เข้าใจความเครียดของพ่อแม่เมื่อลูกตื่นมากินนมแล้วร้องไห้งอแงไม่ยอม
อาการที่ทารกหรือเด็กเล็กตื่นกลางดึกเพื่อมากินนม แต่กลับร้องไห้งอแงเสียงดัง ปลอบเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเงียบ หรือสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด เป็นหนึ่งในปัญหาที่สร้างความกังวลใจและสร้างความเหนื่อยล้าให้กับคุณพ่อคุณแม่มากที่สุด ในทางการแพทย์ภาวะ ลูกตื่นมากินนมแล้วร้องไห้งอแงไม่ยอม มักไม่ได้เกิดจากความหิวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาษาพูดรูปแบบหนึ่งของเด็กที่พยายามบอกกล่าวว่า ร่างกายกำลังมีความผิดปกติ ความเจ็บปวด หรือความไม่สบายตัวเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น การทำความเข้าใจกลไกทางสรีรวิทยาและสาเหตุที่แท้จริง จึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยเหลือลูกน้อยได้อย่างตรงจุดและปลอดภัยที่สุด
สาเหตุทางการแพทย์และกลไกการเกิดอาการงอแงเวลากินนม
เมื่อทารกดูดนม การกลืนนมและการขยับกรามรวมถึงช่องปาก จะส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างภายในศีรษะและลำคอ หากมีพยาธิสภาพซ่อนอยู่ แรงดันหรือการอักเสบในบริเวณดังกล่าวจะยิ่งถูกกระตุ้นให้เด่นชัดขึ้นเมื่อเด็กอยู่ในท่านอนราบหรือขณะกำลังดูดนม สาเหตุหลักทางการแพทย์ที่พบบ่อยและต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียด มีดังต่อไปนี้
1. ภาวะหูชั้นกลางอักเสบและการปวดหู (Acute Otitis Media)
โรคหูชั้นกลางอักเสบเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เด็กตื่นมาร้องไห้ตอนกลางคืน กลไกเกิดขึ้นเนื่องจากท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ในเด็กเล็กยังสั้นและวางตัวในแนวราบมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเด็กนอนราบและดูดนม ของเหลวหรือน้ำนมอาจไหลย้อนเข้าไปในหูชั้นกลางได้ง่าย ประกอบกับการกลืนนมจะไปดึงกล้ามเนื้อรอบหู ทำให้ความดันในหูเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดอาการปวดหูรุนแรง เด็กจึงแสดงออกด้วยการสะดุ้งตื่น ร้องไห้จ้าทันทีที่เริ่มดูดนม เอามือขยี้หู สะบัดศีรษะ หรือนอนดิ้นทุรนทุราย
2. ภาวะกรดไหลย้อนในทารก (Infant Gastroesophageal Reflux)
ระบบย่อยอาหารของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ หูรูดส่วนLดของหลอดอาหารยังปิดไม่สนิท เมื่อเด็กกินนมแล้วนอนราบ กรดในกระเพาะอาหารจะไหลย้อนกลับขึ้นมาสร้างความแสบร้อนบริเวณหลอดอาหาร (Heartburn) เมื่อเด็กตื่นมากินนมมื้อดึกและอยู่ในท่านอนราบ กรดจะยิ่งไหลย้อนได้ง่ายขึ้น ทำให้เด็กสำลัก ร้องไห้งอแงหลังกินนมทันที หรือแอ่นตัวหนีขวดนมและเต้านมเนื่องจากความเจ็บแสบ
3. อาการฟันกำลังจะขึ้น (Teething Pain)
ช่วงอายุประมาณหกเดือนขึ้นไป ฟันน้ำนมซี่แรกๆ จะเริ่มดันเหงือกขึ้นมา กระบวนการนี้ทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคืองใต้เหงือกอย่างมาก ในเวลากลางวันเด็กอาจเบี่ยงเบนความสนใจไปกับสิ่งรอบตัวได้ แต่ในเวลากลางคืน แรงกดจากการดูดหัวนมหรือขวดนมจะไปกดทับบริเวณเหงือกที่บวมอักเสบโดยตรง ทำให้เกิดความเจ็บปวดแปลบจนเด็กตื่นขึ้นมาร้องไห้งอแงไม่ยอมหยุด
4. ภาวะโคลิก (Colic) และแก๊สเกินในทางเดินอาหาร
การกลืนลมเข้าไปขณะกินนม หรือแพ้อาหารบางชนิดในนมแม่หรือนมผง อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องจากแก๊สในลำไส้ เด็กจะร้องกวนช่วงเวลาเดิมๆ งอแงหนักมาก ขา 2 ข้างงอเข้าหาหน้าท้อง ท้องอืดแน่น และจะร้องไห้รุนแรงเมื่อพยายามให้กินนมเพื่อปลอบประโลม
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที
แม้ออาการงอแงเวลากินนมส่วนใหญ่จะเกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่มีอาการบางประการที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคทางกายที่รุนแรง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาบุตรหลานไปพบกุมารแพทย์ในทันที หากพบอาการดังต่อไปนี้
- มีไข้สูงลอย โดยเฉพาะในทารกอายุน้อยกว่าสามเดือน (อุณหภูมิทางทวารหนักมากกว่าสามสิบแปดองศาเซลเซียส)
- อาเจียนพุ่ง (Projectile Vomiting) หรืออาเจียนมีน้ำดีปนสีเขียว
- ซึมลง ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว
- ปฏิเสธการดื่มนมและน้ำอย่างสิ้นเชิงต่อเนื่องหลายชั่วโมง มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยกว่าห ชั่วโมง ปากแห้ง ไม่มีน้ำตาเวลา ร้องไห้
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงครืดคราด ซี่โครงบุ๋ม หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
- ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด หรือมีมูกเลือดปน
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะการร้องไห้ ระยะเวลา ท่าทางการกินนม รูปแบบการขับถ่าย และประวัติการเจ็บป่วย จากนั้นจะดำเนินการตรวจร่างกายอย่างครอบคลุม ได้แก่ การใช้เครื่องมือส่องตรวจรูหู (Otoscope) เพื่อดูเยื่อแก้วหูว่ามีการอักเสบ บวมแดง หรือมีหนองหรือไม่ การตรวจช่องปากเพื่อดูเหงือกและฟันที่กำลังจะขึ้น การฟังเสียงการทำงานของลำไส้และปอด และในบางกรณีอาจต้องส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การอัลตราซาวด์ช่องท้องหรือหลอดอาหาร หากสงสัยภาวะโรคที่ซับซ้อน
วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี
การดูแลรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่วินิจฉัยพบ โดยมีแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ที่สำคัญดังนี้
การรักษาทางการแพทย์
หากตรวจพบว่าเกิดจากโรคหูชั้นกลางอักเสบ แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่เหมาะสมและครบโดส ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา กรณีมีไข้ร่วมด้วย แพทย์จะแนะนำการใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดยาน้ำแขวนตะกอนที่ถูกต้อง
การจัดการเรื่องขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัย
- ขนาดยาที่ถูกต้องตามหลักกุมารเวชศาสตร์คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม
- ให้รับประทานทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีไข้หรือปวดเท่านั้น
- ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็ก ไม่ใช่ตามอายุ และต้องใช้ช้อนตวงหรือไซริงค์ที่มากับยาเพื่อความแม่นยำ
การดูแลรักษาที่บ้านสำหรับสาเหตุอื่นๆ
- กรดไหลย้อน: ปรับท่านอนให้ศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อยหลังกินนม อุ้มเรอให้นานขึ้นอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาที แบ่งมื้อนมให้เล็กลงแต่บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงการวางนอนราบทันทีหลังกินนม
- ฟันกำลังจะขึ้น: ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นเช็ดเหงือกเบาๆ ให้เด็กกัดยางกัดสำหรับเด็กที่แช่เย็นจัด (ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง) เพื่อช่วยลดอาการบวมและชาบริเวณเหงือก
- อาการปวดหูเบื้องต้น: ประคบอุ่นบริเวณรอบใบหูภายนอกเบาๆ และหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำเข้าหูขณะอาบน้ำ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก พ่อแม่และผู้ดูแลต้องปฏิบัติตามข้อห้ามทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่มีไข้สูงหรือสงสัยโรคไข้เลือดออก เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เรียกว่ากลุ่มอาการเรย์ (Reye syndrome) และเสี่ยงต่อการระคายเคืองกระเพาะอาหาร
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้แพ้ชนิดต่างๆ มาให้เด็กทานเอง หากไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ เพราะเชื้อส่วนใหญ่ในเด็กเล็กมักเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อไม่ช่วยรักษาและยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา
- ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยหรือยาสมุนไพรแรงๆ ทารอบจมูกหรือหน้าอกเด็กเล็ก เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจและหลอดลมเกร็งตัวได้
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไม่ให้เด็กต้องเผชิญกับปัญหานอนร้องงอแงจากความเจ็บป่วย สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ได้แก่ การให้เด็กได้รับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดอย่างครบถ้วน เช่น วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนโมคอคคัส (Pneumococcal conjugate vaccine) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคหูชั้นกลางอักเสบและการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การรักษาสุขอนามัยล้างมือก่อนอุ้มหรือเตรียมชงนม การหลีกเลี่ยงการให้ทารกดื่มนมในท่านอนราบสนิทบนที่นอนแบนราบโดยไม่มีหมอนหนุนศีรษะที่เหมาะสม และการส่งเสริมการเลี้ยงด้วยนมแม่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเยี่ยม
1. ตั้งสติและตรวจดูอาการเบื้องต้น เช่น วัดไข้ สังเกตว่าเด็กเอามือจับหู แหวะนม หรือมีน้ำลายไหลเยอะหรือไม่
2. ปรับท่านอนให้ศีรษะสูงขึ้น อุ้มเรอให้สนิทหลังมื้อนมทุกครั้งเพื่อลดกรดไหลย้อน
3. หากมีอาการปวดจากฟันขึ้น ให้ใช้ยางกัดแช่เย็นช่วยบรรเทา
4. ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัดเมื่อมีไข้หรือปวด
5. สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น ซึม ไข้สูงมาก อาเจียนพุ่ง หายใจหอบ และรีบพาไปพบกุมารแพทย์ทันที