ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจภาวะหายใจลำบากในเด็ก: ทำไมการสังเกตการหายใจจึงสำคัญที่สุด

ระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กและทารกมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก ทั้งในด้านสรีรวิทยาและกายวิภาคศาสตร์ หลอดลมของเด็กมีขนาดเล็กและแคบ ผนังทรวงอกยังเป็นกระดูกอ่อนที่ยืดหยุ่นสูง และกล้ามเนื้อกะบังลมรวมถึงกล้ามเนื้อยึดซี่โครงยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เมื่อเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะการอักเสบของถุงลมและเนื้อปอด หรือโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) ร่างกายของเด็กจะต้องทำงานหนักขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อดึงอากาศเข้าสู่ปอด

หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดทางการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ คือ การที่เด็กต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Accessory Muscles) มากขึ้นผิดปกติ หากผู้ดูแลสังเกตเห็นว่า ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และ มีรอยบุ๋มบริเวณร่องซี่โครงหรือใต้ชายโครง นั่นคือสัญญาณของภาวะหายใจลำบาก (Respiratory Distress) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลว (Respiratory Failure) และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะปอดอักเสบในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี สามารถเปลี่ยนแปลงจากอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาไปเป็นภาวะวิกฤตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การสังเกตลักษณะการหายใจของลูกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่และคุณพ่อต้องทำเป็นประจำเมื่อลูกมีไข้หรือไอ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคปอดอักเสบในเด็ก (Causes & Pathophysiology)

โรคปอดอักเสบเกิดจากการติดเชื้อของเนื้อปอด ซึ่งประกอบด้วยถุงลม (Alveoli) และหลอดลมฝอย (Respiratory Bronchioles) เมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เนื้อปอดจะเกิดการอักเสบ บวม และมีหนองหรือสิ่งหลั่ง (Exudate) คั่งค้างในถุงลม ทำให้พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนลดลงอย่างมาก

1. เชื้อก่อโรคที่พบบ่อยในเด็ก

  • เชื้อไวรัส (Viral Pneumonia): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็ก ได้แก่ Respiratory Syncytial Virus (RSV), Influenza Virus (ไข้หวัดใหญ่), Human Metapneumovirus (hMPV), Adenovirus และ Rhinovirus
  • เชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Pneumonia): มักทำให้เกิดอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เชื้อที่พบบ่อย ได้แก่ Streptococcus pneumoniae (เชื้อนิวโมคอคคัส), Mycoplasma pneumoniae (พบบ่อยในเด็กโต), Haemophilus influenzae type b (Hib) และ Staphylococcus aureus

2. กลไกที่ทำให้เกิดอาการอกยุบและท้องกระเพื่อม (Mechanisms of Chest Retractions)

เมื่อเนื้อปอดอักเสบและทางเดินหายใจบวมแคบ ความยืดหยุ่นของปอด (Lung Compliance) จะลดลง ปอดจะขยายตัวได้ยากขึ้น ร่างกายจึงต้องสร้างแรงดันลบในช่องอก (Negative Intrapleural Pressure) ที่สูงมากเพื่อสูดลมหายใจ แรงดันลบที่สูงมากนี้จะดึงรั้งผนังทรวงอกที่ยังอ่อนนุ่มของเด็กให้ยุบตัวเข้าด้านใน เกิดเป็นรอยบุ๋มที่ใต้ชายโครง (Subcostal Retraction) หรือระหว่างซี่โครง (Intercostal Retraction)

ในขณะเดียวกัน กะบังลมซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลักในการหายใจของเด็กจะหดตัวอย่างรุนแรงและเลื่อนลงต่ำเพื่อช่วยดึงอากาศ เข้าสู่ปอด ส่งผลให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นและดันหน้าท้องให้พองออกอย่างชัดเจน เกิดลักษณะการหายใจที่ขัดกันเองหรือการหายใจแบบสลับ (Paradoxical Breathing) ที่ทำให้เห็นว่า ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และ หน้าท้องพองขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ

ระยะของโรคและอาการสำคัญที่ต้องสังเกต (Symptoms & Disease Progression)

อาการของโรคปอดอักเสบในเด็กแบ่งออกเป็นระยะตามความรุนแรงของการติดเชื้อ ดังนี้

ระยะที่ 1: ระยะเริ่มแรก (Early Stage - Upper Respiratory Tract Symptoms)

มักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย เด็กอาจจะยังร่าเริงและรับประทานนมหรืออาหารได้ตามปกติ ระยะนี้เชื้อกำลังเริ่มแพร่กระจายจากทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด

ระยะที่ 2: ระยะติดเชื้อลงปอด (Progressive Stage - Lower Respiratory Infection)

เชื้อเริ่มทำลายเนื้อปอดและหลอดลมฝอย อาการจะชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว:

  • ไอหอบ ไอมีเสมหะลึกๆ หรือไอถี่จนเหนื่อย หายใจเสียงดังครืดคราด
  • อัตราการหายใจเร็วขึ้นอย่างผิดปกติ (Tachypnea)
  • เริ่มมีรอยบุ๋มที่ใต้ชายโครงหรือระหว่างซี่โครง
  • การหายใจเริ่มใช้แรงมาก สังเกตเห็นปีกจมูกขยับพะงาบๆ (Nasal Flaring)
  • มีไข้สูงลอย ตัวร้อนจัด และซึมลง

ระยะที่ 3: ระยะภาวะวิกฤตและหายใจล้มเหลว (Critical Stage - Respiratory Failure)

เป็นระยะที่กล้ามเนื้อหายใจเริ่มอ่อนล้า และระดับออกซิเจนในเลือดลดลงต่ำอย่างอันตราย:

  • ทรวงอกยุบรุนแรง หน้าท้องกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็วและแรง
  • มีเสียงหายใจร้องครวญครางในคอขณะถอนหายใจออก (Grunting) เพื่อพยายามรักษาแรงดันในปอด
  • ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำหรือซีด (Cyanosis)
  • เด็กซึมมาก ไม่ตอบสนอง ร้องไห้ไม่มีเสียง หรือมีภาวะหยุดหายใจเป็นช่วงๆ (Apnea)

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags: ต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลทันที

หากพบอาการ Red Flags ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาในห้องฉุกเฉินทันที:

สัญญาณอันตรายวิกฤต (Red Flag Symptoms):
  • หายใจอกบุ๋มชัดเจน: มีรอยยุ๋มลึกที่ใต้ชายโครง ร่องซี่โครง หรือร่องเหนือกระดูกอกขณะหายใจเข้า
  • อัตราการหายใจเร็วเกินเกณฑ์อายุ (ขณะเด็กสงบและไม่มีไข้):
    • อายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที
    • อายุ 2 - 12 เดือน: หายใจมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที
    • อายุ 1 - 5 ปี: หายใจมากกว่า 40 ครั้งต่อนาที
  • ริมฝีปากหรือลิ้นเปลี่ยนเป็นสีเขียว/ม่วงซีด (Central Cyanosis)
  • มีเสียง Grunting: เสียงครางในคอทุกครั้งที่หายใจออก
  • ภาวะซึมขั้นรุนแรง: ไม่ยอมดูดนม ไม่ดื่มน้ำ ปัสสาวะออกน้อยกว่า 4 ครั้งใน 24 ชั่วโมง หรือปลุกย่อมนอนหลับซึมตลอดเวลา
  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ลดลงแล้วกลับมาสูงขึ้นใหม่ร่วมกับอาการไอหอบที่แย่ลง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินภาวะวิกฤตและตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐาน ดังนี้

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (History & Physical Examination)

แพทย์จะประเมินอัตราการหายใจ ลักษณะการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ และใช้หูฟังทางการแพทย์ (Stethoscope) ฟังเสียงปอด หากมีปอดอักเสบ มักได้ยินเสียงผิดปกติ เช่น เสียงกรอบแกรบ (Crepitations/Rales) หรือเสียงวี้ด (Wheezing)

2. การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry)

เป็นการใช้อุปกรณ์หนีบที่ปลายนิ้วมือหรือเท้าเพื่อวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation - SpO2) ค่าปกติควรอยู่ที่ 96% - 100% หากค่า SpO2 ต่ำกว่า 95% ถือว่ามีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ (Hypoxemia) และต้องได้รับออกซิเจนบำบัดทันที

3. การถ่ายภาพเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray)

ช่วยยืนยันตำแหน่งและความรุนแรงของการอักเสบ ภาพเอกซเรย์จะแสดงให้เห็นฝ้าขาว (Infiltrates หรือ Consolidation) ในเนื้อปอด หรือภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด (Pleural Effusion)

4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)

  • Rapid Test / Multiplex PCR (Nasal Swab): เก็บตัวอย่างป้ายจมูกเพื่อป้ายหาเชื้อไวรัส RSV, ไข้หวัดใหญ่ (Influenza A/B), hMPV หรือ COVID-19
  • การตรวจเลือด (CBC, CRP, Procalcitonin): เพื่อประเมินการติดเชื้อแบคทีเรีย ระดับการอักเสบในร่างกาย และแยกโรค

วิธีรักษาตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Acute Care)

การรักษาโรคปอดอักเสบในเด็กขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และภาวะแทรกซ้อน โดยแบ่งออกเป็น:

1. การรักษาในโรงพยาบาล (Inpatient Hospitalization)

เด็กที่มีอาการอกบุ๋ม ท้องกระเพื่อม หรือออกซิเจนต่ำ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด:

  • การให้การบำบัดด้วยออกซิเจน (Oxygen Therapy): ให้ผ่านทางสาย Cannula, หน้ากาก (Mask) หรือเครื่องให้ออกซิเจนอัตราไหลสูง (High-Flow Nasal Cannula - HFNC) ในกรณีรุนแรงอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator)
  • การดูดเสมหะ (Airway Suctioning): ช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจในเด็กเล็กที่ไม่สามารถขากเสมหะเองได้
  • ยาพ่นขยายหลอดลมและละลายเสมหะ (Nebulizer Therapy): พ่นยาขยายหลอดลม เช่น Salbutamol หรือน้ำเกลือความเข้มข้นสูง (Hypertonic Saline 3%) เพื่อลดการบวมและช่วยขับเสมหะ
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids): สำหรับเด็กที่ไม่สามารถดื่มนมหรือน้ำได้เอง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): หากแพทย์สงสัยหรือยืนยันการติดเชื้อแบคทีเรีย จะได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ เช่น Ampicillin, Cefotaxime หรือ Ceftriaxone

2. การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care Guidance)

สำหรับเด็กที่แพทย์ประเมินแล้วว่าอาการไม่รุนแรงและอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ผู้ดูแลต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด:

ก. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponging Procedure)

  1. ใช้น้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นประคบ (ห้ามใช้น้ำเย็นจัด หรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด)
  2. ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดซ้ำๆ ย้อนรูขุมขน จากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ
  3. วางผ้าพักไว้บริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ ผ่าน เช่น ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เปลี่ยนผ้าทุก 2-3 นาที
  4. เช็ดตัวต่อเนื่องนาน 15-20 นาที แล้วเช็ดตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

ข. การทำกายภาพบำบัดทรวงอกและการเคาะปอด (Chest Physiotherapy)

ทำในกรณีที่เด็กมีเสมหะมาก โดยทำก่อนอาหารหรือหลังอาหารอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการสำลักและอาเจียน:

  • จัดท่าให้ส่วนของปอดที่มีเสมหะอยู่สูงกว่าหลอดลมประธาน
  • งอมือทำเป็นรูปถ้วย (Cupped Hand) เคาะบริเวณผนังทรวงอกเหนือบริเวณปอดเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ นานประมาณ 3-5 นาทีต่อท่า
  • หลีกเลี่ยงการเคาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกอก และชายโครงด้านหลังส่วนล่าง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การให้น้ำอย่างเพียงพอเป็นยาละลายเสมหะที่ดีที่สุด การให้เด็กดื่มน้ำอุ่นหรือดูดนมแม่บ่อยๆ จะช่วยให้เสมหะใสขึ้น ขากออกง่ายขึ้น และลดภาระการทำงานของปอดลงได้อย่างมาก

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Medical Precautions & Contraindications)

การดูแลเด็กป่วยมีความละเอียดอ่อน และมีข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ:

1. ข้อห้ามเรื่องการใช้ยาแก้ไข้และยาแก้ไอ

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: ในเด็กที่ติดเชื้อไวรัส การได้รับแอสไพรินอาจส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดภาวะตับล้มเหลวสมองบวมอย่างรุนแรงและเสียชีวิตได้
  • ระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ห้ามใช้ในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำรุนแรง หรือในกรณีที่ยังไม่ได้ตัดข้อสงสัยโรคไข้เลือดออก เพราะอาจทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารหรือไตพังผืดได้
  • ห้ามซื้อยาแก้ไอประเภทกดการไอ (Cough Suppressants) ให้เด็กเล็กทานเอง: ยาที่มีส่วนผสมของ Dextromethorphan หรือ Codeine จะกดการทำงานของศูนย์ควบคุมการไอ ทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้ ส่งผลให้เสมหะอุดตันทางเดินหายใจจนเกิดภาวะขาดออกซิเจน
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: หากโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะจะไม่ได้ผล และยังก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร

2. ขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol Dosing) ที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว

การคำนวณยาลดไข้ในเด็กต้องใช้น้ำหนักตัวเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่ใช้อายุ:

  • ขนาดยาที่ถูกต้อง: 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อ การกิน 1 ครั้ง
  • ความถี่: ทานห่างกันทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง เมื่อมีไข้ (ห้ามทานเกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง)
  • ตัวอย่าง: เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรได้รับยาพาราเซตามอลปริมาณ 100 - 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention & Vaccines)

การป้องกันไม่ให้เด็กเกิดโรคปอดอักเสบเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต:

1. การฉีดวัคซีนป้องกันโรค (Immunization)

  • วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV): ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ชนิดรุนแรง แนะนำฉีดในเด็กเล็กตามตารางวัคซีน
  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปี ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  • วัคซีน Hib (Haemophilus influenzae type b): รวมอยู่ในวัคซีนพื้นฐานของเด็กไทย
  • ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกัน RSV (Nirsevimab): เป็นทางเลือกใหม่ทางการแพทย์ในการปกป้องทารกแรกเกิดและเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ RSV รุนแรง

2. การสุขาภิบาลและโภชนาการ

  • นมแม่: ควรให้นมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนแรก เนื่องจากนมแม่มีอิมมูโนโกลบูลิน (IgA) และสารภูมิคุ้มกันธรรมชาติที่ช่วยปกป้องทางเดินหายใจของลูกน้อย
  • การล้างมือ: ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ก่อนสัมผัสเด็ก
  • การเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ: หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ (Secondhand and Thirdhand Smoke) ควันไฟ และฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นตัวการทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจของเด็ก ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  • งดพาเด็กเข้าสถานที่แออัด: ในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับพ่อแม่: แบบประเมินการหายใจของลูกภายใน 60 วินาที

Checklist ประเมินการหายใจของลูกเมื่อมีไข้หรือไอ:
  1. ถอดเสื้อลูกออก: เพื่อให้มองเห็นทรวงอกและหน้าท้องได้อย่างชัดเจน
  2. นับการหายใจเต็ม 1 นาที: สังเกตการขยับขึ้นลงของหน้าท้องหรือทรวงอกขณะลูกกำลังสงบหรือหลับ
  3. สังเกตรอยบุ๋ม: จ้องดูที่ใต้ชายโครง ร่องซี่โครง และร่องเหนือกระดูกอก ว่ามีรอยยุบ sâu ขณะหายใจเข้าหรือไม่
  4. เช็คริมฝีปากและปลายมือ: สังเกตดูว่ามีสีเขียวคล้ำหรือซีดผิดปกติหรือไม่
  5. ฟังเสียงหายใจ: มีเสียงวี้ด เสียงกรอบแกรบ หรือเสียงครางครวญในคอหรือไม่

คำแนะนำ: หากสังเกตพบว่า ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และ มีอัตราการหายใจเร็ว ให้รีบนำลูกส่งโรงพยาบาลหรือพบกุมารแพทย์ใกล้บ้านทันที อย่ารอจนถึงวันรุ่งขึ้น เพราะระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กสามารถทรุดลงได้อย่างรวดเร็ว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down