ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกในเด็กและกลุ่มเสี่ยง

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี้ (Dengue Virus) ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ในกลุ่มเด็กเล็กและทารกมักมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และผนังหลอดเลือดฝอยมีความเปราะบางสูง ทำให้เกิดการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือดได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่ภาวะช็อกที่เป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไข้เลือดออกและการเข้าสู่ระยะช็อก

เชื้อไวรัสเดงกี้มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4) เมื่อเด็กถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มจำนวนขึ้น การติดเชื้อครั้งแรกมักมีอาการไม่รุนแรงเท่ากับการติดเชื้อครั้งที่สองต่างสายพันธุ์ เนื่องจากปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันในร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดสารหลั่งที่ทำให้ผนังหลอดเลือดมีความซึมผ่านสูงขึ้น

กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะช็อก (Dengue Shock Syndrome) เกิดจากพลาสมาหรือน้ำเหลืองรั่วออกจากหลอดเลือดฝอยเข้าสู่ช่องท้องและช่องปอด ส่งผลให้ปริมาตรเลือดใน vascular system ลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญเช่น สมอง หัวใจ และไตไม่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวตามมาได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

อาการสำคัญและลำดับระยะเวลาการดำเนินของโรค

การดำเนินของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ปกครองควรสังเกตและทำความเข้าใจอย่างละเอียดเพื่อรับมือได้อย่างถูกต้อง

  • ระยะไข้สูง (Febrile Phase): กินเวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน เด็กจะมีไข้สูงลอย 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร และอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ในบางรายอาจพบจุดเลือดออกเล็กๆ ใต้ผิวหนัง
  • ระยะวิกฤตหรือระยะช็อก (Critical Phase): เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3 ถึง 5 ของโรค (หรือช่วงที่ไข้เริ่มลดลง) ซึ่งพ่อแม่มักเข้าใจผิดว่าเด็กหายป่วยแล้ว แต่แท้จริงแล้วนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่หลอดเลือดเริ่มรั่ว หากสูญเสียน้ำเหลืองมากเกินไป เด็กจะเข้าสู่ภาวะช็อก
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): หากผ่านพ้นระยะวิกฤตมาได้ อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น ความอยากอาหารกลับมา ชีพจรและการไหลเวียนของเลือดจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2 ถึง 3 วัน

สัญญาณเตือนอันตรายและอาการในระยะช็อกที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง (Critical Phase) ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าเด็กกำลังเข้าสู่ภาวะช็อกและต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที มีดังนี้

  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ปลุกตื่นยาก ไม่เล่น ไม่สนใจสิ่งรอบตัว หรือมีความผิดปกติทางสมอง
  • มือเท้าเย็น ชื้น และซีดเซียว: การไหลเวียนโลหิตส่วนปลายไม่ดี
  • กระสับกระส่าย กระวนกระวาย: ร้องกวนผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าสมองเริ่มขาดออกซิเจน
  • ปวดท้องรุนแรงและกดเจ็บใต้ชายโครงขวา: เกิดจากการขยายตัวของตับเนื่องจากมีเลือดคั่ง
  • อาเจียนบ่อยครั้ง หรืออาเจียนเป็นเลือดสด / ถ่ายอุจจาระดำ: บ่งบอกถึงภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร
  • ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลย: เป็นสัญญาณว่าไตเริ่มทำงานลดลงจากภาวะความดันโลหิตต่ำ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการไข้สูงมาแล้ว 2 ถึง 3 วัน แล้วจู่ๆ ไข้ลดลงร่วมกับอาการซึมลง มือเท้าเย็น ห้ามรอให้ถึงวันนัดหมายถัดไปเด็ดขาด ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำส่งห้องฉุกเฉิน (Emergency Room) ของโรงพยาบาลทันที เพราะนาทีชีวิตมีความสำคัญมากในการให้สารน้ำทดแทน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

เมื่อผู้ป่วยเด็กถูกส่งตัวมาถึงโรงพยาบาล แพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ตรวจสอบประวัติการเป็นไข้ ประวัติการระบาดในพื้นที่ และตรวจหาจุดเลือดออก ตับโต ชีพจร และความดันโลหิต
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูค่าความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit) ที่จะสูงขึ้นจากภาวะพลาสตรั่ว และดูจำนวนเกล็ดเลือด (Platelet count) ที่มักจะลดต่ำลง
  • การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อไวรัส (NS1 Antigen Test): ช่วยยืนยันการติดเชื้อไวรัสเดงกี้ได้อย่างรวดเร็วในช่วงแรกของการเกิดโรค
  • การถ่ายภาพรังสีทรวงอกและอัลตราซาวด์ช่องท้อง: ในกรณีที่สงสัยว่ามีน้ำรั่วเข้าสู่ช่องปอดหรือช่องท้อง

วิธีดูแลรักษาและการจัดการทางแพทย์ที่ถูกต้อง

การรักษาโรคไข้เลือดไม่มีไวรัสจำเพาะที่ออกฤทธิ์ทำลายเชื้อโดยตรง แต่เป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) อย่างใกล้ชิด

  • การให้สารน้ำทดแทน (Fluid Replacement): ในระยะช็อก แพทย์จำเป็นต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ (IV Fluids) อย่างระมัดระวังและรวดเร็ว เพื่อชดเชยปริมาตรพลาสมาที่รั่วออกไป พร้อมทั้งติดตามสัญญาณชีพและความเข้มข้นของเลือดอย่างต่อเนื่อง
  • การบริหารยาตามอาการ: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดไข้
  • การเฝ้าระวังในหอผู้ป่วยวิกฤต (PICU): หากเด็กมีภาวะช็อกรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากทีมแพทย์และพยาบาลอย่างใกล้ชิดในหออภิบาลผู้ป่วยหนักกุมารเวชกรรม
คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลเด็กไข้เลือดอยู่ที่บ้านในช่วงวันแรกๆ คือการให้ดื่มเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำผลไม้ น้ำสะอาดปริมาณมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และต้องสังเกตอาการซึมหรือมือเท้าเย็นอย่างสม่ำเสมอทุก 2 ถึง 4 ชั่วโมง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาไข้เลือดออก

เนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำและความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดในโรคไข้เลือดออก มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่เด็ดขาดซึ่งผู้ปกครองต้องทราบ:

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ยาเหล่านี้จะไปกัดกระเพาะอาหาร ยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด และทำให้เกิดภาวะเลือดออกรุนแรงในทางเดินอาหาร รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการรายส์ซินโดรม (Rye Syndrome) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง: ต้องให้ในขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้สูงเท่านั้น และห้ามให้ติดต่อกันเกินขนาดที่แพทย์กำหนดเพราะอาจเป็นพิษต่อตับ
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเอง: เนื่องจากไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะไม่มีผลรักษาโรคและอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี้ที่ดีที่สุดคือการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด

  • การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย: ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำใส คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เปลี่ยนน้ำในแจกันสัปดาห์ละครั้ง และกำจัดขยะมูลฝอยรอบบ้าน
  • การป้องกันยุงกัด: ให้เด็กสวมเสื้อผ้าแขนยาวขายยาว ทายากันยุงที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก และนอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด
  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก: ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรคและการนอนโรงพยาบาลได้ ผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดวัคซีนตามคำแนะนำทางการแพทย์

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ไข้เลือดออกได้อย่างปลอดภัย นี่คือขั้นตอนปฏิบัติที่ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ได้ทันที

  • สังเกตอาการไข้สูงติดต่อกัน 2 ถึง 3 วันร่วมกับอาการปวดเมื่อยหรือเบื่ออาหาร
  • ระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง (วันที่ 3 ถึง 5 ของโรค)
  • จดบันทึกอุณหภูมิร่างกาย ปริมาณน้ำที่ดื่ม และจำนวนครั้งของการปัสสาวะ
  • พามาพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณเตือน: ซึมลง มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย ปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนไม่หยุด
  • ห้ามให้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด ให้ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัว
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อเจาะเลือดติดตามอาการ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down