ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ปอดอักเสบในเด็กเล็ก ภัยเงียบระบบทางเดินหายใจที่คุณแม่ต้องรู้เท่าทัน

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือที่มักเรียกกันทั่วไปว่า โรคปอดบวม เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มเด็กเล็กทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากโครงสร้างระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กยังมีขนาดเล็ก ท่อทางเดินหายใจแคบ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ เมื่อเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เชื้อจึงสามารถแพร่กระจายลงสู่ปอดได้ง่ายและรวดเร็วกว่าในผู้ใหญ่

เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจและเฝ้าระวังภัยเงียบนี้ แพทย์จึงได้สรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโรค ปอดอักเสบในเด็กเล็ก: อาการเริ่มแรกเริ่มปรากฏสัญญาณอย่างไร เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ก่อนที่อาการจะลุกลามจนเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่เด็กต้องใช้แรงในการหายใจอย่างมากจนเกิดลักษณะอกบุ๋ม ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคปอดอักเสบในเด็กเล็ก

ปอดอักเสบเกิดจากการติดเชื้อของเนื้อปอด ซึ่งประกอบด้วยหลอดลมฝอยส่วนปลาย (Respiratory Bronchioles) และถุงลมปอด (Alveoli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบ บวม และมีสารคัดหลั่งหรือหนองคั่งค้างอยู่ภายในถุงลมปอด ขัดขวางกระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ สาเหตุหลักสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังนี้

1. การติดเชื้อไวรัส (Viral Pneumonia)

เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เชื้อไวรัสที่สำคัญ ได้แก่

  • Respiratory Syncytial Virus (RSV): เชื้อไวรัสยอดฮิตในฤดูฝนและฤดูหนาว ก่อให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบรุนแรงในทารก
  • Influenza Virus: เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีความรุนแรงและสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบได้รวดเร็ว
  • Adenovirus, Rhinovirus และ Human Metapneumovirus (hMPV): เชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ที่สามารถก่อโรคปอดอักเสบได้เช่นกัน

2. การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Pneumonia)

มักมีความรุนแรงของโรคมากกว่าการติดเชื้อไวรัส และอาจเกิดขึ้นตามหลังการติดเชื้อไวรัสเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทางเดินหายใจอ่อนแอลง เชื้อแบคทีเรียที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • Streptococcus pneumoniae (Pneumococcus): เชื้อก่อโรคปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่รุนแรงในเด็ก
  • Haemophilus influenzae type b (Hib): เชื้อแบคทีเรียที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนพื้นฐาน
  • Mycoplasma pneumoniae: มักพบในเด็กโต แต่อาจพบในเด็กเล็กได้เช่นกัน ก่อให้เกิดอาการปอดอักเสบแบบไม่รุนแรงเฉียบพลันแต่เรื้อรัง (Atypical Pneumonia)
ข้อมูลทางการแพทย์: เชื้อโรคเหล่านี้สามารถติดต่อผ่านทางฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย จากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมาสัมผัสบริเวณจมูก ปาก หรือตาของเด็กเล็ก

จากหวัดธรรมดาสู่ปอดอักเสบ: สังเกตอาการตามระยะของโรค

การดำเนินโรคของปอดอักเสบในเด็กเล็กมักเริ่มจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ก่อนจะลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญดังนี้

ระยะแรก (Early Phase) - อาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป

อาการเริ่มแรกมักแยกได้ยากจากไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) เด็กจะมีอาการน้ำมูกไหล ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อย และอาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้เลยก็ได้ ในระยะนี้เด็กส่วนใหญ่ยังร่าเริง เล่นได้ และรับประทานอาหารหรือนมได้ตามปกติ ทำให้ผู้ปกครองมักคิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดทั่วไป

ระยะลุกลาม (Progressive Phase) - เชื้อเริ่มลงสู่ปอด

เมื่อเชื้อโรคเริ่มแพร่กระจายลงสู่ถุงลมปอด อาการจะเริ่มเด่นชัดขึ้น เด็กจะมีไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการไอจะรุนแรงขึ้น ไอเป็นชุดๆ หรือไอมีเสมหะข้นเหนียว เด็กจะเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร ซึมลง งอแง อ่อนเพลีย และไม่ยอมดูดนมเนื่องจากเหนื่อยขณะกลืน

ระยะวิกฤต (Respiratory Distress Phase) - ภาวะพร่องออกซิเจน

เมื่อถุงลมปอดอักเสบมากขึ้นและเต็มไปด้วยหนองหรือสารคัดหลั่ง พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนจะลดลงอย่างมาก ร่างกายของเด็กจะพยายามชดเชยเพื่อให้ได้ออกซิเจนเพียงพอ โดยการเพิ่มอัตราการหายใจให้เร็วขึ้น (Tachypnea) และใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Accessory Muscle Use) ส่งผลให้เกิดอาการหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม และซี่โครงบาน

ทำไมจู่ๆ ลูกถึงหายใจแรงจนอกบุ๋ม? ไขข้อข้องใจสรีรวิทยาของเด็กเล็ก

อาการหายใจแรงจนอกบุ๋ม (Chest Retractions) คือสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตทางการแพทย์ที่บ่งบอกว่าปอดของเด็กกำลังทำงานหนักอย่างสุดความสามารถเพื่อเอาชีวิตรอด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากกลไกทางสรีรวิทยาเฉพาะของเด็กเล็ก ดังนี้

กระดูกซี่โครงและผนังทรวงอกของเด็กเล็กยังมีความอ่อนตัวและยืดหยุ่นสูง (Highly Compliant Chest Wall) เนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่ยังเป็นกระดูกอ่อน ต่างจากผู้ใหญ่ที่มีกระดูกซี่โครงแข็งแรงและคงรูปได้ดี เมื่อเนื้อปอดเกิดการอักเสบ ปอดจะสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดความแข็งตัว (Decreased Lung Compliance) ทำให้ปอดขยายตัวเพื่อรับอากาศได้ยากขึ้น

เมื่อปอดขยายตัวยากขึ้น ร่างกายของเด็กจึงต้องออกแรงในการหายใจเข้าอย่างรุนแรง โดยการหดตัวของกะบังลมและกล้ามเนื้อซี่โครงอย่างเต็มที่ การออกแรงนี้จะสร้างแรงดันลบปริมาณมหาศาลภายในช่องอก (High Negative Intrapleural Pressure) เพื่อพยายามดึงอากาศเข้าไปในปอดที่แข็ง แรงดันลบที่สูงมากนี้เองที่จะดึงรั้งผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนรอบๆ ทรวงอกที่ยังยืดหยุ่นสูงให้บุ๋มเข้าไปด้านในตามจังหวะการหายใจเข้า สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่บริเวณใต้ชายโครง (Subcostal Retraction) ระหว่างซี่โครง (Intercostal Retraction) และรอยบุ๋มเหนือกระดูกหน้าอกบริเวณคอ (Suprasternal Retraction)

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบอาการอกบุ๋มร่วมกับการหายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือมีเสียงคราง (Grunting) ขณะหายใจออก บ่งชี้ว่าเด็กกำลังตกอยู่ในภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Failure) ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

ผู้ปกครองต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทันที

  • อัตราการหายใจเร็วเกินเกณฑ์มาตรฐาน (Tachypnea) ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยนับขณะที่เด็กสงบหรือหลับสนิท เป็นเวลาเต็ม 1 นาที:
    • เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
    • เด็กอายุ 2 ถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
    • เด็กอายุ 1 ถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  • มีอาการอกบุ๋มชัดเจน (Chest Retractions): ผิวหนังบริเวณใต้ชายโครง ระหว่างซี่โครง หรือคอ บุ๋มลึกเข้าไปขณะหายใจเข้า
  • ปีกจมูกขยับบานตามจังหวะการหายใจ (Nasal Flaring)
  • มีเสียงหายใจผิดปกติ: เช่น เสียงครางเบาๆ ในคอขณะหายใจออก (Grunting) เสียงหวีด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในปอดเด่นชัด
  • ภาวะเขียวคล้ำ (Cyanosis): ริมฝีปาก ลิ้น เล็บมือ หรือปลายมือปลายเท้ามีสีม่วงคล้ำหรือสีซีดเทา เนื่องจากขาดออกซิเจน
  • ซึมลงมากผิดปกติ: ปลุกตื่นยาก ไม่เล่น ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม หรือมีอาการร้องกวน งอแงตลอดเวลาโดยไม่สามารถปลอบให้สงบได้
  • ไม่ยอมกินนมหรือน้ำ: ปฏิเสธการดูดนมและน้ำโดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำเฉียบพลัน
  • มีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion) หรือไข้สูงลอยเกิน 38.5 องศาเซลเซียสที่ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อนำเด็กมาพบแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อประเมินความรุนแรงและหาสาเหตุของโรค ดังนี้

1. การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด (History & Physical Examination): แพทย์จะซักประวัติระยะเวลาของไข้ ลักษณะการไอ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และตรวจร่างกายโดยการฟังเสียงปอดด้วยหูฟัง (Stethoscope) เพื่อตรวจหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงเสมหะในปอด (Crepitation หรือ Crackles) หรือเสียงหลอดลมตีบ (Wheezing)

2. การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): การหนีบเครื่องวัดที่ปลายนิ้วหรือฝ่าเท้าเพื่อประเมินความเข้มข้นของออกซิเจนในกระแสเลือด โดยค่าปกติในเด็กควรมากกว่า 95-96% หากต่ำกว่านี้บ่งบอกถึงภาวะพร่องออกซิเจน

3. การภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อยืนยันการวินิจฉัยปอดอักเสบ โดยจะปรากฏรอยฝ้าขาว (Infiltration หรือ Consolidation) บนเนื้อปอด ซึ่งช่วยระบุตำแหน่งและความรุนแรงของโรคได้ชัดเจน

4. การตรวจหาเชื้อก่อโรค (Pathogen Identification): การป้ายสิ่งคัดหลั่งในโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส เช่น RSV ไข้หวัดใหญ่ หรือ COVID-19 ด้วยวิธี Rapid Antigen Test หรือการตรวจหาสารพันธุกรรม (Multiplex PCR)

5. การเจาะเลือดตรวจ (Blood Tests): ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจเจาะเลือดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) และสารบ่งชี้การอักเสบ (CRP หรือ Procalcitonin) เพื่อช่วยแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

วิธีดูแลรักษาโรคปอดอักเสบในเด็กเล็กอย่างถูกต้อง

การรักษาโรคปอดอักเสบในเด็กเล็กแบ่งออกเป็นการรักษาทางการแพทย์และการดูแลพยาบาลที่บ้านสำหรับรายที่มีอาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลต่อที่บ้านได้

1. การรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment)

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): จะใช้เฉพาะในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยหรือสงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น โดยต้องรับประทานยาติดต่อกันจนครบตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้น
  • ยาลดไข้และยาบรรเทาอาการ: ให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ และอาจให้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่นในกรณีที่มีเสียงหวีดหรือหลอดลมตีบ
  • การบำบัดด้วยออกซิเจน (Oxygen Therapy): สำหรับผู้ป่วยที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จะให้ออกซิเจนผ่านทางสายจมูก (Nasal Cannula) หรือหน้ากากพิเศษ
  • การดูดเสมหะและการทำกายภาพบำบัดทรวงอก (Chest Physical Therapy): เพื่อช่วยระบายเสมหะออกจากทางเดินหายใจ ช่วยให้เด็กหายใจสะดวกขึ้น

2. การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care)

  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด เช็ดตัวย้อนทิศทางรูขุมขนเข้าหาหัวใจ และเน้นประคบบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ และซอกคอ เพื่อระบายความร้อน
  • การป้องกันภาวะขาดน้ำ: ป้อนน้ำเปล่า นม หรือน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากไข้และการหายใจเร็ว และช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น
  • การจัดท่าทางนอน: ให้เด็กนอนยกศีรษะสูงเล็กน้อย เพื่อช่วยให้กะบังลมทำงานสะดวกและหายใจง่ายขึ้น
  • การดูแลสิ่งแวดล้อม: หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละออง ควันบุหรี่ ควันไฟ หรือกลิ่นฉุน ซึ่งจะกระตุ้นการระคายเคืองทางเดินหายใจและทำให้ไอมากขึ้น
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด:
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด: หากปอดอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะจะไม่สามารถรักษาได้ และยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพ้ยาและการดื้อยาในอนาคต
  • การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง: ต้องใช้ขนาดยา 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง และทานห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ห้ามทานเกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบจากยาเกินขนาด
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หากยังไม่ได้ตัดประเด็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากอาจทำให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและกลุ่มอาการไรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายเฉียบพลันถึงชีวิต
  • หลีกเลี่ยงยาแก้ไอชนิดกดอาการไอ (Cough Suppressants): เพราะจะทำให้กลไกการขับเสมหะตามธรรมชาติเสียไป เสมหะจะคั่งค้างในปอดจนอุดกั้นทางเดินหายใจและทำให้อาการปอดอักเสบแย่ลง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคปอดอักเสบในเด็กเล็กสามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดีร่วมกับการรับวัคซีนป้องกันโรคอย่างครบถ้วนตามกำหนด

1. การรับวัคซีนป้องกันโรค (Vaccination)

วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการป้องกันปอดอักเสบจากเชื้อรุนแรง:

  • วัคซีนไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine - PCV): ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปอดอักเสบรุนแรงและติดเชื้อในกระแสเลือด
  • วัคซีนฮิบ (Hib Vaccine): มักรวมอยู่ในวัคซีนพื้นฐาน 5 โรคหรือ 6 โรค ช่วยป้องกันปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียฮิบ
  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป เพื่อลดโอกาสเกิดปอดอักเสบแทรกซ้อน

2. การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล (Hygiene)

  • ล้างมือของเด็กและผู้ดูแลบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการนำเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการหวัดหรือไอ
  • ทำความสะอาดของเล่นและสิ่งของที่เด็กสัมผัสบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ

3. โภชนาการและการสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

  • ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก เนื่องจากนมแม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจของทารก
  • ดูแลให้เด็กได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ตามวัยเพื่อการเจริญเติบโตและรักษาระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติทันทีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ (Parent Actionable Checklist):
  • หากลูกมีอาการหวัด ให้สังเกตจังหวะการหายใจและนับอัตราการหายใจขณะหลับวันละ 2 ครั้ง
  • เปิดเสื้อของลูกเพื่อตรวจดูบริเวณชายโครงและซอกคอว่ามีรอยบุ๋มขณะหายใจเข้าหรือไม่
  • เตรียมยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็กติดบ้านไว้ และรู้น้ำหนักตัวปัจจุบันของลูกเพื่อคำนวณปริมาณยาที่ถูกต้อง
  • พาลูกไปรับวัคซีนป้องกันไอพีดี (PCV) และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามกำหนดนัดของกุมารแพทย์
  • หากพบสัญญาณเตือนภัย เช่น หายใจเร็ว อกบุ๋ม หรือซึมลง ให้งดน้ำและอาหารทางปากทันทีเพื่อป้องกันการสำลัก และรีบเดินทางไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down