ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภัยเงียบจากไข้เลือดออกในเด็ก สัญญาณอันตรายที่พ่อแม่ห้ามมองข้าม

โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) นับเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อในเด็กที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัวและมีความรุนแรงสูงมากในประเทศไทย แต่ละปีมีเด็กเล็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนอันตราย โดยเฉพาะในช่วงที่โรคดำเนินเข้าสู่ระยะวิกฤต ซึ่งเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่อาจทำให้เด็กเกิดภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) ได้อย่างรวดเร็ว ความน่ากลัวของโรคนี้คือ อาการในระยะแรกมักมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่หรือไข้ไวรัสทั่วไป ทำให้ผู้ปกครองหลายท่านวางใจเมื่อเห็นไข้เริ่มลดลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ไข้ลดลงในวันที่สามถึงวันที่ห้าของโรค อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าเด็กกำลังก้าวเข้าสู่ระยะช็อกที่ต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วนที่สุด บทความฉบับนี้จึงถูกเรียบเรียงขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทำความเข้าใจถึงกลไกการเกิดโรค อาสังเกตอาการเตือนที่ถูกต้อง และรู้วิธีรับมือยามฉุกเฉินเพื่อปกป้องลูกรักให้ปลอดภัยจากภาวะวิกฤตนี้

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออกในเด็ก

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (Serotype 1, 2, 3 และ 4) โดยมียุงลายตัวเมีย (Aedes aegypti) เป็นพาหะนำโรค เมื่อเด็กถูกยุงที่มีเชื้อกัด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อเชื้อโรค กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก คือการที่เชื้อไวรัสกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารสื่ออักเสบต่างๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผนังของหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกาย ทำให้หลอดเลือดฝอยมีความผิดปกติและเกิดการรั่วซึมของพลาสมาหรือน้ำเหลืองออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ช่องเยื่อหุ้มปอด ช่องท้อง หรือเนื้อเยื่อต่างๆ ส่งผลให้ปริมาตรเลือดในระบบไหลเวียนโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่เพียงพอ จนเกิดเป็นภาวะช็อกที่อันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุด

ทำความเข้าใจ 3 ระยะของโรคไข้เลือดออก

การดำเนินของโรคไข้เลือดออกในเด็กมักแบ่งออกเป็น 3 ระยะที่ชัดเจน ซึ่งผู้ปกครองควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดในแต่ละวัน ดังนี้

ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง (Febrile Phase)

มักกินเวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน เด็กจะมีไข้สูงลอย 39 ถึง 40 องศาเซลเซียสอย่างฉับพลัน หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และปวดท้องร่วมด้วย ในระยะนี้อาจตรวจพบลักษณผื่นแดง หรือมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง การวินิจฉัยโรคในระยะนี้ทำได้ค่อนข้างยากเนื่องจากอาการคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป

ระยะที่ 2 ระยะวิกฤตหรือระยะช็อก (Critical Phase)

เป็นระยะที่สำคัญที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึง 5 ของโรค (หรือช่วงที่ไข้เริ่มลดลง) ในระยะนี้ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็วจนเกือบเป็นปกติ แต่เด็กจะมีอาการซึมลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลยหลายชั่วโมง ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่เนื่องจากตับโต หากมีการรั่วซึมของพลาสมามากเกินไป เด็กจะเข้าสู่ภาวะช็อก ความดันโลหิตลดลง ชีพจรเต้นเบาและเร็ว ซึ่งหากไม่ได้รับสารน้ำทดแทนอย่างทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

หากเด็กผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กจะเริ่มอยากอาหาร ปัสสาวะมากขึ้น ชีพจรและความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ ผื่นแดงหรือจุดเลือดออกที่เคยมีอาจจางหายไป และในบางรายอาจพบลักษณะผื่นคันบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า ซึ่งถือเป็นอาการปกติในระยะนี้

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: เมื่อลูกมีไข้และเข้าสู่วันที่ 3 ถึง 5 หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ห้ามรอจนครบกำหนดนัดและห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที:
  • ไข้ลดแต่ซึมลง: แม้ไข้ตัวร้อนจะลดลงแล้ว แต่เด็กกลับซึมลง ไม่ร่าเริง ปลุกตื่นยาก หรือหมดสติ
  • มือเท้าเย็นและชื้น: ปลายมือปลายเทาเย็นจัด ชีพจรเต้นเร็วแต่เบา ผิวหนังลายหรือซีดเผือด
  • กระสับกระส่ายหรือซึมสลับกัน: เด็กมีความผิดปกติทางอารมณ์ ร้องกวน งอแงผิดปกติ หรือซึมสลึมสลือ
  • ปวดท้องรุนแรง: บ่นปวดท้องมากบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ ซึ่งเกิดจากตับบวมโตจากการคั่งของน้ำเหลือง
  • อาเจียนต่อเนื่อง: อาเจียนทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ ทำให้ไม่สามารถรับประทานอะไรได้เลย
  • เลือดออกผิดปกติ: มีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำสนิท
  • ปัสสาวะลดลงอย่างเห็นได้ชัด: ไม่ปัสสาวะติดต่อกันนานเกิน 4 ถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำและช็อก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ปกครองนำเด็กที่มีอาการสงสัยโรคไข้เลือดออกมารับการตรวจ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการสัมผียุงและการระบาดในพื้นที่ จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเพื่อหาจุดเลือดออกและประเมินขนาดของตับ การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีความสำคัญสูงสุดคือ การเจาะเลือดเพื่อตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count หรือ CBC) เพื่อดูระดับของเกล็ดเลือด (Platelet) ที่มักจะมีค่าลดลงต่ำกว่าปกติ และการดูค่าความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit หรือ Hct) ซึ่งหากมีค่าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะบ่งบอกถึงการรั่วซึมของพลาสมาออกจากหลอดเลือด นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้น เช่น การตรวจหาโปรตีนของไวรัสเดงกี (NS1 Antigen Test) ซึ่งช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรกๆ ที่มีไข้

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษาโรคไข้เลือดออกไม่มีจำเพาะเจาะจงด้วยยาต้านไวรัส แต่เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย

ในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการรุนแรงหรือเข้าสู่ระยะวิกฤต แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำอย่างระมัดระวัง เพื่อทดแทนพลาสมาที่รั่วซึมออกมา และต้องมีการติดตามสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่องทุก 1 ถึง 2 ชั่วโมง รวมถึงการเจาะเลือดซ้ำเป็นระยะเพื่อประเมินความเข้มข้นของเลือดและเกล็ดเลือด สำหรับเด็กที่อาการไม่รุนแรงและยังสามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ แพทย์อาจอนุญาตให้ดูแลที่บ้านได้ โดยต้องให้เด็กดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) น้ำผลไม้ หรือนมในปริมาณมากๆ และสังเกตอาการเตือนอย่างเข้มงวด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลเด็กป่วยไข้เลือดออกที่บ้านมีความเสี่ยงสูงหากปฏิบัติไม่ถูกวิธี พ่อแม่ผู้ผู้ปกครองต้องจำแนกข้อปฏิบัติที่ห้ามทำเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของเด็ก:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด: ยาทั้งสองชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และกัดกระเพาะอาหาร ซึ่งจะไปเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารและมีเลือดออกรุนแรงมากขึ้น หากเด็กมีไข้สูง ให้ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เท่านั้น
  • การใช้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัว: ขนาดยาที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้ยาถี่เกินไปหรือใช้เกินขนาด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตับของเด็กได้
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง: เนื่องจากโรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น
  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง: ควรใช้น้ำอุ่นในการเช็ดตัว ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและระบายความร้อนได้ยากขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด และการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบริเวณบ้านและชุมชนอย่างสม่ำเสมอ

  • การกำจัดแหล่งน้ำขัง: คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ ปิดฝาโอ่งน้ำหรือภาชนะกักเก็บน้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันหรืออ่างบัวเป็นประจำทุกสัปดาห์
  • การป้องกันยุงกัด: ให้เด็กสวมเสื้อผ้าแขนยาวและขายาว ทายากันยุงที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก: ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้ ผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงอายุของเด็ก

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปขั้นตอนปฏิบัติเมื่อลูกเป็นไข้:
  1. สังเกตวันที่และอาการไข้: จดบันทึกระดับความร้อนและวันที่เริ่มมีไข้ เพื่อประเมินเข้าสู่วันที่ 3 ถึง 5 ของโรค
  2. ใช้ยาอย่างปลอดภัย: ให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด
  3. กระตุ้นการดื่มน้ำ: ให้เด็กจิบน้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ หรือนมบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  4. เฝ้าระวังระยะวิกฤต: เมื่อไข้เริ่มลดลง ให้สังเกตอาการซึม มือเท้าเย็น ปัสสาวะน้อยลง หรือปวดท้องอย่างใกล้ชิด
  5. รีบพบแพทย์ทันที: หากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) แม้เพียงข้อเดียว ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down