่างกาย ส่งผลกระทบต่อระบบกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากไข้หวัดทั่วไป (Common Cold) อย่างสิ้นเชิง

กลไกการอักเสบในร่างกาย เมื่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บุกรุก

เมื่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยมีการหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า ไซโตไกน์ (Cytokines) เช่น Interleukin-6 และ Tumor Necrosis Factor-alpha ออกมาจำนวนมาก เพื่อใช้ในการต่อสู้กับไวรัส สารเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เรียกเซลล์เม็ดเลือดขาวมาจัดการเชื้อเท่านั้น แต่ยังไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกปวดที่กล้ามเนื้อและเส้นประสาทโดยตรง นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิร่างกาย (ไข้) ยังทำให้ระบบเผาผลาญทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดอาการล้าและอักเสบชั่วคราว นำไปสู่ความรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวอย่างรุนแรง (Myalgia) และอาการปวดศีรษะ (Headache)

คำแนะนำจากคุณหมอ: อาการปวดตัวในไข้หวัดใหญ่ถือเป็นกลไกการป้องกันตัวของร่างกายตามธรรมชาติ การพักผ่อนอย่างเต็มที่คือยาที่ดีที่สุด เพราะช่วยลดภาระของร่างกายในการผลิตไซโตไกน์และเปิดโอกาสให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อาการสำคัญและระยะของโรคที่ต้องเฝ้าระวัง

ไข้หวัดใหญ่มักเริ่มต้นด้วยอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียมาก ตามด้วยอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล อาการเหล่านี้มักปรากฏชัดเจนภายใน 1-4 วันหลังจากได้รับเชื้อ และหากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงภายใน 3-5 วัน แต่ความอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นานนับสัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาพบแพทย์ทันที

  • ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสติดต่อกันมากกว่า 3 วัน หรือไข้กลับมาสูงใหม่หลังจากไข้ลดไปแล้ว
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอกขณะหายใจ
  • ภาวะซึมลง หรือในเด็กเล็กมีอาการไม่ยอมดื่มนม ไม่ยอมรับประทานอาหาร หรืออาเจียนรุนแรงจนขาดน้ำ
  • มีอาการชักจากไข้สูง หรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มมีสีคล้ำเขียว (Cyanosis)

การรักษาและการดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

การรักษาหลักคือการรักษาตามอาการควบคู่กับการใช้ยาต้านไวรัสในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยการใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หลักการใช้ยาพาราเซตามอล

การใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวด ควรคำนวณตามน้ำหนักตัวที่ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง รับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง ห้ามรับประทานเกินขนาดที่กำหนด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับได้

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หากยังไม่สามารถวินิจฉัยแยกโรคจากไข้เลือดออกได้ เนื่องจากอาจส่งผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกผิดปกติ

สิ่งที่ห้ามทำและคำแนะนำในการดูแลที่บ้าน

ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) มารับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาปฏิชีวนะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ การรับประทานยาโดยไม่จำเป็นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

สำหรับการดูแลที่บ้าน ให้เน้นการเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น (Tepid Sponge) เพื่อช่วยระบายความร้อน ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายเพื่อให้ร่างกายนำพลังงานไปใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

วิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง นอกจากนี้ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น การล้างมือบ่อยๆ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และการหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย ยังคงเป็นเกราะป้องกันโรคที่ดีที่สุด

สรุป Checklist สำหรับผู้ดูแล

  • สังเกตอาการไข้และระดับความรู้สึกตัวทุก 4 ชั่วโมง
  • เช็ดตัวลดไข้ให้ถูกวิธีและให้ยาลดไข้ตามขนาดที่คำนวณจากน้ำหนักตัว
  • ให้ดื่มน้ำปริมาณมากและสังเกตปริมาณปัสสาวะ
  • หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงหรือพบสัญญาณอันตราย ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down