ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภาวะปอดอักเสบในทารก ภัยเงียบระบบทางเดินหายใจที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือที่นิยมเรียกกันว่าภาวะปอดบวม เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่างที่มีความรุนแรงสูงและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็กเล็กทั่วโลก โดยเฉพาะทารกแรกเกิดถึงอายุ 1 ปี ซึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ร่วมกับโครงสร้างทางกายวิภาคของระบบทางเดินหายใจที่มีขนาดเล็ก ทางเดินหายใจแคบ และกระดูกซี่โครงมีความยืดหยุ่นสูงแต่กล้ามเนื้อช่วยหายใจยังไม่แข็งแรง ส่งผลให้เมื่อเกิดการติดเชื้อ การอักเสบจะลุกลามไปยังเนื้อปอดและถุงลม (Alveoli) ได้อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดภาวะพร่องออกซิเจนและระบบหายใจล้มเหลวตามมาได้อย่างฉับพลัน

ความท้าทายสำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลคือ ทารกยังไม่สามารถสื่อสารบอกความรู้สึกเหนื่อยหรือเจ็บป่วยเป็นคำพูดได้ อาการเริ่มแรกมักดูคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่สามารถทรุดลงสู่ภาวะวิกฤตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การสังเกตอาการแสดงทางกายภาพ เช่น ลักษณะการหายใจ อัตราการหายใจ และการเคลื่อนไหวของทรวงอก จึงเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยปกป้องชีวิตของลูกน้อยได้อย่างทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมทารกถึงหายใจซี่โครงบานและอกบุ๋ม?

เชื้อก่อโรคและปัจจัยกระตุ้น

ปอดอักเสบในทารกเกิดจากการติดเชื้อในเนื้อปอด ซึ่งเชื้อก่อโรคแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักได้ดังนี้:

  • เชื้อไวรัส (Viruses): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในทารกและเด็กเล็ก ได้แก่ ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus), ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus), ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza), อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) โดยเฉพาะ RSV ที่มักทำให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบร่วมกับปอดอักเสบ (Bronchopneumonia)
  • เชื้อแบคทีเรีย (Bacteria): เช่น เชื้อสเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนิอี (Streptococcus pneumoniae หรือ เชื้อนิวโมค็อกคัส), เชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนซา ชนิดบี (Haemophilus influenzae type b - Hib) และ เชื้อสแตฟฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) การติดเชื้อแบคทีเรียมักทำให้มีไข้สูงเฉียบพลันและมีอาการรุนแรง
  • เชื้อก่อโรคชนิดอื่นๆ: เช่น เชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma pneumoniae) หรือการสำลักน้ำนม สิ่งแปลกปลอม หรือกรดในกระเพาะอาหารลงสู่ปอด (Aspiration Pneumonia)

กลไกทางสรีรวิทยา: ทำไมลูกถึงหายใจซี่โครงบานและอกบุ๋ม (Retractions)

เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่เนื้อปอด เม็ดเลือดขาวจะเข้าสู่บริเวณที่มีการติดเชื้อ เกิดกระบวนการอักเสบ หลั่งสารคัดหลั่ง น้ำเหลือง และหนองเข้าไปสะสมในถุงลมปอด ส่งผลให้พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง เนื้อปอดเกิดความแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น (Decreased Lung Compliance) ทำให้ทารกได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ร่างกายจึงต้องสั่งการให้ระบบทางเดินหายใจทำงานหนักขึ้นเพื่อดึงอากาศเข้าสู่ปอดให้ได้มากที่สุด

โครงสร้างทรวงอกของทารกประกอบด้วยกระดูกอ่อนที่ยังไม่แข็งตัวเต็มที่ ผนังทรวงอกจึงมีความนิ่มและยืดหยุ่นสูงมาก เมื่อทารกพยายามใช้กล้ามเนื้อกะบังลมและกล้ามเนื้อเสริมในการหายใจเพื่อขยายปอดที่มีการอุดกั้น ความดันภายในช่องอกจะลดต่ำลงอย่างมากจนเกิดเป็นแรงดึงดูดด้านลบ (Negative Intrathoracic Pressure) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครง (Intercostal space), ชายโครง (Subcostal space), และใต้กระดูกอก (Substernal space) ถูกดูดบุ๋มลึกเข้าไปข้างในตามจังหวะการหายใจเข้า เกิดเป็นภาพที่พ่อแม่เห็นว่า "ลูกหายใจจนหน้าอกบุ๋ม ท้องกระเพื่อมแรง และชายโครงบานเปิดออก" ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนขั้นวิกฤตของภาวะหายใจลำบาก (Respiratory Distress)

ข้อสังเกตสำคัญ: อัตราการหายใจที่เร็วเกินเกณฑ์อายุ (Tachypnea) เป็นตัวชี้วัดแรกสุดของภาวะปอดอักเสบในทารก โดยเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ดังนี้:
  • ทารกอายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  • ทารกอายุ 2 เดือน ถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
  • เด็กอายุ 1 ปี ถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป

ระยะและการดำเนินโรค: สังเกตการเปลี่ยนแปลงในแต่ละระยะ

1. ระยะเริ่มต้น (Early Stage: 1-3 วันแรก)

อาการมักเริ่มต้นเหมือนไข้หวัดส่วนบน ทารกจะมีอาการคัดจมูก มีน้ำมูกใส จาม และมีไข้ต่ำถึงไข้ปานกลาง ในระยะนี้ทารกอาจจะยังดูดนมได้ดี แต่อาจเริ่มมีอาการไอแห้งๆ หงุดหงิด และงอแงง่ายขึ้น

2. ระยะลุกลามเข้าสู่ปอด (Progression Stage: วันที่ 3-5)

เชื้อโรคเริ่มแพร่กระจายลงสู่หลอดลมส่วนปลายและเนื้อปอด ทารกจะมีอาการไอถี่ขึ้น ไอลึก มีเสมหะเหนียวข้นในลำคอ มีไข้สูงขึ้น หายใจเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทารกจะเริ่มดูดนมได้ช้าลง หยุดพักหายใจขณะดูดนมบ่อยขึ้น ร้องกวน โยเย และนอนหลับได้ไม่สนิท

3. ระยะวิกฤตหรือหายใจลำบาก (Critical Respiratory Distress Stage)

หากไม่ได้รับการรักษา การแลกเปลี่ยนก๊าซจะบกพร่องอย่างรุนแรง ทารกจะแสดงอาการหายใจหอบเหนื่อยชัดเจน ซี่โครงบาน อกบุ๋ม ปีกจมูกบานตามจังหวะหายใจ อาจมีเสียงหายใจดังหวีด (Wheezing) หรือเสียงครางฮื่อๆ (Grunting) ในช่วงหายใจออก ทารกจะปฏิเสธการดื่มนม ซึมลง หรือกระสับกระส่ายจากภาวะขาดออกซิเจน

4. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage: สัปดาห์ที่ 1-2 หลังการรักษา)

เมื่อได้รับยาและการรักษาที่เหมาะสม อาการไข้และหอบเหนื่อยจะลดลงเป็นลำดับแรก การดูดนมดีขึ้น แต่อาการไอยังคงมีต่อเนื่องได้อีก 1-3 สัปดาห์เนื่องจากเยื่อบุทางเดินหายใจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูและขับเสมหะตกค้างออก

สัญญาณเตือนอันตรายขั้นวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

หากพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่พ่อแม่ต้องพาทารกไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด:

  • หายใจอกบุ๋มลึก ชายโครงหวำ: ผิวหนังบริเวณคอด้านบน ใต้ซี่โครง หรือระหว่างร่องซี่โครงบุ๋มลงไปอย่างชัดเจนในทุกรอบการหายใจ
  • หายใจมีเสียงคราง (Grunting): ทารกเปล่งเสียงครางเบาๆ หรือเสียง "ฮื่อ" ในคอทุกครั้งที่หายใจออก เป็นกลไกที่ร่างกายพยายามกักลมไว้ในปอดเพื่อไม่ให้ถุงลมแฟบ
  • ปีกจมูกบาน (Nasal Flaring): รูจมูกขยายกว้างและหุบตามจังหวะการหายใจเข้า-ออก
  • พยักหน้าตามการหายใจ (Head Bobbing): ทารกใช้กล้ามเนื้อคอช่วยหายใจจนศีรษะโยกไปข้างหน้าตามจังหวะการหายใจเข้า
  • ภาวะตัวเขียวคล้ำ (Central Cyanosis): ริมฝีปาก ลิ้น ลำตัว หรือปลายมือปลายเท้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำหรือซีดเซียว
  • มีภาวะหยุดหายใจ (Apnea): ทารกหยุดหายใจเป็นช่วงๆ นานเกิน 15-20 วินาที หรือหยุดหายใจร่วมกับตัวเขียว
  • ซึมมาก ไม่ยอมดูดนม หรือดื่มน้ำไม่ได้: ทารกไม่ตื่น ไม่ตอบสนอง ร้องไห้ไม่มีเสียง หรือมีภาวะขาดน้ำรุนแรง (กระหม่อมบุ๋ม ปัสสาวะไม่ออกนานเกิน 6-8 ชั่วโมง ปากแห้ง ไม่มีน้ำตา)
  • มีอาการชัก: จากภาวะไข้สูงจัดหรือภาวะขาดออกซิเจนในสมอง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือนที่มีอาการไข้ (อุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 38.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป) ร่วมกับอาการไอหรือหายใจเร็ว จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงมากที่ต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อประเมินความรุนแรงและระบุเชื้อก่อโรค:

  • การตรวจร่างกายและการฟังเสียงปอด (Auscultation): แพทย์จะใช้หูฟังตรวจเสียงหายใจเพื่อตรวจหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงกรอบแกรบ (Crepitation/Crackles) ซึ่งบ่งบอกถึงน้ำหรือหนองในถุงลมปอด หรือเสียงหวีด (Rhonchi/Wheezing) จากหลอดลมตีบแคบ
  • การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): การหนีบเซนเซอร์ที่เท้าหรือนิ้วมือเพื่อวัดความอิ่มตัวของออกซิเจน (SpO2) หากค่าต่ำกว่า 94-95% ถือว่ามีภาวะพร่องออกซิเจนที่ต้องได้รับออกซิเจนเสริม
  • การตรวจเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): เพื่อดูลักษณะและตำแหน่งของรอยโรค เช่น รอยฝ้าขาวในเนื้อปอด (Infiltration), การอักเสบของหลอดลมฝอย (Peribronchial thickening) หรือภาวะแทรกซ้อน เช่น น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion) หรือปอดแฟบ (Atelectasis)
  • การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ (Nasopharyngeal Swab): การป้ายสิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูกเพื่อส่งตรวจ Rapid Antigen Test หรือ Multiplex PCR สำหรับตรวจหาเชื้อไวรัส RSV, ไข้หวัดใหญ่, หรือเชื้อก่อโรคอื่นๆ
  • การตรวจเลือด (Complete Blood Count & CRP): ตรวจนับเม็ดเลือดขาวและสารบ่งชี้การอักเสบเพื่อช่วยแยกโรคระหว่างการติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อแบคทีเรีย

วิธีรักษาทางการแพทย์และการดูแลเบื้องต้นก่อนถึงมือแพทย์

การรักษาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค:

  • การให้ออกซิเจนเสริม (Oxygen Therapy): ให้ผ่านทางสายออกซิเจนทางจมูก (Nasal Cannula), หน้ากากออกซิเจน หรือเครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศแรงดันบวก (High Flow Nasal Cannula) ในรายที่มีภาวะพร่องออกซิเจน
  • การดูดเสมหะและเคลียร์ทางเดินหายใจ (Suctioning & Chest Physical Therapy): ดูดน้ำมูกและเสมหะออกจากโพรงจมูกและคออย่างนุ่มนวล พร้อมทำกายภาพบำบัดทรวงอกเพื่อช่วยระบายเสมหะ
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): หากแพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน จะได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ เช่น กลุ่ม Ampicillin, Cefotaxime หรือ Ceftriaxone
  • การรักษาด้วยยาต้านไวรัส: เช่น การให้ยา Oseltamivir ในกรณีที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
  • การพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator Nebulization): พิจารณาใช้ในกรณีที่มีภาวะหลอดลมตีบเกร็งหรือมีเสียงหวีดร่วมด้วย
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluids): เพื่อป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำในทารกที่ไม่สามารถดูดนมได้

วิธีดูแลเบื้องต้นและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกต้อง

ในกรณีที่อาการยังไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้ดูแลที่บ้าน หรือระหว่างเตรียมตัวเดินทางไปพบแพทย์:

  • การจัดท่านอน: จัดให้ทารกนอนยกศีรษะและลำตัวส่วนบนสูงขึ้นประมาณ 30 องศา เพื่อช่วยให้กะบังลมหย่อนตัวและปอดขยายตัวได้ดีขึ้น ไม่อึดอัด
  • การล้างจมูกและดูดน้ำมูก: ใช้สารละลายน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline 0.9%) หยอดรูจมูกข้างละ 2-3 หยด แล้วใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกดูดออกเบาๆ เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง ช่วยให้ทารกดูดนมและหายใจได้สะดวกขึ้น
  • การป้อนนมทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง: ทารกที่หายใจเร็วจะเหนื่อยง่ายจากการดูดนม ควรแบ่งมื้อนมให้เล็กลงแต่ป้อนบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันการสำลักและไม่ให้กระเพาะอาหารขยายตัวจนดันกะบังลม
  • การเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี (Tepid Sponge): ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นปานกลาง เช็ดถูย้อนรูขุมขนเข้าสู่หัวใจ เน้นบริเวณซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ นานประมาณ 15-20 นาที ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด

ข้อควรระวังสำคัญและข้อห้ามทางการแพทย์ที่ไม่ควรทำ

ข้อห้ามและข้อควรระวังเด็ดขาดในการดูแลทารก:
  • ห้ามซื้อยาแก้ไอ ยาระงับการไอ หรือยาลดน้ำมูกให้ทารกรับประทานเอง: ยาแก้ไอแบบกดประสาท (Cough Suppressants) และยาลดน้ำมูกกลุ่ม Antihistamines ชนิดง่วง มีข้อห้ามใช้ในเด็กเล็กและทารก เนื่องจากทำให้เสมหะเหนียวข้น ขับออกยาก และอาจกดการหายใจจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยากลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน: การใช้ยาแอสไพรินในโรคติดเชื้อไวรัสมีความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการรายส์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำลายสมองและตับอย่างรุนแรง
  • การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องแม่นยำตามน้ำหนักตัว: ขนาดที่ถูกต้องคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทานห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน และห้ามกะขนาดยาตามอายุโดยไม่ชั่งน้ำหนัก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเอง: ยาปฏิชีวนะใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสได้ การใช้ยาผิดประเภทจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของทารก
  • ห้ามเคาะปอดแรงๆ โดยไม่ถูกวิธี: การเคาะปอดในทารกต้องใช้ฝ่ามือทำเป็นรูปถ้วยและทำอย่างนุ่มนวลตามแนวซี่โครง การเคาะผิดวิธีหรือรุนแรงอาจทำให้ซี่โครงหักหรืออวัยวะภายในบอบช้ำได้

วิธีป้องกันและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย

การป้องกันไม่ให้ทารกป่วยเป็นปอดอักเสบมีประสิทธิภาพสูงกว่าการรักษาเมื่อเกิดโรคแล้ว โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางหลักได้ดังนี้:

  • การรับวัคซีนป้องกันโรคตามเกณฑ์และวัคซีนเสริม:
    • วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV - Pneumococcal Conjugate Vaccine): ป้องกันโรคปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป
    • วัคซีนป้องกันฮิบ (Hib Vaccine): มักรวมอยู่ในวัคซีนรวมพื้นฐาน ป้องกันปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ Haemophilus influenzae type b
    • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปีในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
    • วัคซีนป้องกันโรคไอกรน (Pertussis Vaccine): ฉีดตามตารางวัคซีนพื้นฐาน (DTP)
  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (Exclusive Breastfeeding): นมแม่อุดมไปด้วยภูมิคุ้มกัน สารต้านการอักเสบ และแอนติบอดี (โดยเฉพาะ Secretory IgA) ที่ช่วยปกป้องเยื่อบุทางเดินหายใจของทารก แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรก
  • สุขอนามัยในการดูแล: ผู้เลี้ยงดูต้องล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลทุกครั้งก่อนสัมผัสหรืออุ้มทารก ทำความสะอาดของเล่นและของใช้เป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่แออัด: งดการนำทารกไปในสถานที่ปิด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการหวัด ไอ หรือจาม
  • สิ่งแวดล้อมปลอดควันบุหรี่และมลพิษ: หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ทั้งมือหนึ่ง มือสอง และมือสาม (สารพิษตกค้างตามเสื้อผ้า ผิวหนัง หรือเฟอร์นิเจอร์) รวมถึงฝุ่น PM2.5 เนื่องจากสารพิษเหล่านี้ทำลายเซลล์ขนกวัด (Cilia) ในหลอดลม ทำให้ระบบทางเดินหายใจติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

รายการตรวจสอบด่วนสำหรับพ่อแม่ (Actionable Checklist)

เมื่อลูกมีอาการหวัด ให้ตรวจสอบสัญญาณเหล่านี้ทุก 2-3 ชั่วโมง:

  • นับอัตราการหายใจตอนหลับ 1 นาทีเต็ม (เกิน 50-60 ครั้ง/นาทีหรือไม่?)
  • เปิดเสื้อดูหน้าอกและชายโครง (มีรอยบุ๋ม รอยหวำ หรือซี่โครงบานหรือไม่?)
  • สังเกตการดูดนม (ดูดนมได้ตามปกติ หรือดูดได้น้อยลงเกินครึ่งหนึ่ง?)
  • ฟังเสียงหายใจใกล้ๆ ปากและจมูก (มีเสียงครางฮื่อๆ เสียงวี้ด หรือเสียงครืดคราดรุนแรงหรือไม่?)
  • ตรวจดูสีผิว ริมฝีปาก และปลายเล็บ (มีสีชมพูดี หรือเริ่มซีด เขียวคล้ำ?)
  • สังเกตระดับความตื่นตัว (ตื่นมาร้องเล่นได้ หรือซึม ปลุกยาก?)

หากพบเครื่องหมายถูกในข้อที่ผิดปกติเพียงข้อเดียว ควรรีบนำทารกส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจประเมินทันที

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down