ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคไข้เลือดออกและมหันตภัยร้ายในเด็กเล็ก

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever and Dengue Hemorrhagic Fever) ถือเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องทุกปี เชื้อไวรัสนี้มียุงลายเป็นพาหะนำโรค และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงและมีความเสี่ยงสูงที่สุดคือกลุ่มเด็กเล็กและทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนา  ไม่เต็มที่ และร่างกายมีความเปราะบางต่อการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในระบบไหลเวียนโลหิตอย่างรวดเร็ว

ความน่ากลัวของโรคไข้เลือดออกคือความผันผวนของอาการที่รวดเร็วและคาดเดาได้ยาก โดยเฉพาะในระยะเปลี่ยนผ่านจากไข้สูงเข้าสู่ระยะวิกฤต ซึ่งมักสร้างความตายใจให้แก่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเข้าใจว่าเด็กอาการดีขึ้นเพราะไข้เริ่มลดลงแล้ว แต่แท้จริงแล้วนั่นคือจุดเริ่มต้นของภาวะช็อกที่อันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงที อาจทำให้เด็กเสียชีวิตภายในเวลาอันรวดเร็ว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออกในมุมมองทางการแพทย์

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ไวรัสสายพันธุ์ที่หนึ่ง สอง สาม และสี่ การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้ถึงสี่ครั้งเพราะภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นหลังหายป่วยจะป้องกันได้เฉพาะสายพันธุ์ที่เคยเป็นเท่านั้น เมื่อถูกยุงลายตัวเมียที่มีเชื้อกัด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ

กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรงและภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) คือการที่สารน้ำหรือพลาสมาภายในหลอดเลือดรั่วซึมออกมานอกผนังหลอดเลือด (Plasma Leakage) เนื่องจากความผิดปกติของผนังหลอดเลือดฝอย ภาวะนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกายลดลงอย่างฉับพลัน ความดันโลหิตตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ และไต ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดภาวะล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ ตามมาอย่างรวดเร็วหากแพทย์ไม่ให้สารน้ำทดแทนอย่างเหมาะสมในเวลาที่จำกัด

ลำดับอาการและระยะการดำเนินของโรคไข้เลือดออก

การดำเนินของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเพื่อสังเกตอาการของบุตรหลานได้อย่างแม่นยำ

  • ระยะไข้สูง (Febrile Phase): กินเวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน เด็กจะมีไข้สูงลอย 39 ถึง 40องศาเซลเซียสอย่างฉับพลัน หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ในบางรายอาจพบจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง
  • ระยะวิกฤต (Critical Phase): เป็นระยะที่อันตรายที่สุด กินเวลาประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมง มักเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึง 6 ของโรค โดยสังเกตได้จากไข้จะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว แต่เด็กจะมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด มือเท้าเย็น ชีพจรเบาและเร็ว ปัสสาวะออกน้อยลง หรือมีเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): หากเด็กผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้ด้วยการรักษาที่ถูกต้อง อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น ความอยากอาหารกลับมา ชีพจรและการหายใจกลับสู่ภาวะปกติ และผื่นแดงที่กระจายตามตัวจะเริ่มจางหายไป

สัญญาณเตือนอันตรายและอาการระยะช็อกที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในช่วงที่ไข้ลดลง ผู้ปกครองมักวางใจว่าเด็กหายป่วยแล้ว แต่สำหรับโรคไข้เลือดออก ช่วงที่ไข้ลดลงนี่เองคือสัญญาณอันตรายสูงสุด หากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ต้องรีบพาเด็กส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันทีโดยไม่มีข้อแม้

  • ซึมลงอย่างผิดปกติ: เด็กไม่ค่อยตอบสนอง เรียกชื่อไม่ค่อยหัน หรือนอนซึมปลุกตื่นยาก ซึ่งแสดงว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
  • มือเท้าเย็นและชื้น: ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำหรือเย็นจัด เหงื่อออกตามตัว ร่วมกับชีพจรเต้นเร็วและเบามาก
  • กระสับกระส่ายหรือกระวนกระวาย: เด็กอาจแสดงอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเข้าสู่ภาวะขาดออกซิเจนและช็อก
  • ปวดท้องรุนแรงและกดเจ็บใต้ชายโครงขวา: อาการปวดท้องตื้อๆ อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง เกิดจากการที่ตับโตและมีการคั่งของน้ำในช่องท้อง
  • อาเจียนต่อเนื่องหรืออาเจียนเป็นเลือด: อาเจียนทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ รวมถึงอุจจาระมีสีดำสนิทหรือมีเลือดปน
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะน้อยมาก: ไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง แสดงว่าไตเริ่มขาดเลือดและอยู่ในภาวะขาดน้ำรุนแรง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามรอจนกระทั่งเด็กหมดสติหรือความดันโลหิตต่ำจนวัดไม่ได้ ภาวะช็อกในเด็กสามารถดำเนินไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง การรีบนำส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เริ่มมีอาการซึมและมือเท้าเย็นจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยไข้เลือดออก กุมารแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจร่างกาย และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด เพื่อดูระดับเกล็ดเลือด (Platelets) ว่าลดลงต่ำกว่าปกติหรือไม่ และดูระดับความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) ว่าเพิ่มสูงขึ้นจากการรั่วซึมของพลาสมาหรือไม่
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสจำเพาะ (Dengue Antigen Test - NS1): ใช้ตรวจหาโปรตีนของเชื้อไวรัสเดงกีในช่วง 1 ถึง 3 วันแรกของการมีไข้
  • การตรวจหาภูมิต้านทาน (Dengue Serology - IgM and IgG): ใช้ตรวจเพื่อยืนยันการติดเชื้อในระยะหลังของโรค
  • การเอกซเรย์ปอดและอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง: ในรายที่มีอาการรุนแรง เพื่อประเมินปริมาณน้ำที่รั่วซึมเข้าสู่ช่องปอดและช่องท้อง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองระบบการไหลเวียนโลหิต เนื่องจากยังไม่มีon-specific antiviral drug หรือยาต้านไวรัสจำเพาะที่ออกฤทธิ์ทำลายเชื้อไวรัสเดงกีโดยตรง

  • การให้สารน้ำทดแทน: ในรายที่อยู่ในระยะวิกฤตหรือเริ่มมีภาวะช็อก แพทย์จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluid) อย่างระมัดระวังและคำนวณปริมาณตามน้ำหนักตัวและอัตราการรั่วของพลาสมาอย่างใกล้ชิด
  • การดูแลเรื่องการดื่มน้ำ: หากเด็กยังสามารถดื่มน้ำได้ ควรให้จิบเกลือแร่ (ORS) น้ำผลไม้ หรือน้ำซุปบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • การลดไข้ที่ปลอดภัย: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดเช็ดตัวเพื่อลดไข้ และให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดเท่านั้น
  • การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด: ในช่วง 3 วันแรกที่มีไข้ แพทย์อาจนัดมาเจาะเลือดติดตามอาการทุกวันเพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของเกล็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือด
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลเด็กที่เป็นไข้เลือดออกที่บ้านในช่วงที่ยังไม่มีอาการรุนแรง จำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ห้ามให้เด็กนอนหลับยาวโดยไม่ปลุกขึ้นมาดื่มน้ำหรือประเมินความรู้สึกตัว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาไข้ที่บ้าน

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในการดูแลเด็กที่มีไข้สูง อาจส่งผลให้อาการของโรคไข้เลือดออกรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ผู้ปกครองควรจดจำข้อห้ามทางการแพทย์เหล่านี้อย่างเคร่งครัด

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด: ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและกัดกระเพาะอาหาร ซึ่งจะไปซ้ำเติมอาการเลือดออกในทางเดินอาหารและทำให้ภาวะเลือดออกรุนแรงถึงชีวิต
  • การใช้ยาพาราเซตามอลต้องเคร่งครัดเรื่องขนาดยา: ขนาดยาที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทานห่างกันทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามให้ยาเกินขนาดเพราะอาจเป็นพิษต่อตับ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อทานเอง: ไข้เลือดออกเกิดจากไวรัส การทานยาปฏิชีวนะไม่มีผลรักษาโรคและยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มสีแดงหรือสีดำ: เช่น น้ำอัดลมสีดำ น้ำแดง หรืออาหารที่มีสีเข้ม เนื่องจากหากเด็กอาเจียนออกมา จะทำให้แพทย์แยกแยะไม่ออกว่าเป็นสีของอาหารหรือเป็นเลือดที่ออกในทางเดินอาหาร

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไข้เลือดออกที่ดีที่สุดคือการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและการป้องกันไม่ให้ยุงกัด รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

  • การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย: ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำกักเก็บน้ำใช้ เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ และกำจัดเศษภาชนะขังน้ำรอบบ้านตามหลัก 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค
  • การป้องกันไม่ให้ยุงกัด: ทายากันยุงที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก นอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวดที่หน้าต่างและประตูบ้าน
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้ ผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดวัคซีนตามคำแนะนำทางการแพทย์
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
  • จดจำให้ขึ้นใจ: ไข้ลด แต่ซึมลง มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย คือสัญญาณเตือนระยะช็อก
  • ห้ามให้ยาแอสไพรินและไอบูโพรเฟนลดไข้เด็ดขาด
  • หากเด็กมีอาการซึม ปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนไม่หยุด ให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดวันมีไข้
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down