ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และ: เมื่อการหายใจเปลี่ยนจากเรื่องปกติเป็นสัญญาณเตือนภัยวิกฤต

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจในเด็ก หนึ่งในความกังวลใจและเหตุฉุกเฉินที่พบบ่อยที่สุดในห้องฉุกเฉินคือการที่พ่อแม่พาบุตรหลานมาด้วยอาการหายใจผิดปกติ โดยเฉพาะอาการที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และมีลักษณะของหน้าอกบุ๋มลงไปทุกครั้งที่สูดอากาศเข้า อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงอาการเหนื่อยหอบธรรมดา แต่เป็นสัญญาณทางกายภาพที่บ่งบอกถึง ภาวะหายใจลำบากอย่างรุนแรง (Severe Respiratory Distress) ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะล้มเหลวทางเดินหายใจและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

กายวิภาคและสรีรวิทยาของเด็กทารกและเด็กเล็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก ผนังทรวงอกของเด็กยังมีความยืดหยุ่นสูง กระดูกซี่โครงและกระดูกอ่อนยังไม่แข็งแรงเต็มที่ กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ดังนั้น เมื่อเด็กต้องเผชิญกับโรคที่ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบ ปอดมีความยืดหยุ่นลดลง หรือมีเสมหะปริมาณมากอุดกั้น ร่างกายจะต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลในการดึงอากาศเข้าสู่ปอด ส่งผลให้เกิดการดึงรั้งของกล้ามเนื้อรอบอกและช่องท้อง จนเกิดเป็นภาพที่เราสังเกตเห็นว่าลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และอกบุ๋มอย่างชัดเจน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เบื้องหลังอาการหายใจลำบากและอกบุ๋ม

อาการที่ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และอกบุ๋ม เกิดจากความพยายามของกล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Accessory Muscles of Respiration) ที่ต้องทำงานหนักเกินปกติ เพื่อเอาชนะแรงต้านทานในทางเดินหายใจหรือความตึงตัวของเนื้อเยื่อปอด โดยสาเหตุหลักทางการแพทย์ที่พบได้บ่อยในเด็กมีดังนี้

  • โรคปอดอักเสบหรือปอดบวม (Pneumonia): เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียในเนื้อปอด ทำให้เกิดการอักเสบ มีหนองและเสมหะคั่งค้างในถุงลม ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ปอดมีความแข็งกระด้างและขยายตัวได้ยาก เด็กจึงต้องหายใจเร็วและแรงขึ้นจนเกิดอาการอกบุ๋ม
  • การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV): เป็นเชื้อไวรัสยอดฮิตที่ทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ในเด็กเล็ก ทำให้หลอดลมบวมแดง มีเมือกเหนียวข้นอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนปลาย ส่งผลให้ลมหายใจเข้าออกติดขัด เกิดอาการหายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) ร่วมกับอาการอกยุบและท้องกระเพื่อม
  • โรคหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน (Acute Asthma Exacerbation): ในเด็กที่มีภาวะหลอดลมไวเกิน เมื่อสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ควัน หรือสารก่อภูมิแพ้ กล้ามเนื้อรอบหลอดลมจะหร็งตัวอย่างฉับพลัน ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงอย่างมาก
  • กลุ่มอาการครูป (Croup): การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่ทำให้กล่องเสียงและหลอดลมส่วนต้นบวม ทำให้เกิดเสียงหายใจเข้าดังปี๊ด (Stridor) และหายใจลำบาก
  • การสำลักสิ่งแปลกปลอม (Foreign Body Aspiration): เศษอาหารหรือวัตถุขนาดเล็กหลุดเข้าไปติดในทางเดินหายใจ ส่งผลให้ปอดข้างนั้นไม่สามารถขยายตัวได้และเกิดภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน
คำแนะนำจากคุณหมอ: เมื่อใดก็ตามที่สังเกตเห็นว่าลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และอกบุ๋ม ร่วมกับอาการซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือริมฝีปากเริ่มเขียวคล้ำ ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

ลักษณะอาการและลำดับความรุนแรงที่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิด

การสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างเป็นระบบช่วยให้พ่อสามารถประเมินความรุนแรงและพามาพบแพทย์ได้ทันท่วงที โดยอาการมักจะดำเนินไปตามลำดับความรุนแรงดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก: เด็กอาจมีอาการไข้ ไอ น้ำูกไหล หายใจเร็วกว่าปกติเล็กน้อย เริ่มมีความเหนื่อยเวลาให้นมหรือกินอาหาร
  • ระยะลุกลาม: อัตราการหายใจเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มสังเกตเห็นว่าเวลาลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และมีร่องไหปลาร้าบุ๋มลงไป (Suprasternal Retraction) รวมถึงช่องระหว่างซี่โครงยุบตัวลงเวลาหายใจเข้า (Intercostal Retraction)
  • ระยะวิกฤต: กล้ามเนื้อหน้าอกบุ๋มลึกมาก ปีกจมูกบานขยายเข้าออกตามจังหวะการหายใจ (Nasal Flaring) เด็กมีอาการกระสับกระส่าย หงุดหงิด หรือในทางตรงกันข้ามคือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการที่ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท,้องกระเพื่อม และอกบุ๋ม ถือเป็นสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำตัวส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • ภาวะตัวเขียว (Cyanosis): ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า หรือลิ้นเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ บ่งบอกถึงภาวะพร่องออกซิเจนอย่างรุนแรง
  • ซึมมากปลุกตื่นยาก: เด็กไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือการสัมผัส ซึ่งเกิดจากสมองขาดออกซิเจน
  • หยุดหายใจเป็นช่วงๆ (Apnea): มีจังหวะการหยุดหายใจนานเกิน 10-20วินาที
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง: ปัสสาวะไม่ออกเลยเกิน 6 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งและกระหม่อมบุ๋มลึกในเด็กทารก
  • อัตราการหายใจสูงผิดปกติวิกฤต: หายใจเร็วกว่า 60-70 ครั้งต่อนาทีในเด็กทารก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์และทีมแพทย์ฉุกเฉินจะดำเนินการประเมินอาการและตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดังนี้

  • การตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เพื่อประเมินว่าปอดสามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีเพียงใด
  • การตรวจร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ: ฟังเสียงปอดด้วยเครื่องฟังตรวจ (Stethoscope) เพื่อประเมินเสียงลมหายใจผิดปกติ เช่น เสียงวี๊ด เสียงกรอบแกรบ หรือเสียงลมเข้าปอดลดลง
  • การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อดูความผิดปกติในเนื้อปอด เช่น ภาวะปอดอักเสบ น้ำในเยื่อหุ้มปอด หรือภาวะปอดแฟบ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจสำเร็จรูป (Rapid Antigen Test for RSV and Influenza): เพื่อระบุชนิดของเชื้อโรคและให้การรักษาที่จำเพาะเจาะจง
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: เพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อและการสมดุลของกรด-ด่างในเลือดกรณีที่มีอาการรุนแรง

วิธีรักษาและการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะที่ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และอกบุ๋ม จะเน้นไปที่การแก้ไขภาวะพร่องออกซิเจนและการรักษาที่สาเหตุต้นตอ

  • การให้ออกซิเจนเสริม (Oxygen Therapy): ในกรณีที่ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จะให้รับออกซิเจนผ่านทางสายจมูก (Cannula) หรือหน้ากากออกซิเจน
  • การพ่นยาขยายหลอดลมและน้ำเกลือเข้มข้น (Nebulization): ช่วยลดอาการบวมของทางเดินหายใจและช่วยให้เสมหะที่เหนียวข้นละลายตัวขับออกได้ง่ายขึ้น
  • การเคาะปอดและดูดเสมหะ (Chest Physiotherapy and Suction): ดำเนินการโดยบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเคลียร์ทางเดินหายใจให้โล่ง
  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม
  • การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids): ในเด็กที่ไม่สามารถกินนมหรือน้ำทางปากได้ หรือมีภาวะเหนื่อยหอบมากจนเสี่ยงต่อการสำลัก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาแก้ไอ ละลายเสมหะ หรือยาลดน้ำมูกให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาดในเด็กเล็กกลุ่มนี้ เนื่องจากยาลดน้ำมูกบางชนิดอาจทำให้เสมหะแห้งเหนียวข้นขึ้นและยิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจให้แย่ลงไปอีก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย

การดูแลเด็กที่มีอาการระบบทางเดินหายใจมีความละเอียดอ่อนสูง พ่อแม่และผู้ดูแลควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงดังต่อไปนี้

  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก: เด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye Syndrome) ซึ่งส่งผลให้ตับและสมองเสียหายรุนแรง
  • ห้ามบังคับให้เด็กนอนราบ: หากเด็กมีอาการเหนื่อยหอบ การนอนราบจะทำให้กระบังลมดันขึ้นและหายใจลำบากมากขึ้น ควรอุ้มในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนหรือหนุนหมอนสูงให้เหมาะสมตามวัย
  • ห้ามละเลยการวัดไข้และการให้ยาลดไข้ตามน้ำหนัก: ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องคือน้ำหนักตัวคูณด้วย 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้
  • ห้ามให้เด็กสัมผัสควันบุหรี่หรือมลพิษทางอากาศ: ควันบุหรี่มือสองและฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นตัวการกระตุ้นให้หลอดลมตีบตัวรุนแรงขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างและการเกิดภาวะหายใจลำบาก สามารถทำได้ด้วยมาตรการดังต่อไปนี้

  • การรับวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนด: เช่น วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (PCV), วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี, และวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในกลุ่มเด็กกลุ่มเสี่ยง
  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด
  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีภูมิคุ้มกันและสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในทางเดินหายใจของทารก
  • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด: ในช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงการพาทารกหรือเด็กเล็กไปในสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการปฏิบัติจริง

ขั้นตอนปฏิบัติเร่งด่วนเมื่อสังเกตอาการลูก:
  • ขั้นตอนที่ 1 สังเกตอาการรอบด้าน: ตรวจดูจังหวะการหายใจอย่างละเอียดว่ามีอาการที่ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และอกบุ๋ม ร่วมกับซึมหรือตัวเขียวหรือไม่
  • ขั้นตอนที่ 2 ตั้งสติและเตรียมตัว: หากพบอาการรุนแรงหรือเข้าข่ายสัญญาณอันตราย ห้ามรอดูอาการถึงวันรุ่งขึ้น
  • ขั้นตอนที่ 3 รีบนำส่งสถานพยาบาล: พาเด็กส่งโรงพยาบาลที่มีกุมารแพทย์และห้องฉุกเฉินทันที ระหว่างทางให้นั่งกึ่งนั่งกึ่งนอนและสังเกตสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด
  • ขั้นตอนที่ 4 ให้ข้อมูลประวัติที่แม่นยำ: แจ้งแพทย์ถึงระยะเวลาที่มีอาการ ประวัติการกินนม ปัสสาวะ และประวัติการรับวัคซีน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการวินิจฉัยและรักษา
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down