ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

1. ทำความเข้าใจภาวะลูกหายใจแรงจนอกบุ๋ม และความสำคัญทางการแพทย์

ภาวะ "ลูกหายใจแรงจนอกบุ๋ม" (Chest Indrawing หรือ Intercostal/Subcostal Retractions) เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนฉุกเฉินทางกุมารแพทย์ที่แสดงถึงภาวะหายใจลำบาก (Respiratory Distress) และการทำงานหนักอย่างรุนแรงของระบบทางเดินหายใจ โดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจาก "ภาวะปอดอักเสบ" (Pneumonia) หรือที่เรียกกันติดปากว่า "โรคปอดบวม"

ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กวัยต่ำกว่า 5 ปี โครงสร้างของระบบทางเดินหายใจยังเติบโตไม่เต็มที่ หลอดลมมีขนาดเล็กและแคบ ทรวงอกมีความยืดหยุ่นสูง (Compliant Chest Wall) เมื่อเกิดการติดเชื้อในเนื้อปอดหรือถุงลม กลไกการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ (Accessory Muscles) เช่น กล้ามเนื้อระหว่างชายโครง กล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้อบริเวณคอ เพื่อดึงอากาศเข้าสู่ปอด จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่รอยต่อระหว่างชายโครงและหน้าท้องถูกรั้งบุ๋มลงไปอย่างชัดเจนขณะสูดลมหายใจเข้า

องค์กรอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) ระบุว่า โรคปอดอักเสบเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของเด็กเล็กทั่วโลก การสังเกตเห็นอาการหายใจแรงจนอกบุ๋มจึงไม่ใช่เรื่องที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลสามารถรอสังเกตอาการที่บ้านได้ แต่เป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องนำเด็กส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมินและการรักษาทางการแพทย์โดยทันที

คำเตือนทางการแพทย์: อาการอกบุ๋มแสดงว่าปอดของเด็กกำลังทำงานหนักเกินขีดความสามารถปกติ และภาวะออกซิเจนในเลือดอาจกำลังลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กอาจเกิดภาวะระบบหายใจล้มเหลว (Respiratory Failure) ได้

2. สาเหตุและกลไกการเกิดโรคปอดอักเสบในเด็ก (Causes and Pathophysiology)

โรคปอดอักเสบในเด็กเกิดขึ้นจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งครอบคลุมถึงหลอดลมฝอย (Bronchioles) และถุงลมปอด (Alveoli) โดยเชื้อก่อโรคแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้:

เชื้อไวรัส (Viral Pathogens)

เชื้อไวรัสเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี โดยเชื้อที่สำคัญ ได้แก่:

  • Respiratory Syncytial Virus (RSV): เชื้อไวรัสยอดฮิตที่ทำให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบรุนแรงในเด็กเล็ก มีเสมหะเหนียวข้นจำนวนมาก
  • Influenza Virus: เชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A และ B ที่สามารถลุกลามลงปอดได้อย่างรวดเร็ว
  • Human Metapneumovirus (hMPV), Adenovirus, และ Rhinovirus: เชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการทางเดินหายใจอักเสบรุนแรงได้เช่นกัน

เชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Pathogens)

การติดเชื้อแบคทีเรียมักมีความรุนแรงสูง และอาจเกิดขึ้นแทรกซ้อนหลังจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อที่พบได้บ่อย ได้แก่:

  • Streptococcus pneumoniae (Pneumococcus): เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของปอดอักเสบชนิดรุนแรงในเด็ก
  • Haemophilus influenzae type b (Hib): ก่อโรคปอดอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือด
  • Mycoplasma pneumoniae: มักพบในเด็กวัยเรียน (Age > 5 ปี) ก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบแบบซ่อนเร้น (Atypical Pneumonia)

กลไกการเกิดภาวะหายใจหอบเหนื่อยและอกบุ๋ม (Pathophysiology)

เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ถุงลมปอด ร่างกายจะตอบสนองด้วยกระบวนการอักเสบ มีการหลั่งสารน้ำ เม็ดเลือดขาว และเมือกเหนียวข้นเข้าไปสะสมในถุงลม (Alveolar Exudate) ทำให้ถุงลมไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับ (Blood Vessels) ได้ตามปกติ เกิดภาวะขาดออกซิเจนในเลือด (Hypoxemia)

เมื่อระดับออกซิเจนตก สมองจะสั่งการให้ศูนย์ควบคุมการหายใจเพิ่มอัตราการหายใจให้เร็วขึ้น (Tachypnea) และใช้แรงในการขยายอกมากขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อกะบังลมยืดตัวลงล่างอย่างรุนแรง ความดันภายในช่องอกจะติดลบมาก ส่งผลให้เนื้อเยื่ออ่อนบริเวณชายโครง (Subcostal Space) และระหว่างกระดูกซี่โครง (Intercostal Space) ถูกแรงดันบรรยากาศภายนอกดันกดบุ๋มลงไปขณะหายใจเข้า เกิดเป็นลักษณะ "อกบุ๋ม" ที่เห็นได้ชัดเจน

3. อาการเด่นและระยะการดำเนินโรค (Symptoms and Disease Progression)

การดำเนินโรคปอดอักเสบในเด็กสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งพ่อแม่ควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด:

ระยะที่ 1: ระยะเริ่มแรก (Early Stage - วันที่ 1 ถึง 2)

เด็กจะมีอาการคล้ายโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Respiratory Tract Infection):

  • มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ไอแห้งๆ หรือมีน้ำมูกไหล ใสหรือเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น
  • จาม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือร้องงอแงมากกว่าปกติ

ระยะที่ 2: ระยะลุกลามเข้าสู่ปอด (Acute/Severe Stage - วันที่ 3 ถึง 7)

เชื้อโรคเริ่มกระจายลงสู่ปอดและถุงลม ทำให้เกิดอาการของระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง:

  • ไอถี่ขึ้น ไอไอมีเสมหะเหนียว หรือไอจนเจ็บหน้าท้อง/เจ็บหน้าอก
  • ไข้สูงลอย ไม่ลดลงแม้จะรับประทานยาลดไข้
  • หายใจเร็วสั้น หายใจตื้น และเริ่มใช้แรงในการหายใจ
  • เกิดภาวะอกบุ๋ม (Subcostal/Intercostal Retraction) ปีกจมูกบาน (Nasal Flaring) และเสียงหายใจครืดคราด

ระยะที่ 3: ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage - สัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป)

หากได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างถูกต้องทันท่วงที ไข้จะเริ่มลดลง อัตราการหายใจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อาการไอและเสมหะจะค่อยๆ ลดลง โดยอาจใช้เวลา 1-3 สัปดาห์กว่าเนื้อปอดจะฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ 100%

4. สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags: อาการวิกฤตที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที

Red Flags Checklist: หากลูกน้อยมีอาการในข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ต้องนำส่งแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
  • อกบุ๋ม หรือชายโครงบุ๋มชัดเจน: บริเวณใต้ชายโครงหรือระหว่างซี่โครงลึกลงไปทุกครั้งที่หายใจเข้า
  • หายใจเร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามช่วงอายุ (Tachypnea):
    • เด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้ง/นาที ขึ้นไป
    • เด็กอายุ 2 เดือน - 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้ง/นาที ขึ้นไป
    • เด็กอายุ 1 ขวบ - 5 ขวบ: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้ง/นาที ขึ้นไป
    • เด็กอายุมากกว่า 5 ขวบ: หายใจตั้งแต่ 30 ครั้ง/นาที ขึ้นไป
  • ปีกจมูกบาน (Nasal Flaring): รูจมูกขยายกว้างและพองออกอย่างชัดเจนทุกครั้งที่หายใจ
  • มีเสียงครางขณะถอนหายใจออก (Grunting Sound): เกิดจากร่างกายพยายามรักษาแรงดันในปอดไว้
  • ริมฝีปาก ลิ้น หรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ/ซีด (Cyanosis): แสดงถึงภาวะขาดออกซิเจนในเลือดขั้นรุนแรง
  • ซึม ซึมมาก ไม่สบตา ปลุกย่อยยาก หรือหมดสติ
  • ไม่ยอมดื่มน้ำ/นม หรืออาเจียนทุกครั้งที่รับประทานอาหาร: เสี่ยงต่อภาวะช็อกและขาดน้ำรุนแรง
  • ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียสติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือมีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure)

5. แนวทางการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

เมื่อเด็กมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินและตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันภาวะปอดอักเสบและประเมินระดับความรุนแรง:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย (Physical Examination)

แพทย์จะตรวจนับอัตราการหายใจ ประเมินการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ และใช้หูฟังทางการแพทย์ (Stethoscope) ฟังเสียงปอด ซึ่งมักพบเสียงผิดปกติ เช่น เสียง Crepitation (เสียงฟังคล้ายเสียงผมถูกัน แสดงถึงมีสารน้ำในถุงลม) หรือเสียง Wheezing (เสียงหวีดจากการแคบลงของหลอดลม)

2. การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry)

ใช้อุปกรณ์หนีบที่ปลายนิ้วมือหรือปลายเท้าเพื่อวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation - SpO2) หากค่า SpO2 ต่ำกว่า 95% ถือว่ามีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ และหากต่ำกว่า 92% ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับออกซิเจนบำบัดทันที

3. การภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray)

การเอกซเรย์ปอดเป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันตำแหน่งและขอบเขตของการอักเสบ ภาพเอกซเรย์จะแสดงผื่นฝ้าขาว (Infiltrate) หรือการรวมตัวของมูกหนาแน่นในเนื้อปอด (Consolidation) รวมถึงช่วยตรวจหาภาวะแทรกซ้อน เช่น มีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด (Pleural Effusion)

4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)

  • Rapid Antigen Test / Nasal Swab PCR: ตรวจหาเชื้อไวรัส RSV, ไข้หวัดใหญ่ (Influenza A/B), Mycoplasma หรือ COVID-19 จากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก
  • การตรวจเลือด (Complete Blood Count - CBC & CRP): เพื่อแยกแยะว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย และประเมินการอักเสบในร่างกาย

6. วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ (เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย) และความรุนแรงของโรค:

การรักษาในโรงพยาบาล (Hospitalization)

เด็กที่มีอาการอกบุ๋ม ออกซิเจนในเลือดต่ำ หรือกินอาหารไม่ได้ จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยแพทย์จะให้การรักษาดังนี้:

  • การให้การสนับสนุนระบบหายใจ (Oxygen Therapy): ให้ออกซิเจนผ่านสาย Cannula, หน้ากาก หรือเครื่องให้ออกซิเจนแรงดันสูง (High-Flow Nasal Cannula)
  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): หากสงสัยหรือยืนยันการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (IV Antibiotics)
  • ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs): เช่น Oseltamivir ในกรณีติดเชื้อไข้หวัดใหญ่รุนแรง
  • การพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator Nebulization): ในกรณีที่มีภาวะหลอดลมตีบตัวร่วมด้วย
  • การเคาะปอดและดูดเสมหะ (Chest Physical Therapy & Suctioning): เพื่อช่วยระบายเสมหะข้นเหนียวออกจากทางเดินหายใจ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี (Tepid Sponge) เป็นสิ่งสำคัญมากในการป้องกันอาการชักจากไข้สูง ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง เช็ดถูย้อนรูขุมขนบริเวณข้อพับ ลำคอ และซอกแร้ เป็นเวลา 15-20 นาที ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมแอลกอฮอล์เด็ดขาด

การดูแลและพยาบาลต่อเนื่องที่บ้าน

  • การพ่นและล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution - 0.9% NSS): เพื่อดูดเคลียร์น้ำมูก ลดการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ก่อนการให้นมหรืออาหาร
  • การให้อาหารและน้ำ: ป้อนน้ำเกลือแร่ (ORS) นม หรืออาหารอ่อนทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง (Small Frequent Feeds) เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำและอิดโรย
  • พักผ่อนในบรรยากาศที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก: หลีกเลี่ยงห้องที่อับชื้น เลี่ยงการเปิดพัดลมจ่อตัวเด็กโดยตรง

7. ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Precautions & Contraindications)

ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด:
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเองโดยเด็ดขาด: เนื่องจากโรคปอดอักเสบในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรง
  • ข้อห้ามการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และแอสไพริน (Aspirin): ห้ามให้ยาไอบูโพรเฟนแก่เด็กที่ยังมีไข้สูงโดยยังไม่ได้ขจัดข้อสงสัยของโรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารรุนแรง และห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะ Reye's Syndrome ซึ่งทำลายตับและสมองอย่างรุนแรง
  • การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้อง: ขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อการกิน 1 ครั้ง ทานห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง และห้ามทานเกิน 5 ครั้งต่อวัน (เช่น เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ควรได้รับยาพาราเซตามอล 100-150 มิลลิกรัมต่อครั้ง)
  • ห้ามซื้อยากดอาการไอ (Cough Suppressants) ให้เด็กเล็กทานเอง: อาการไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะออก การกดอาการไอจะทำให้เสมหะตกค้างและคั่งค้างในปอดมากขึ้น ส่งผลให้ปอดอักเสบทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

8. วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention, Vaccine & Nutrition)

การป้องกันโรคปอดอักเสบสามารถทำได้ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างภูมิคุ้มกันและการปรับเปลี่ยนสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน:

1. การรับวัคซีนป้องกันโรค (Immunization)

  • วัคซีนไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV): ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี สาเหตุสำคัญของปอดบวมและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • วัคซีนฮิบ (Hib Vaccine): บรรจุอยู่ในวัคซีนรวมพื้นฐานของเด็ก
  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปี ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  • ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกัน RSV (RSV Monoclonal Antibodies): ทางเลือกใหม่ทางการแพทย์ในการป้องกันการติดเชื้อ RSV รุนแรงในทารกกลุ่มเสี่ยง

2. โภชนาการและการสร้างภูมิคุ้มกัน

  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (Exclusive Breastfeeding): นมแม่มีภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติ (Antibodies) ที่ช่วยปกป้องเด็กจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 6 เดือนแรกของชีวิต
  • อาหารครบ 5 หมู่: เน้นอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินเอ และซิงค์ (Zinc) เพื่อเสริมสร้างกลไกการปกป้องเยื่อบุทางเดินหายใจ

3. สุขอนามัยและ

  • ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ทั้งผู้เลี้ยงดูและตัวเด็ก
  • หลีกเลี่ยงการนำเด็กเล็กไปในสถานที่ชุมชนอัดแอ ช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • งดเว้นบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง/มือสาม (Secondhand & Thirdhand Smoke) เด็ดขาด: ควันบุหรี่และฝุ่นมลพิษ PM2.5 ทำลายขนแกว่ง (Cilia) ในทางเดินหายใจของเด็ก ทำให้ปอดติดเชื้อได้ง่ายขึ้นและรุนแรงขึ้นอย่างมาก

9. กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่/ผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

Checklists สรุปขั้นตอนรับมือเมื่อลูกเริ่มมีอาการป่วยทางเดินหายใจ:
  1. ปลดเสื้อผ้าลูกออก: สังเกตการหายใจบริเวณจมูก ทรวงอก และหน้าท้องของลูกโดยตรง
  2. นับอัตราการหายใจเต็ม 1 นาที: ขณะลูกสงบหรือหลับ (นับการกระบังลมพองขึ้นและยุบลงเป็น 1 ครั้ง)
  3. ตรวจสอบอาการ "อกบุ๋ม": สังเกตว่ามีรอยรั้งบุ๋มลึกลงไปใต้ชายโครงหรือระหว่างกระดูกซี่โครงหรือไม่
  4. ประเมินความรู้สึกตัวและการกิน: ลูกซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรืออาเจียนหมดหรือไม่
  5. หากพบอาการ อกบุ๋ม + หายใจเร็ว + ซึม: หยุดรอสังเกตอาการที่บ้าน และนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down