ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการสังเกตอาการหายใจผิดปกติในเด็กเล็ก

ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดเมื่อเด็กมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ไม่ใช่เพียงแค่ระดับอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น แต่คือลักษณะการหายใจของเด็ก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และทารกแรกเกิด มีลักษณะทางกายวิภาคที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ เช่น หลอดลมมีขนาดเล็กและสั้นกว่า ทางเดินหายใจส่วนปลายมีความยืดหยุ่นสูง และกระดูกซี่โครงยังเป็นกระดูกอ่อนที่เหนียวแต่ไม่แข็งแรงเต็มที่ เมื่อเกิดการอักเสบหรือการอุดกั้นในระบบทางเดินหายใจ ร่างกายของเด็กจึงต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติอย่างมหาศาล

เมื่อสังเกตพบว่า ลูกหายใจแล้วอกยุบ ท้องกระเพื่อม และมีร่องบุ๋มลึกบริเวณชายโครง ใต้ลิ้นปี่ หรือคอหอย นั่นคือกลไกการชดเชยทางสรีรวิทยาที่บ่งบอกว่าปอดและระบบทางเดินหายใจของเด็กกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress) ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchiolitis) หากไม่ได้รับการประเมินและการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการขาดออกซิเจนและเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

กลไกทางสรีรวิทยา: ทำไมลูกจึงหายใจอกยุบและท้องกระเพื่อม

เพื่อความเข้าใจในการประเมินอาการอย่างถูกต้อง พ่อแม่จำเป็นต้องเข้าใจกลไกการเกิดโรค (Pathophysiology) ของอาการหายใจลำบากในเด็ก เมื่อมีเชื้อโรค เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง จะทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบที่บริเวณถุงลมปอด (Alveoli) และเนื้อเยื่อโดยรอบ ส่งผลให้ถุงลมเต็มไปด้วยหนอง เมือก และของเหลว ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ ปอดจะมีความยืดหยุ่นลดลงหรือที่เรียกว่า ปอดแข็ง (Decreased Lung Compliance)

เมื่อปอดไม่สามารถขยายตัวได้ตามปกติ สมองจะสั่งการให้กะบังลมและกล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Accessory Muscles) ทำงานหนักขึ้น กะบังลมจะหดตัวอย่างรุนแรงเพื่อดึงอากาศเข้าสู่ปอด ส่งผลให้ผนังหน้าท้องโป่งออกขณะหายใจเข้า เกิดลักษณะท้องกระเพื่อมอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน แรงดันลบภายในช่องอก (Negative Intrathoracic Pressure) ที่สูงขึ้นอย่างมาก จะดึงรั้งผิวหนังและเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่มบริเวณใต้ชายโครง (Subcostal Retraction), ระหว่างซี่โครง (Intercostal Retraction) และเหนือกระดูกไหปลาร้า (Supraclavicular Retraction) ให้บุ๋มลึกเข้าไปตามจังหวะการหายใจเข้า ยิ่งอาการอุดกั้นหรือปอดอักเสบรุนแรงมากเท่าใด รอยบุ๋มและอาการอกยุบจะยิ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

ข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญ: อาการอกบุ๋มและท้องกระเพื่อมไม่ใช่การหายใจตามปกติเพื่อระบายความร้อนจากพิษไข้ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของลูกกำลังใช้พลังงานสำรองทั้งหมดที่มีเพื่อรักษาชีวิต หากปล่อยทิ้งไว้ กล้ามเนื้อหายใจจะล้า (Respiratory Muscle Fatigue) นำไปสู่การหยุดหายใจในที่สุด

สาเหตุและเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยในเด็ก

โรคปอดอักเสบและทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบในเด็ก เกิดได้จากเชื้อโรคหลายชนิด ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุ ดังนี้:

  • เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV): เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบในเด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี เชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดเสมหะปริมาณมหาศาลอุดกั้นหลอดลมฝอย ส่งผลให้เด็กหายใจลำบาก มีเสียงหวีด และเกิดอาการอกบุ๋มได้อย่างรวดเร็ว
  • เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus): โดยเฉพาะสายพันธุ์ A และ B สามารถก่อให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี
  • เชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus pneumoniae): เป็นแบคทีเรียก่อโรคปอดอักเสบชนิดรุนแรง ทำให้เด็กมีไข้สูงลอย ไอจามอย่างหนัก และอาจเกิดภาวะหนองในช่องเยื่อหุ้มปอด (Empyema thoracis)
  • เชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma pneumoniae): พบบ่อยในเด็กวัยเรียน มักมีอาการไอแห้งๆ เรื้อรังยาวนาน ร่างกายอ่อนเพลีย และมีไข้ต่ำถึงปานกลาง

การติดต่อของเชื้อเหล่านี้เกิดผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จาม (Droplet Transmission) หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งแล้วนำมาสัมผัสใบหน้า ตา จมูก หรือปากของเด็ก

ระยะการดำเนินโรค: จากไข้หวัดธรรมดาสู่ปอดอักเสบขั้นรุนแรง

การดำเนินโรคของปอดอักเสบในเด็กมักแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งพ่อแม่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้โรคดำเนินไปสู่ระยะวิกฤต:

1. ระยะเริ่มแรก (Early Stage - Upper Respiratory Tract Infection)

เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูกใส ซึมลงเล็กน้อย หรือยังสามารถเล่นและดื่มนมได้ตามปกติ ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 3 วันแรกของการรับเชื้อ

2. ระยะเด่นชัด (Active Stage - Lower Respiratory Tract Involvement)

เชื้อโรคเริ่มแพร่กระจายลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เด็กจะมีไข้สูงขึ้น ไอถี่และรุนแรงขึ้น เริ่มมีเสมหะเหนียวข้นขวางทางเดินหายใจ อัตราการหายใจเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ สังเกตเห็นปีกจมูกบานขณะหายใจเข้า และเริ่มมีอาการอกยุบใต้ชายโครง

3. ระยะฟื้นตัวหรือระยะวิกฤต (Recovery or Critical Stage)

หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ไข้จะลดลง เสมหะนิ่มและขับออกง่ายขึ้น การหายใจกลับมาเป็นปกติใน 7 ถึง 10 วัน แต่หากไม่ได้รับการรักษา โรคจะดำเนินเข้าสู่ภาวะวิกฤต ปอดสูญเสียหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนแก๊สโดยสิ้นเชิง เด็กจะเริ่มมีอาการซึมรุนแรง ริมฝีปากและเล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) และหยุดหายใจ

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที

หากลูกของคุณมีอาการดังต่อไปนี้ แม้เพียงข้อเดียว ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:

  1. หายใจเร็วเกินเกณฑ์มาตรฐานตามอายุ (Tachypnea):
    • เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
    • เด็กอายุ 2 ถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
    • เด็กอายุ 1 ถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  2. หายใจอกบุ๋ม อกยุบ และท้องกระเพื่อมแรง: ผนังหน้าอกจมลงไปอย่างชัดเจนขณะหายใจเข้า และหน้าท้องโป่งออกสลับกันอย่างผิดสังเกต
  3. มีเสียงครางขณะหายใจ (Grunting): เด็กพยายามสร้างแรงดันในปอดเพื่อป้องกันไม่ให้ถุงลมแฟบโดยการปิดกล่องเสียงบางส่วน ทำให้เกิดเสียงครางสั้นๆ ทุกครั้งที่หายใจออก
  4. มีภาวะพร่องออกซิเจน: ปากแห้งซีด ริมฝีปากเขียวคล้ำ ปลายมือปลายเท้าเขียวช้ำ
  5. อาการทางระบบประสาท: ซึมจัด ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion)
  6. ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้งกรัง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา เบ้าตาลึก ปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การนับอัตราการหายใจที่ถูกต้องควรกระทำในขณะที่เด็กกำลังนอนหลับหรืออยู่ในสภาวะสงบ ไม่ร้องไห้ และไม่มีไข้สูง โดยนับการเคลื่อนไหวเข้าและออกของหน้าอกหรือหน้าท้องครบ 1 นาทีเต็ม

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินและตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดตามขั้นตอนมาตรฐานเพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำ:

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ระยะเวลาของการมีไข้ ลักษณะการไอ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยในครอบครัวหรือโรงเรียน และโรคประจำตัวของเด็ก
  • การตรวจร่างกายและการฟังเสียงปอด: แพทย์จะใช้หูฟัง (Stethoscope) ฟังเสียงปอดทั้งสองข้าง เพื่อค้นหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงกรอบแกรบ (Crepitation/Crackles) ที่บ่งบอกถึงของเหลวในถุงลม หรือเสียงหวีด (Wheezing) ที่เกิดจากหลอดลมตีบแคบ
  • การวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะพร่องออกซิเจน โดยปกติระดับออกซิเจนในเด็กควรมากกว่า 95-96% ขึ้นไป หากต่ำกว่า 92% ถือว่าวิกฤต
  • การตรวจหาเชื้อก่อโรค (Rapid Antigen Test / Multiplex PCR): การป้ายสิ่งตรวจในโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส RSV, ไข้หวัดใหญ่ หรือ COVID-19
  • ภาพเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อดูลักษณะการอักเสบ รอยฝ้าขาวในเนื้อปอด ปริมาณลมในปอด และตรวจหาภาวะแทรกซ้อน เช่น ลมในช่องอก หรือน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
  • การตรวจเลือด (Blood Tests): เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC) และการตรวจหาโปรตีนที่บ่งชี้การอักเสบ (C-Reactive Protein - CRP) เพื่อช่วยแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

วิธีดูแลรักษาตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาปอดอักเสบแบ่งออกเป็นการรักษาทางการแพทย์ในโรงพยาบาลสำหรับรายที่มีอาการรุนแรง และการดูแลประคับประคองสำหรับรายที่แพทย์อนุญาตให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านได้:

การรักษาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล (In-patient Care)

ในกรณีที่เด็กมีภาวะหายใจลำบาก อกบุ๋ม หรือออกซิเจนต่ำ แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยมีแนวทางรักษาดังนี้:

  • การให้ระบบทางเดินหายใจสนับสนุน: เริ่มจากการให้ออกซิเจนผ่านสายจมูก (Oxygen Cannula), หน้ากากออกซิเจน หรือเครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศอัตราการไหลสูง (High-Flow Nasal Cannula - HFNC) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อหายใจ
  • การพ่นยาขยายหลอดลมและยาละลายเสมหะ: เพื่อลดการตีบตันของทางเดินหายใจ
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids): ในรายที่เหนื่อยจนไม่สามารถดูดนมหรือดื่มน้ำได้ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาสมดุลเกลือแร่
  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): ผ่านทางหลอดเลือดดำ หากแพทย์วินิจฉัยหรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

การพยาบาลและการดูแลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care)

หากแพทย์ประเมินว่าอาการไม่รุนแรงและอนุญาตให้ดูแลที่บ้าน พ่อแม่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดดังนี้:

1. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): การเช็ดตัวลดไข้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถป้องกันอาการชักจากไข้สูงได้ดีที่สุด โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดลมและหลอดเลือดหดตัว ไข้จะยิ่งสูงขึ้นในภายหลัง)
  • ถอดเสื้อผ้าเด็กออกในห้องที่ปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศชั่วคราวเพื่อป้องกันการหนาวสั่น
  • ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาด เช็ดบริเวณใบหน้า ลำคอ และซอกคอ
  • เช็ดแขนและขาโดยเริ่มจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ เพื่อเปิดรูขุมขนและช่วยระบายความร้อน
  • วางผ้าชุบน้ำไว้ตามข้อพับต่างๆ เช่น รักแร้ ขาหนีบ และข้อพับเข่า ซึ่งเป็นแหล่งของหลอดเลือดใหญ่
  • เช็ดบริเวณแผ่นหลัง จากนั้นซับตัวเด็กให้แห้งสนิททันที และสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ห้ามทาแป้งหรือครีมหนาเตอะหลังเช็ดตัวเสร็จเพราะจะอุดตันรูขุมขน

2. การรักษาสมดุลน้ำและอาหาร:

  • กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำบ่อยๆ ทีละน้อย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะอ่อนตัวเหนียวน้อยลง
  • หากเด็กเบื่ออาหาร ให้เตรียมอาหารเหลวที่ย่อยง่าย พลังงานสูง เช่น โจ๊ก น้ำแกงจืด หรือซุปข้น
  • สำหรับทารก ให้ป้อนนมแม่หรือนมชงในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้งขึ้น เพื่อลดอาการเหนื่อยขณะดูดนม

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Contraindications)

การดูแลเด็กป่วยมีความละเอียดอ่อนสูง ข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กได้ พ่อแม่พึงระวังสิ่งต่อไปนี้อย่างที่สุด:

ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ:
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเองเด็ดขาด: เนื่องจากปอดอักเสบในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ และยังก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา รวมถึงผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของเด็ก
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือ ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในกรณีที่ยังไม่ได้ตัดข้อวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก: การใช้ยากลุ่มนี้ขณะที่เด็กอาจเป็นไข้เลือดออก สามารถก่อให้เกิดภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • ห้ามใช้ยาแก้ไอชนิดกดการไอในเด็กเล็ก: ยาที่กดการไอจะทำให้เด็กไม่สามารถขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจได้ ส่งผลให้เสมหะอุดตันทางเดินหายใจส่วนปลายรุนแรงยิ่งขึ้น

ตารางคำนวณปริมาณยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยตามน้ำหนักตัวเด็ก

การให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้ ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็ก ไม่ใช่ตามอายุ โดยสูตรทางการแพทย์คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ

ตัวอย่างการคำนวณปริมาณยาพาราเซตามอล:

  • เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม: ควรได้รับยาปริมาณ 100 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อครั้ง (หากใช้ยาน้ำเชื่อมสูตรที่มีตัวยา 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร ปริมาณยาที่เหมาะสมคือประมาณ 4 ถึง 5 มิลลิลิตร หรือประมาณ 1 ช้อนชาต่อครั้ง)
  • เด็กน้ำหนัก 15 กิโลกรัม: ควรได้รับยาปริมาณ 150 ถึง 225 มิลลิกรัมต่อครั้ง

พ่อแม่ต้องอ่านฉลากยาข้างขวดอย่างละเอียดทุกครั้ง เนื่องจากความเข้มข้นของยาน้ำเชื่อมสำหรับเด็กมีหลายขนาด (เช่น สูตร 120 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร และสูตรเข้มข้นพิเศษ 250 มิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร)

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันปอดของลูกในระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกรักจากการเผชิญภาวะปอดอักเสบขั้นรุนแรง โดยสามารถทำได้ดังนี้:

1. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Active Immunization)

วัคซีนเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการลดความรุนแรงของโรคปอดอักเสบ:

  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปีในเด็กทุกคนตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
  • วัคซีนไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV): ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี ซึ่งเป็นสาเหตุของปอดอักเสบรุนแรงและการติดเชื้อในกระแสเลือด
  • วัคซีนพื้นฐานอื่นๆ: เช่น วัคซีนป้องกันโรคไอกรน (Pertussis) และวัคซีนฮิบ (Hib) ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคพื้นฐานของประเทศ

2. การรักษาสุขอนามัยในครอบครัว

  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์ ทั้งตัวพ่อแม่ ผู้ดูแล และตัวเด็กเอง
  • หลีกเลี่ยงการนำเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด ถ่ายเทอากาศไม่สะดวก หรือมีควันบุหรี่ ควันไฟ และมลพิษฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้หลอดลมและปอดอ่อนแอลง
  • ผู้ดูแลที่มีอาการหวัดหรือไอ ต้องสวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการกอด จูบ หรือสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กเล็ก
  • ทำความสะอาดของเล่นและของใช้ของเด็กเป็นประจำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัย

3. โภชนาการที่เหมาะสม

  • ส่งเสริมการนมแม่ล้วนในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต เนื่องจากน้ำนมแม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจของทารกได้อย่างดีเยี่ยม
  • เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป ควรได้รับอาหารเสริมตามวัยที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เน้นสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินเอ, วิตามินซี และสังกะสี (Zinc)

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกป่วยทางเดินหายใจ (Parent Actionable Checklist)

โปรดตรวจสอบพฤติกรรมและอาการของลูกตามรายการต่อไปนี้อย่างสม่ำเสมอทุก 2-4 ชั่วโมงในขณะที่ลูกมีอาการป่วย:

  • ตรวจสอบอัตราการหายใจ: นับรอบการหายใจของลูกในขณะหลับครบ 1 นาทีเต็ม (ต้องไม่เกินเกณฑ์ตามอายุของลูก)
  • สังเกตบริเวณชายโครงและคอหอย: ขณะลูกหายใจเข้า มีการยุบตัวหรือบุ๋มลึกของผิวหนังใต้กระดูกซี่โครงหรือไม่
  • ประเมินหน้าท้อง: หน้าท้องกระเพื่อมขึ้นและลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงผิดปกติหรือไม่
  • ตรวจสอบสีผิวและริมฝีปาก: ริมฝีปากมีสีชมพูตามปกติ หรือมีสีซีด เทา หรือเขียวคล้ำ
  • ประเมินระดับความรู้สึกตัวและการดื่มน้ำ: ลูกยังคงเล่นได้ตามสมควร ซึมลง หรือนอนหลับลึกปลุกยาก และยังยอมดูดนมหรือดื่มน้ำได้เพียงพอหรือไม่
  • บันทึกปริมาณปัสสาวะ: ปัสสาวะของลูกต้องออกสม่ำเสมอทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่มีสีเข้มจัด

*หมายเหตุ: หากพบเครื่องหมายตรวจสอบในช่องใดช่องหนึ่งที่แสดงถึงความผิดปกติ โดยเฉพาะอาการอกบุ๋มหรือหายใจเร็ว ให้รีบนำลูกส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงตอนเช้าหรือรอให้ไข้ลดลงก่อน*

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down