ทำไมต้องการสังเกตอาการหายใจผิดปกติในเด็กเล็ก
ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดเมื่อเด็กมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไม่ใช่เพียงแค่ระดับอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น แต่คือลักษณะการหายใจของเด็ก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และทารกแรกเกิด มีลักษณะทางกายวิภาคที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น หลอดลมมีขนาดเล็กและสั้นกว่า ทางเดินหายใจส่วนปลายมีความยืดหยุ่นสูง และกระดูกซี่โครงยังเป็นกระดูกอ่อนที่เหนียวแต่ไม่แข็งแรงเต็มที่ เมื่อเกิดการอักเสบหรือการอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจ ร่างกายของเด็กจึงต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติอย่างมหาศาล
เมื่อสังเกตพบว่า ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และมีร่องบุ๋มลึกบริเวณชายโครง ใต้ลิ้นปี่ หรือคอหอย นั่นคือกลไกการชดเชยทางสรีรวิทยาที่บ่งบอกว่าปอดและระบบทางเดินหายใจของเด็กกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress) ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchiolitis) หากไม่ได้รับการประเมินและการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการขาดออกซิเจนและเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
กลไกทางสรีรวิทยา: ทำไมลูกจึงหายใจอกยุบและท้องกระเพื่อม
เพื่อความเข้าใจในการประเมินอาการอย่างถูกต้อง พ่อแม่จำเป็นต้องเข้าใจกลไกการเกิดโรค (Pathophysiology) ของอาการหายใจลำบากในเด็ก เมื่อมีเชื้อโรค เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง จะทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบที่บริเวณถุงลมปอด (Alveoli) และเนื้อเยื่อโดยรอบ ส่งผลให้ถุงลมเต็มไปด้วยหนอง เมือก และของเหลว ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ ปอดจะมีความยืดหยุ่นลดลงหรือที่เรียกว่า ปอดแข็ง (Decreased Lung Compliance)
เมื่อปอดไม่สามารถขยายตัวได้ตามปกติ สมองจะสั่งการให้กะบังลมและกล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Accessory Muscles) ทำงานหนักขึ้น กะบังลมจะหดตัวอย่างรุนแรงเพื่อดึงอากาศเข้าสู่ปอด ส่งผลให้ผนังหน้าท้องโป่งออกขณะหายใจเข้า เกิดลักษณะท้องกระเพื่อมอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน แรงดันลบภายในช่องอก (Negative Intrathoracic Pressure) ที่สูงขึ้นอย่างมาก จะดึงรั้งผิวหนังและเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่มบริเวณใต้ชายโครง (Subcostal Retraction), ระหว่างซี่โครง (Intercostal Retraction) และเหนือกระดูกไหปลาร้า (Supraclavicular Retraction) ให้บุ๋มลึกเข้าไปตามจังหวะการหายใจเข้า ยิ่งอาการอุดกั้นหรือปอดอักเสบรุนแรงมากเท่าใด รอยบุ๋มและอาการอกยุบจะยิ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
สาเหตุและเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยในเด็ก
โรคปอดอักเสบและทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบในเด็ก เกิดได้จากเชื้อโรคหลายชนิด ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุ ดังนี้:
- เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV): เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบในเด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี เชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดเสมหะปริมาณมหาศาลอุดกั้นหลอดลมฝอย ส่งผลให้เด็กหายใจลำบาก มีเสียงหวีด และเกิดอาการอกบุ๋มได้อย่างรวดเร็ว
- เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus): โดยเฉพาะสายพันธุ์ A และ B สามารถก่อให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี
- เชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus pneumoniae): เป็นแบคทีเรียก่อโรคปอดอักเสบชนิดรุนแรง ทำให้เด็กมีไข้สูงลอย ไอจามอย่างหนัก และอาจเกิดภาวะหนองในช่องเยื่อหุ้มปอด (Empyema thoracis)
- เชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma pneumoniae): พบบ่อยในเด็กวัยเรียน มักมีอาการไอแห้งๆ เรื้อรังยาวนาน ร่างกายอ่อนเพลีย และมีไข้ต่ำถึงปานกลาง
การติดต่อของเชื้อเหล่านี้เกิดผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จาม (Droplet Transmission) หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งแล้วนำมาสัมผัสใบหน้า ตา จมูก หรือปากของเด็ก
ระยะการดำเนินโรค: จากไข้หวัดธรรมดาสู่ปอดอักเสบขั้นรุนแรง
การดำเนินโรคของปอดอักเสบในเด็กมักแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งพ่อแม่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ระยะวิกฤต:
1. ระยะเริ่มแรก (Early Stage - Upper Respiratory Tract Infection)
เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูกใส ซึมลงเล็กน้อย หรือยังสามารถเล่นและดื่มนมได้ตามปกติ ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 3 วันแรกของการรับเชื้อ
2. ระยะเด่นชัด (Active Stage - Lower Respiratory Tract Involvement)
เชื้อโรคเริ่มแพร่กระจายลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เด็กจะมีไข้สูงขึ้น ไอถี่และรุนแรงขึ้น เริ่มมีเสมหะเหนียวข้นขวางทางเดินหายใจ อัตราการหายใจเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ สังเกตเห็นปีกจมูกบานขณะหายใจเข้า และเริ่มมีอาการอกยุบใต้ชายโครง
3. ระยะฟื้นตัวหรือระยะวิกฤต (Recovery or Critical Stage)
หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ไข้จะลดลง เสมหะนิ่มและขับออกง่ายขึ้น การหายใจกลับมาเป็นปกติใน 7 ถึง 10 วัน แต่หากไม่ได้รับการรักษา โรคจะดำเนินเข้าสู่ภาวะวิกฤต ปอดสูญเสียหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนแก๊สโดยสิ้นเชิง เด็กจะเริ่มมีอาการซึมรุนแรง ริมฝีปากและเล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) และหยุดหายใจ
สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที
หากลูกของคุณมีอาการดังต่อไปนี้ แม้เพียงข้อเดียว ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:
- หายใจเร็วเกินเกณฑ์มาตรฐานตามอายุ (Tachypnea):
- เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 2 ถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 1 ถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- หายใจอกบุ๋ม อกยุบ และท้องกระเพื่อมแรง: ผนังหน้าอกจมลงไปอย่างชัดเจนขณะหายใจเข้า และหน้าท้องโป่งออกสลับกันอย่างผิดสังเกต
- มีเสียงครางขณะหายใจ (Grunting): เด็กพยายามสร้างแรงดันในปอดเพื่อป้องกันไม่ให้ถุงลมแฟบโดยการปิดกล่องเสียงบางส่วน ทำให้เกิดเสียงครางสั้นๆ ทุกครั้งที่หายใจออก
- มีภาวะพร่องออกซิเจน: ปากแห้งซีด ริมฝีปากเขียวคล้ำ ปลายมือปลายเท้าเขียวช้ำ
- อาการทางระบบประสาท: ซึมจัด ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion)
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้งกรัง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา เบ้าตาลึก ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินและตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดตามขั้นตอนมาตรฐานเพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำ:
- การซักประวัติอย่างละเอียด: ระยะเวลาของการมีไข้ ลักษณะการไอ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยในครอบครัวหรือโรงเรียน และโรคประจำตัวของเด็ก
- การตรวจร่างกายและการฟังเสียงปอด: แพทย์จะใช้หูฟัง (Stethoscope) ฟังเสียงปอดทั้งสองข้าง เพื่อค้นหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงกรอบแกรบ (Crepitation/Crackles) ที่บ่งบอกถึงของเหลวในถุงลม หรือเสียงหวีด (Wheezing) ที่เกิดจากหลอดลมตีบแคบ
- การวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะพร่องออกซิเจน โดยปกติระดับออกซิเจนในเด็กควรมากกว่า 95-96% ขึ้นไป หากต่ำกว่า 92% ถือว่าวิกฤต
- การตรวจหาเชื้อก่อโรค (Rapid Antigen Test / Multiplex PCR): การป้ายสิ่งตรวจในโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส RSV, ไข้หวัดใหญ่ หรือ COVID-19
- ภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อดูลักษณะการอักเสบ รอยฝ้าขาวในเนื้อปอด ปริมาณลมในปอด และตรวจหาภาวะแทรกซ้อน เช่น ลมในช่องอก หรือน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
- การตรวจเลือด (Blood Tests): เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC) และการตรวจหาโปรตีนที่บ่งชี้การอักเสบ (C-Reactive Protein - CRP) เพื่อช่วยแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน
การรักษาปอดอักเสบแบ่งออกเป็นการรักษาทางการแพทย์ในโรงพยาบาลสำหรับรายที่มีอาการรุนแรง และการดูแลประคับประคองสำหรับรายที่แพทย์อนุญาตให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านได้:
การรักษาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล (In-patient Care)
ในกรณีที่เด็กมีภาวะหายใจลำบาก อกบุ๋ม หรือออกซิเจนต่ำ แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยมีแนวทางรักษาดังนี้:
- การให้ระบบทางเดินหายใจสนับสนุน: เริ่มจากการให้ออกซิเจนผ่านสายจมูก (Oxygen Cannula), หน้ากากออกซิเจน หรือเครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศอัตราการไหลสูง (High-Flow Nasal Cannula - HFNC) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อหายใจ
- การพ่นยาขยายหลอดลมและยาละลายเสมหะ: เพื่อลดการตีบตันของทางเดินหายใจ
- การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids): ในรายที่เหนื่อยจนไม่สามารถดูดนมหรือดื่มน้ำได้ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาสมดุลเกลือแร่
- การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ผ่านทางหลอดเลือดดำ หากแพทย์วินิจฉัยหรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
การพยาบาลและการดูแลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care)
หากแพทย์ประเมินว่าอาการไม่รุนแรงและอนุญาตให้ดูแลที่บ้าน พ่อแม่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดดังนี้:
1. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): การเช็ดตัวลดไข้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถป้องกันอาการชักจากไข้สูงได้ดีที่สุด โดยมีขั้นตอนดังนี้:
- เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดลมและหลอดเลือดหดตัว ไข้จะยิ่งสูงขึ้นในภายหลัง)
- ถอดเสื้อผ้าเด็กออกในห้องที่ปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศชั่วคราวเพื่อป้องกันการหนาวสั่น
- ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาด เช็ดบริเวณใบหน้า ลำคอ และซอกคอ
- เช็ดแขนและขาโดยเริ่มจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ เพื่อเปิดรูขุมขนและช่วยระบายความร้อน
- วางผ้าชุบน้ำไว้ตามข้อพับต่างๆ เช่น รักแร้ ขาหนีบ และข้อพับเข่า ซึ่งเป็นแหล่งของหลอดเลือดใหญ่
- เช็ดบริเวณแผ่นหลัง จากนั้นซับตัวเด็กให้แห้งสนิททันที และสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ห้ามทาแป้งหรือครีมหนาเตอะหลังเช็ดตัวเสร็จเพราะจะอุดตันรูขุมขน
2. การรักษาสมดุลน้ำและอาหาร:
- กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำบ่อยๆ ทีละน้อย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะอ่อนตัวเหนียวน้อยลง
- หากเด็กเบื่ออาหาร ให้เตรียมอาหารเหลวที่ย่อยง่าย พลังงานสูง เช่น โจ๊ก น้ำแกงจืด หรือซุปข้น
- สำหรับทารก ให้ป้อนนมแม่หรือนมชงในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้งขึ้น เพื่อลดอาการเหนื่อยขณะดูดนม
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Contraindications)
การดูแลเด็กป่วยมีความละเอียดอ่อนสูง ข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กได้ พ่อแม่พึงระวังสิ่งต่อไปนี้อย่างที่สุด:
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเองเด็ดขาด: เนื่องจากปอดอักเสบในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ และยังก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา รวมถึงผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของเด็ก
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือ ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในกรณีที่ยังไม่ได้ตัดข้อวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก: การใช้ยากลุ่มนี้ขณะที่เด็กอาจเป็นไข้เลือดออก สามารถก่อให้เกิดภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- ห้ามใช้ยาแก้ไอชนิดกดการไอในเด็กเล็ก: ยาที่กดการไอจะทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจได้ ส่งผลให้เสมหะอุดตันทางเดินหายใจส่วนปลายรุนแรงยิ่งขึ้น
ตารางคำนวณปริมาณยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยตามน้ำหนักตัวเด็ก
การให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้ ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็ก ไม่ใช่ตามอายุ โดยสูตรทางการแพทย์คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ
ตัวอย่างการคำนวณปริมาณยาพาราเซตามอล:
- เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม: ควรได้รับยาปริมาณ 100 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง (หากใช้ยาน้ำเชื่อมสูตรที่มีตัวยา 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร ปริมาณยาที่เหมาะสมคือประมาณ 4 ถึง 5 มิลลิลิตร หรือประมาณ 1 ช้อนชาต่อครั้ง)
- เด็กน้ำหนัก 15 กิโลกรัม: ควรได้รับยาปริมาณ 150 ถึง 225 มิลลิกรัมต่อครั้ง
พ่อแม่ต้องอ่านฉลากยาข้างขวดอย่างละเอียดทุกครั้ง เนื่องจากความเข้มข้นของยาน้ำเชื่อมสำหรับเด็กมีหลายขนาด (เช่น สูตร 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร และสูตรเข้มข้นพิเศษ 250 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร)
วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันปอดของลูกในระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกรักจากการเผชิญภาวะปอดอักเสบขั้นรุนแรง โดยสามารถทำได้ดังนี้:
1. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Active Immunization)
วัคซีนเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการลดความรุนแรงของโรคปอดอักเสบ:
- วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปีในเด็กทุกคนตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
- วัคซีนไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV): ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี ซึ่งเป็นสาเหตุของปอดอักเสบรุนแรงและการติดเชื้อในกระแสเลือด
- วัคซีนพื้นฐานอื่นๆ: เช่น วัคซีนป้องกันโรคไอกรน (Pertussis) และวัคซีนฮิบ (Hib) ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคพื้นฐานของประเทศ
2. การรักษาสุขอนามัยในครอบครัว
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ ทั้งตัวพ่อแม่ ผู้ดูแล และตัวเด็กเอง
- หลีกเลี่ยงการนำเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด ถ่ายเทอากาศไม่สะดวก หรือมีควันบุหรี่ ควันไฟ และมลพิษฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้หลอดลมและปอดอ่อนแอลง
- ผู้ดูแลที่มีอาการหวัดหรือไอ ต้องสวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการกอด จูบ หรือสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กเล็ก
- ทำความสะอาดของเล่นและของใช้ของเด็กเป็นประจำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัย
3. โภชนาการที่เหมาะสม
- ส่งเสริมการนมแม่ล้วนในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต เนื่องจากน้ำนมแม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจของทารกได้อย่างดีเยี่ยม
- เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป ควรได้รับอาหารเสริมตามวัยที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เน้นสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินเอ, วิตามินซี และสังกะสี (Zinc)
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกป่วยทางเดินหายใจ (Parent Actionable Checklist)
โปรดตรวจสอบพฤติกรรมและอาการของลูกตามรายการต่อไปนี้อย่างสม่ำเสมอทุก 2-4 ชั่วโมงในขณะที่ลูกมีอาการป่วย:
- ตรวจสอบอัตราการหายใจ: นับรอบการหายใจของลูกในขณะหลับครบ 1 นาทีเต็ม (ต้องไม่เกินเกณฑ์ตามอายุของลูก)
- สังเกตบริเวณชายโครงและคอหอย: ขณะลูกหายใจเข้า มีการยุบตัวหรือบุ๋มลึกของผิวหนังใต้กระดูกซี่โครงหรือไม่
- ประเมินหน้าท้อง: หน้าท้องกระเพื่อมขึ้นและลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงผิดปกติหรือไม่
- ตรวจสอบสีผิวและริมฝีปาก: ริมฝีปากมีสีชมพูตามปกติ หรือมีสีซีด เทา หรือเขียวคล้ำ
- ประเมินระดับความรู้สึกตัวและการดื่มน้ำ: ลูกยังคงเล่นได้ตามสมควร ซึมลง หรือนอนหลับลึกปลุกยาก และยังยอมดูดนมหรือดื่มน้ำได้เพียงพอหรือไม่
- บันทึกปริมาณปัสสาวะ: ปัสสาวะของลูกต้องออกสม่ำเสมอทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่มีสีเข้มจัด
*หมายเหตุ: หากพบเครื่องหมายตรวจสอบในช่องใดช่องหนึ่งที่แสดงถึงความผิดปกติ โดยเฉพาะอาการอกบุ๋มหรือหายใจเร็ว ให้รีบนำลูกส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงตอนเช้าหรือรอให้ไข้ลดลงก่อน*