ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งที่หมอมักจะได้รับการติดต่อสอบถามจากพ่อแม่ผู้ปกครองมากที่สุดในช่วงที่โรคทางเดินหายใจระบาด คือความกังวลใจเมื่อลูกน้อยเริ่มมีอาการไข้ขึ้นสูง ไอ และมีน้ำมูก เนื่องจากอาการเริ่มต้นของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (COVID-19) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคปอดอักเสบหรือปอดบวม (Pneumonia) มีความคล้ายคลึงกันมากจนยากที่จะแยกแยะได้ด้วยตาเปล่าในระยะแรกเริ่ม
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างในการดำเนินโรคและความรุนแรงของโรคเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางการแพทย์ การระบุโรคได้อย่างรวดเร็วและการสังเกตสัญญาณเตือนอันตราย เช่น อาการอกบุ๋ม (Chest Retractions) ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตของลูกน้อยและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียดและครอบคลุมรอบด้าน เพื่อเป็นคู่มือให้พ่อแม่สามารถประเมินอาการและรับมือได้อย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์สากล
เจาะลึกสาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เชื้อร้ายที่โจมตีระบบทางเดินหายใจของเด็ก
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง พ่อแม่จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าทั้งสามโรคนี้เกิดจากเชื้อก่อโรคที่ต่างกัน ส่งผลให้กลไกการทำลายระบบทางเดินหายใจมีความแตกต่างกัน ดังนี้
1. โรคโควิด-19 (COVID-19)
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 (Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2) ไวรัสชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายผ่านการจับกับตัวรับเอซีอีทู (ACE2 Receptors) ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในระบบทางเดินหายใจ ในเด็กเล็ก ตัวรับชนิดนี้อาจยังมีจำนวนน้อยกว่าผู้ใหญ่ ทำให้เด็กส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัว เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายลงสู่ถุงลมปอด ก่อให้เกิดปอดอักเสบ หรือกระตุ้นให้เกิดภาวะอักเสบในหลายระบบของร่างกายที่เรียกว่า มิสซี (MIS-C: Multisystem Inflammatory Syndrome in Children) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
2. โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) โดยสายพันธุ์ที่ระบาดรุนแรงและบ่อยครั้งในเด็กคือ สายพันธุ์เอ (Influenza A) และสายพันธุ์บี (Influenza B) ไวรัสชนิดนี้จะเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุผิวทางเดินหายใจส่วนบนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน ร่างกายจะหลั่งสารสื่ออักเสบ (Cytokines) ออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้เด็กมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง
3. โรคปอดอักเสบ (Pneumonia)
หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าปอดบวม คือภาวะอักเสบของเนื้อปอด โดยเฉพาะบริเวณถุงลมปอด (Alveoli) โรคนี้อาจเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ หรือเกิดจากการติดเชื้อโดยตรง ทั้งจากเชื้อไวรัส เช่น RSV (Respiratory Syncytial Virus), Adenovirus หรือเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus pneumoniae, Haemophilus influenzae type b (Hib) และเชื้อก่อโรคกลุ่ม Mycoplasma pneumoniae เมื่อเกิดการติดเชื้อ ถุงลมปอดจะเต็มไปด้วยหนองและของเหลว ส่งผลให้พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนลดลง ร่างกายจึงต้องหายใจเร็วและแรงขึ้นเพื่อชดเชยออกซิเจนที่ขาดหายไป
วิธีแยกแยะอาการโควิด ไข้หวัดใหญ่ และปอด
การประเมินอาการของลูกน้อยในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญมากในการวางแผนการรักษา ต่อไปนี้คือแนวทางการเปรียบเทียบอาการเด่นที่ช่วยในการ แยกแยะอาการโควิด ไข้หวัดใหญ่ และปอดอักเสบในเด็ก:
1. ลักษณะของไข้และการดำเนินโรค
- โควิด-19: อาจมีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง หรือบางรายไม่มีไข้เลย มีอาการเด่นคือเจ็บคอ ไอแห้งๆ อ่อนเพลีย อาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย อาเจียน ร่วมด้วย อาการมักค่อยเป็นค่อยไปในเวลา 2-5 วัน
- ไข้หวัดใหญ่: ไข้สูงเฉียบพลัน (มักสูงกว่า 38.5-39 องศาเซลเซียส) ร่วมกับมีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (ในเด็กเล็กอาจแสดงออกด้วยการร้องกวน งอแง ไม่ยอมเดิน) ไอแห้ง และคัดจมูกอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง
- ปอดอักเสบ: มักมีไข้สูง ร่วมกับอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่างที่เด่นชัดมาก คือ ไอมีเสมหะหนืด หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน และอาจมีอาการเจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าหรือไอ
2. ลักษณะการหายใจ
- โควิด-19 และไข้หวัดใหญ่: หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ปอดจะยังทำงานได้ปกติ อัตราการหายใจจะสัมพันธ์กับอุณหภูมิร่างกาย (เมื่อไข้สูง การหายใจจะเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อไข้ลดลง การหายใจจะกลับมาเป็นปกติ)
- ปอดอักเสบ: อัตราการหายใจจะเร็วกว่าปกติอย่างต่อเนื่องแม้ในเวลาที่ไข้ลดลงแล้ว เนื่องจากปอดสูญเสียพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนออกซิเจน เด็กจะหายใจเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม และอาจมีเสียงหายใจดังวี๊ด (Wheezing) หรือครืดคราด (Crepitation)
วิธีสังเกต "อาการอกบุ๋ม" (Chest Retractions) และสัญญาณเตือนอันตราย
อาการอกบุ๋มคือสัญญาณเตือนขั้นวิกฤตที่แสดงว่าเด็กกำลังเกิดภาวะพร่องออกซิเจนและระบบหายใจล้มเหลว (Respiratory Distress) พ่อแม่ต้องเข้าใจกลไกว่า เมื่อปอดอักเสบหรืออุดกั้น ร่างกายจะต้องใช้แรงในการสูดลมหายใจมากกว่าปกติ ทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Accessory Muscles) ส่งผลให้ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณทรวงอกถูกดึงรั้งเข้าไปตามแรงต้านที่ติดขัด
วิธีการสังเกตอาการอกบุ๋มและลักษณะการหายใจที่ผิดปกติ มีขั้นตอนดังนี้:
1. ให้เด็กนอนราบในท่าที่สบาย
เปิดเสื้อของเด็กขึ้นเพื่อให้เห็นบริเวณทรวงอกและหน้าท้องอย่างชัดเจนในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอ
2. สังเกตตำแหน่งการบุ๋มของทรวงอก
- อกบุ๋มใต้ชายโครง (Subcostal Retraction): เนื้อเยื่อใต้ชายโครงทั้งสองข้างบุ๋มลึกเข้าไปขณะหายใจเข้า
- ช่องซี่โครงบุ๋ม (Intercostal Retraction): ผิวหนังบริเวณซอกซี่โครงถูกดึงรั้งจนเห็นเป็นซี่ๆ ชัดเจน
- แอ่งคอบุ๋ม (Suprasternal Retraction): ผิวหนังบริเวณแอ่งเหนือกระดูกหน้าอก (บริเวณคอหอย) บุ๋มลงไปลึก
- หัวไหล่และไหปลาร้าดึงรั้ง (Supraclavicular Retraction): บริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้าบุ๋มลึกขณะหายใจ
3. นับอัตราการหายใจในเวลา 1 นาทีเต็ม (ขณะที่เด็กสงบและไม่มีไข้)
เกณฑ์อัตราการหายใจที่ถือว่า "หายใจเร็วเกินไป" (Tachypnea) ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) มีดังนี้:
- เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 2 - 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 1 - 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุมากกว่า 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 30 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- มีอาการอกบุ๋มร่วมกับปีกจมูกบานขณะหายใจเข้า (Nasal Flaring)
- มีเสียงหายใจครืดคราด เสียงหวีด หรือมีเสียงครางในลำคอขณะหายใจออก (Grunting)
- ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า หรือเล็บเริ่มมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
- เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือมีอาการกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
- ไม่ยอมดื่มนม ไม่ยอมกินอาหาร หรือไม่สามารถกลืนน้ำลายได้
- ปัสสาวะออกน้อยมาก (ผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง) ซึ่งบ่งชี้ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อนำเด็กมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์เฉพาะทางเด็กจะมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อแยกแยะโรคและประเมินความรุนแรงดังนี้:
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด
แพทย์จะซักถามประวัติการสัมผัสผู้ป่วย ระยะเวลาที่มีไข้ และใช้เครื่องตรวจฟังเสียงปอด (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหายใจที่ผิดปกติ เช่น เสียงเสมหะในถุงลมปอด (Fine Crepitation) หรือเสียงหลอดลมตีบ (Wheezing)
2. การตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation)
โดยใช้เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) สำหรับเด็ก หากค่าออกซิเจนในเลือดขณะพักต่ำกว่า 95% ในอุณหภูมิห้อง ถือเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะปอดอักเสบหรือการแลกเปลี่ยนแก๊สล้มเหลว
3. การตรวจหาเชื้อก่อโรค (Rapid Pathogen Testing)
การตรวจหาเชื้อผ่านการป้ายเยื่อบุในโพรงจมูก (Nasal Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอและบี (Multiplex PCR หรือ Antigen Test) ซึ่งให้ผลการตรวจที่รวดเร็วและแม่นยำสูง
4. การภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray)
ในรายที่แพทย์สงสัยภาวะปอดอักเสบ การทำเอกซเรย์ปอดจะช่วยยืนยันการวินิจฉัย โดยจะพบรอยฝ้าขาว (Infiltrate) หรือเงาขาวในปอด บ่งบอกถึงตำแหน่งที่มีการอักเสบติดเชื้อ
5. การตรวจเลือด (Complete Blood Count & Inflammatory Markers)
การตรวจความเข้มข้นและชนิดของเม็ดเลือดขาว (WBC) รวมถึงสารบ่งชี้การอักเสบ เช่น CRP (C-Reactive Protein) หรือ Procalcitonin เพื่อแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องและการพยาบาลเด็กป่วยที่บ้าน (Home Care)
หากแพทย์ประเมินแล้วว่าอาการของลูกน้อยยังอยู่ในระดับสีเขียว (ไม่มีภาวะปอดอักเสบ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย และสามารถรับประทานอาหารได้) แพทย์จะอนุญาตให้กลับมาดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:
1. การเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี (Tepid Sponge)
การเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องเป็นวิธีทางกายภาพที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดอุณหภูมิร่างกาย ป้องกันการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) มีขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องดังนี้:
- ใช้น้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 27-32 องศาเซลเซียส (ไม่ใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดลมและหลอดเลือดหดตัว ความร้อนจะระบายออกไม่ได้และทำให้เด็กหนาวสั่น)
- ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำ บิดหมาดๆ เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลเวียนของโลหิต โดยเช็ดเข้าหาหัวใจ
- เน้นประคบบริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ ซอกคอ และหน้าผาก เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2-3 นาที
- ใช้เวลาเช็ดตัวประมาณ 15-20 นาที จากนั้นซับตัวเด็กให้แห้งและสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
2. การประเมินและให้ยาอย่างปลอดภัย
- ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol): เป็นยาลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุดในเด็ก ขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง สามารถให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน
- ยาลดน้ำมูกและแก้ไอ: ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น หลีกเลี่ยงการใช้ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ทำให้ง่วงในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากอาจกดศูนย์หายใจได้
- ยารักษาเฉพาะโรค: หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ แพทย์อาจจ่ายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ส่วนโรคโควิด-19 ในเด็กที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามแนวทางเวชปฏิบัติปัจจุบัน
3. โภชนาการและการรักษาความสมดุลของน้ำ
ในขณะที่เด็กป่วย ร่างกายจะสูญเสียน้ำทางลมหายใจและผิวหนังจากไข้สูง ควรให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ หากเด็กเบื่ออาหาร ให้แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้งขึ้น เน้นอาหารเหลวที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำแกงจืด หรือซุปอุ่นๆ หากเด็กมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย ให้จิบสารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) ทีละน้อยเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่ง: สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อลูกป่วย
ในการดูแลเด็กป่วย มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องยึดถืออย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตของเด็ก:
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเองเด็ดขาด: ยาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น โควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ได้ การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นจะทำให้เด็กเสี่ยงต่อการแพ้ยา ท้องเสียจากการทำลายเชื้อจุลชีพประจำถิ่น และก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรงในอนาคต
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) โดยไม่ผ่านการตรวจจากแพทย์: การให้ยาแอสไพรินในเด็กที่ติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือสุกใส มีความเสี่ยงที่จะเหนี่ยวนำให้เกิด ภาวะเรย์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองอักเสบและตับวายเฉียบพลันที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก สำหรับยาไอบูโพรเฟนหรือยากลุ่ม NSAIDs ห้ามใช้ในรายที่ยังไม่ได้คัดกรองโรคไข้เลือดออก เนื่องจากอาจทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรงจนช็อกได้
- ห้ามกวาดคอหรือใช้ยาสมุนไพรที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์: เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือการระคายเคืองในลำคอจนหลอดลมหดเกร็งเฉียบพลัน
เกราะป้องกันลูกรัก: วัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่างไกลโรคระบบทางเดินหายใจ
การป้องกันและการเตรียมร่างกายให้พร้อมถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกรักจากโรคระบบทางเดินหายใจร้ายแรง โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้:
1. การรับวัคซีนป้องกันโรคตามเกณฑ์
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดในเด็กทุกคนตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยต้องฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์เปลี่ยนสายพันธุ์ระบาดในทุกปี
- วัคซีนโควิด-19 (COVID-19 Vaccine): แนะนำให้ฉีดวัคซีนตามเกณฑ์อายุและคำแนะนำล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะในเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือโรคอ้วน
- วัคซีนไอพีดี (IPD Vaccine / Pneumococcal Conjugate Vaccine): เป็นวัคซีนทางเลือกที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคปอดอักเสบรุนแรง การติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กเล็ก
2. การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล (Personal Hygiene)
ฝึกฝนให้เด็กๆ ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์อย่างถูกวิธีเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาทีก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ สอนเด็กไม่ให้ใช้มือขยี้ตาหรือแคะจมูก และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
3. โภชนาการและการพักผ่อน
ส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง เพื่อช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และดูแลให้เด็กนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอตามช่วงวัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะซ่อมแซมและสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
สรุปแนวทางปฏิบัติด่วนสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)
เพื่อให้พ่อแม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างทันท่วงทีเมื่อลูกป่วย หมอได้สรุปเช็คลิสต์ขั้นตอนการปฏิบัติที่เป็นลำดับขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:
- วัดไข้: ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายสม่ำเสมอทุก 4 ชั่วโมง หากสูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ให้เริ่มพยาบาลลดไข้
- คัดกรองเบื้องต้น: ทำการตรวจ ATK หาเชื้อโควิด-19 เพื่อคัดกรองเบื้องต้น
- สังเกตการหายใจ: ถอดเสื้อลูกเพื่อดูการเคลื่อนไหวของหน้าอก สังเกตว่ามีอาการอกบุ๋ม ใต้ชายโครงบุ๋ม หรือปีกจมูกบานหรือไม่
- นับอัตราการหายใจ: สังเกตและนับจำนวนครั้งการหายใจขณะลูกหลับหรือสงบเป็นเวลา 1 นาทีเต็ม แล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์อายุ
- ประเมินความรู้สึกตัวและการกิน: ดูว่าลูกยังเล่นได้ ยิ้มแย้ม หรือซึมลง ไม่ยอมกินนมหรือน้ำหรือไม่
- ตัดสินใจนำส่งโรงพยาบาล: หากพบอาการไข้สูงลอยไม่ลดเกิน 3 วัน หายใจเร็วกว่าเกณฑ์ มีอาการอกบุ๋ม ซึม หรือปากเขียวคล้ำ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ต้องรอ
สุขภาพทางเดินหายใจของเด็กเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การมีความรู้ที่ถูกต้อง การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และการไม่ลังเลที่จะพาไปพบแพทย์เมื่อมีสัญญาณเตือนอันตราย คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษาสุขภาพและชีวิตของลูกน้อยให้ปลอดภัยจากทั้งโรคโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และปอดอักเสบได้อย่างยั่งยืน