บทนำและภาพรวมของภาวะปวดท้องเฉียบพลันในเด็ก
อาการปวดท้องในเด็กเป็นหนึ่งในปัญหาทางการแพทย์ที่พบบ่อยที่สุด ทว่ามีความท้าทายอย่างยิ่งในการวินิจฉัย เนื่องจากเด็กเล็กและทารกยังไม่สามารถสื่อสารหรือระบุตำแหน่งของความเจ็บปวดได้อย่างชัดเจน บ่อยครั้งที่อาการเหล่านี้จะแสดงออกผ่านพฤติกรรม เช่น ร้องไห้โยเย เสียงดังผิดปกติ ตัวงอ หรือไม่ยอมกินนมและอาหาร การระบุถึงสาเหตุเบื้องหลังอาการ ลูกงอแงคล้ายปวดท้อง: วิธีสังเกตอาการ ที่ถูกต้องและรวดเร็วจึงมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะศัลยกรรมเฉียบพลันในเด็ก (Pediatric Surgical Emergency) ที่อันตรายถึงชีวิต เช่น โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception) หรือโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute Appendicitis)
จากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า โรคลำไส้กลืนกันมักพบในทารกและเด็กเล็กช่วงอายุ 3 เดือนถึง 3 ปี โดยมีอุบัติการณ์สูงสุดในช่วงอายุ 5 ถึง 9 เดือน ขณะที่โรคไส้ติ่งอักเสบมักพบในเด็กโตและวัยรุ่น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กเล็กเช่นกัน ซึ่งในกลุ่มเด็กเล็กมักมีอัตราการเกิดภาวะไส้ติ่งทะลุ (Perforated Appendix) สูงกว่าเด็กโตเนื่องจากผนังไส้ติ่งที่บางกว่าและการวินิจฉัยที่ล่าช้า ดังนั้น การทำความเข้าใจกลไกของโรคและวิธีสังเกตอาการอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถนำส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ลำไส้ขาดเลือด (Bowel Ischemia) ลำไส้เน่าตาย (Bowel Necrosis) และการติดเชื้อในกระแสเลือด (Septic Shock)
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในระบบทางเดินอาหารที่รุนแรงในเด็ก (Causes and Pathophysiology)
การปวดท้องอย่างรุนแรงในเด็กเล็กส่วนใหญ่เกิดจากพยาธิสภาพทางโครงสร้างและการอักเสบของอวัยวะในช่องท้อง โดยมีกลไกที่แตกต่างกันดังนี้
1. โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception)
โรคลำไส้กลืนกันคือภาวะที่ลำไส้ส่วนต้น (Intussusceptum) ม้วนตัวหรือสไลด์เข้าไปในโพรงของลำไส้ส่วนปลายที่อยู่ถัดไป (Intussuscipiens) คล้ายกับการพับของกล้องส่องทางไกล ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Ileocolic Intussusception)
- กลไกการเกิดโรค: เมื่อลำไส้กลืนกัน จะเกิดการบีบตัวของลำไส้เพื่อขับไล่ส่วนที่กลืนกันส่งผลให้เกิดการอุดตันของระบบทางเดินอาหาร (Bowel Obstruction) ร่วมกับการกดทับของหลอดเลือดดำและหลอดน้ำเหลืองบริเวณผนังลำไส้ นำไปสู่ภาวะผนังลำไส้บวมน้ำ (Mucosal Edema) หากไม่ได้รับการแก้ไข หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงลำไส้จะถูกกดทับจนเกิดการขาดเลือด (Ischemia) ทำให้เนื้อเยื่อลำไส้เน่าตายและเกิดการทะลุในที่สุด
- ปัจจัยกระตุ้น: มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยเด็กไม่พบสาเหตุทางโครงสร้างที่ชัดเจน (Idiopathic Intussusception) แต่มักสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหารหรือระบบทางเดินหายใจ เช่น อะดีโนไวรัส (Adenovirus) ซึ่งทำให้ต่อมน้ำเหลืองในผนังลำไส้ (Peyer's patches) โตขึ้นและทำหน้าที่เป็นจุดนำ (Lead Point) ให้ลำไส้กลืนกัน ส่วนในเด็กโตอาจเกิดจากจุดนำทางพยาธิสภาพ เช่น ถุงผนังลำไส้เล็กโป่งพอง (Meckel's Diverticulum) หรือเนื้องอกลำไส้ (Polyp)
2. โรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute Appendicitis)
เกิดจากการอุดตันของรูเปิดไส้ติ่ง (Appendiceal Lumen) ซึ่งเป็นส่วนปลายตันของลำไส้ใหญ่
- กลไกการเกิดโรค: การอุดตันส่วนใหญ่เกิดจากเศษอุจจาระที่แข็งตัว (Fecalith) หรือการโตขึ้นของเนื้อเยื่อน้ำเหลืองใต้ชั้นเมือก (Lymphoid Hyperplasia) จากการติดเชื้อ เมื่อรูเปิดอุดตัน เมือกที่สร้างจากผนังไส้ติ่งจะไม่สามารถระบายออกได้ ส่งผลให้ความดันภายในรูเปิดสูงขึ้น (Increased Intraluminal Pressure) หลอดเลือดดำจะถูกกดทับจนเกิดการคั่งของเลือดและผนังไส้ติ่งบวม เกิดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียอย่างรวดเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้หลอดเลือดแดงจะอุดตัน นำไปสู่การเน่าตายของเนื้อเยื่อ (Gangrenous Appendicitis) และไส้ติ่งทะลุในที่สุด
3. ภาวะลำไส้บิดขั้ว (Volvulus) และไส้เลื่อนติดกัก (Incarcerated Hernia)
- ลำไส้บิดขั้ว: เกิดจากการหมุนผิดปกติของลำไส้รอบขั้วยึดลำไส้ (Mesentery) มักสัมพันธ์กับภาวะลำไส้หมุนตัวผิดปกติตั้งแต่กำเนิด (Malrotation) ทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงลำไส้ถูกตัดขาดอย่างเฉียบพลัน
- ไส้เลื่อนติดกัก: เกิดจากลำไส้เลื่อนเข้าไปติดคาในถุงไส้เลื่อน บริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia) หรือสะดือ (Umbilical Hernia) จนไม่สามารถดันกลับเข้าช่องท้องได้ นำไปสู่การขาดเลือดของลำไส้
อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms and Disease Progression)
การจำแนกลักษณะอาการปวดท้องในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินความรุนแรง โดยสามารถสังเกตความแตกต่างของแต่ละโรคได้ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบอาการระหว่างลำไส้กลืนกันและไส้ติ่งอักเสบในเด็ก
| อาการและลักษณะ | โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception) | โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) |
|---|---|---|
| กลุ่มอายุที่พบบ่อย | 3 เดือน ถึง 3 ปี (พบบ่อยสุดในทารก) | เด็กวัยเรียนและวัยรุ่น (แต่เกิดในเด็กเล็กได้) |
| ลักษณะการปวดท้อง | ปวดเกร็งเป็นพักๆ (Colicky pain) ร้องไห้จ้า สลับกับนิ่งสงบเป็นช่วงๆ ทุก 15-20 นาที | ปวดตื้อต่อเนื่อง (Constant pain) เริ่มรอบสะดือย้ายไปท้องน้อยขวา ปวดมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว |
| การอาเจียน | เกิดขึ้นเร็ว อาเจียนบ่อย ช่วงแรกเป็นนมหรืออาหาร ต่อมาจะมีสีเขียวของน้ำดี | เกิดขึ้นหลังจากเริ่มปวดท้อง มักอาเจียนไม่รุนแรงในช่วงแรก |
| ลักษณะอุจจาระ | อุจจาระปนเลือดและมูกสีแดงคล้ายแยมสตรอว์เบอร์รี (Currant jelly stool) | ปกติ หรือมีอาการท้องผูก บางรายอาจมีท้องเสียเล็กน้อยหากไส้ติ่งอักเสบติดกับลำไส้ตรง |
| ไข้ | ไม่มีไข้ในระยะแรก อาจมีไข้ต่ำเมื่อเริ่มมีการอักเสบหรือลำไส้เน่า | มีไข้ต่ำๆ ในระยะแรก หากไส้ติ่งทะลุจะมีไข้สูงหนาวสั่น |
ระยะการดำเนินโรคของโรคลำไส้กลืนกัน
- ระยะแรก (Early Phase - 0 ถึง 12 ชั่วโมง): เด็กจะมีอาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ร้องไห้งอแงเสียงดังโยเย นมคู้เข่าเข้าหาอก (Knee-chest position) อาการจะเกิดขึ้นนาน 2-3 นาทีแล้วสงบลง เด็กจะกลับไปเล่นหรือนอนหลับได้ตามปกติ ก่อนจะกลับมาปวดอีกครั้งเมื่อลำไส้บีบตัวรอบใหม่ เริ่มมีอาการอาเจียนร่วมด้วย
- ระยะเด่นชัด (Progressive Phase - 12 ถึง 24 ชั่วโมง): ช่วงที่ปวดท้องจะถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น เด็กจะเริ่มซึมลงอย่างเห็นได้ชัดแม้ในช่วงที่หยุดปวด (Lethargy) เนื่องจากสูญเสียพลังงานและเริ่มมีภาวะขาดน้ำ ผนังลำไส้ที่บวมจะลอกหลุดปนกับมูกและเลือด ออกมาเป็นอุจจาระสีแดงคล้ายแยมสตรอว์เบอร์รี (Currant Jelly Stool)
- ระยะวิกฤต (Late/Complicated Phase - มากกว่า 24 ชั่วโมง): ลำไส้เริ่มเน่าและทะลุ เด็กจะมีไข้สูง หน้าท้องโป่งตึงและเจ็บทั่วทั้งท้อง ซึมลงมาก สัญญาณชีพไม่คงที่ ความดันโลหิตต่ำ เข้าสู่ภาวะช็อกจากการติดเชื้อและสูญเสียน้ำ
สัญญาณเตือนภัยอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
หากผู้ปกครองพบอาการเตือนภัย (Red Flags) ต่อไปนี้ในเด็กที่มีอาการปวดท้องหรือร้องงอแง ควรรีบนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน
- ร้องไห้กวนโยเยไม่สามารถปลอบให้หยุดได้ (Inconsolable Crying): ร่วมกับการดึงขาคู้เข้าหาหน้าท้องเป็นพักๆ
- อาเจียนพุ่งเป็นสีเขียวปนเหลือง (Bilious Vomiting): ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะลำไส้อุดตันใต้ต่อรอยเปิดท่อน้ำดี
- ถ่ายอุจจาระปนเลือด: ไม่ว่าจะเป็นเลือดสดหรือมูกเลือดสีคล้ำ
- ซึมลงมากผิดปกติ (Lethargy): ไม่สบตา ไม่เล่น ปลุกตื่นยาก หรือดูเพลียมากเกินกว่าปกติ
- หน้าท้องโต โป่งตึง (Abdominal Distension): หรือเด็กแสดงอาการเจ็บอย่างรุนแรงเมื่อจับหรือสัมผัสถูกหน้าท้อง
- มีไข้สูงร่วมกับปวดท้องรุนแรง: โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ยอมเคลื่อนไหวร่างกาย นอนนิ่งๆ เนื่องจากเจ็บท้องเวลาขยับตัว
- สัญญาณของภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration): ปากแห้ง ตาโหล ไม่มีน้ำตาขณะร้องไห้ กระหม่อมหน้าบุ๋มในทารก หรือปัสสาวะน้อยลงมาก (ผ้าอ้อมไม่เปียกนานเกิน 6 ชั่วโมง)
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis and Medical Tests)
เมื่อผู้ป่วยเด็กมาถึงโรงพยาบาล แพทย์เฉพาะทางจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานระดับสากลดังนี้
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด (History Taking and Physical Examination)
- แพทย์จะซักประวัติลักษณะการร้องไห้ ความถี่ของการปวดท้อง ลักษณะของอาเจียนและอุจจาระ
- การคลำหน้าท้อง: ในโรคลำไส้กลืนกัน แพทย์อาจคลำได้ก้อนลักษณะคล้ายไส้กรอก (Sausage-shaped mass) มักอยู่บริเวณท้องด้านบนขวา (Right Upper Quadrant) และจะคลำได้ความว่างเปล่าบริเวณท้องน้อยด้านขวา (Dance's sign)
- การประเมินภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ: สำหรับโรคไส้ติ่งอักเสบ แพทย์จะตรวจหาอาการกดเจ็บเฉพาะที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา (McBurney's point tenderness) และอาการเจ็บเมื่อปล่อยมือจากการกด (Rebound tenderness) ในเด็กเล็กแพทย์อาจให้เด็กลองกระโดด หรือเคาะที่ส้นเท้าเพื่อสังเกตอาการเจ็บท้องจากแรงกระแทก
2. การตรวจทางรังสีวิทยาและภาพถ่ายทางการแพทย์ (Diagnostic Imaging)
- การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasonography): เป็นเครื่องมือวินิจฉัยอันดับแรกที่มีความไวและความจำเพาะสูงมาก (มากกว่าร้อยละ 95-98) สำหรับโรคลำไส้กลืนกัน โดยจะพบลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "ภาพเป้ายิงปืน" (Target sign หรือ Donut sign) ในแนวตัดขวาง และ "ภาพคล้ายไต" (Pseudokidney sign) ในแนวตั้ง สำหรับไส้ติ่งอักเสบจะพบลักษณะไส้ติ่งโตหนาตัวขึ้น (เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 6 มิลลิเมตร) และไม่มีการบีบตัว
- การถ่ายภาพรังสีส่วนช่องท้อง (Abdominal X-ray): ช่วยประเมินภาวะลำไส้อุดตัน หรือตรวจหาลมในช่องท้อง (Free air) ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะลำไส้หรือไส้ติ่งทะลุ
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูปริมาณเม็ดเลือดขาว (WBC) ซึ่งมักสูงขึ้นเมื่อมีการอักเสบหรือติดเชื้อ ร่วมกับการดูสัดส่วนของนิวโทรฟิล (Neutrophil Shift to the left)
- การตรวจสารบ่งชี้การอักเสบ (C-reactive Protein - CRP หรือ Procalcitonin): เพื่อช่วยยืนยันและประเมินความรุนแรงของการอักเสบในร่างกาย
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อแยกโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection) ออกจากโรคปวดท้องอื่นๆ
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment and Standard of Care)
เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน การรักษาจะดำเนินการโดยกุมารแพทย์และกุมารศัลยแพทย์อย่างทันท่วงทีตามแนวทางดังต่อไปนี้
1. การรักษาโรคลำไส้กลืนกัน (Treatment of Intussusception)
- การเตรียมผู้ป่วยก่อนหัตถการ: งดน้ำและอาหารทางปากทันที (NPO) เปิดเส้นเลือดดำเพื่อให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทนอย่างเพียงพอ ใส่สายสวนกระเพาะอาหาร (Nasogastric tube) เพื่อระบายลมและน้ำลดแรงดันในทางเดินอาหาร
- การดันลำไส้กลับด้วยลมหรือสารทึบรังสี (Non-surgical Reduction): หากไม่มีข้อห้าม เช่น ลำไส้ทะลุ หรือภาวะช็อก แพทย์จะทำการรักษาโดยใช้แรงดันของลม (Pneumatic Reduction) หรือของเหลว (Hydrostatic Reduction) สวนเข้าทางทวารหนักภายใต้การนำทางของเครื่องเอกซเรย์เรืองแสง (Fluoroscopy) หรืออัลตราซาวนด์ เพื่อดันลำไส้ส่วนที่กลืนกันให้หลุดออกมา วิธีนี้มีความสำเร็จสูงถึงร้อยละ 80-90
- การผ่าตัด (Surgical Reduction): จะทำในกรณีที่การดันลำไส้ด้วยลมไม่สำเร็จ หรือมีข้อบ่งชี้ว่าลำไส้ทะลุ ขาดเลือด หรือเน่าตาย ศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดคลายลำไส้ที่กลืนกัน หากพบเนื้อเยื่อเน่าเสียจะต้องทำการตัดต่อลำไส้ส่วนนั้นออก (Bowel Resection and Anastomosis)
2. การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Treatment of Appendicitis)
- การผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก (Appendectomy): เป็นการรักษามาตรฐานหลัก สามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องปกติ (Open Appendectomy) หรือการผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Appendectomy) ซึ่งแผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้เร็วกว่า
- การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ทั้งก่อนการผ่าตัดและต่อเนื่องหลังการผ่าตัด โดยเฉพาะในรายที่มีไส้ติ่งทะลุหรือช่องท้องอักเสบ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
เมื่อเด็กมีอาการปวดท้องเฉียบพลันหรือร้องงอแงโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการกระทำต่อไปนี้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงต่อผู้ป่วย
- ห้ามซื้อยาแก้ปวดหรือยาปฏิชีวนะให้เด็กรับประทานเองโดยเด็ดขาด: การให้ยาแก้ปวดกลุ่มยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ก่อนพบแพทย์ อาจบดบังอาการแสดงของการปวดท้อง (Masking symptoms) ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ล่าช้าจนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
- ห้ามใช้ยาถ่ายหรือยาสวนทวารหนักเด็ดขาด: ในกรณีที่คิดว่าลูกท้องผูก การสวนอุจจาระหรือให้ยาถ่ายขณะที่เด็กเป็นโรคลำไส้กลืนกันหรือไส้ติ่งอักเสบ จะเพิ่มแรงดันในลำไส้อย่างรุนแรง ส่งผลให้ลำไส้ทะลุและติดเชื้อในกระแสเลือดทันที
- ห้ามใช้วิธีกดท้องหรือนวดท้อง: การกดหรือนวดกระแทกหน้าท้องอาจทำให้ไส้ติ่งที่อักเสบเป่งทะลุ หรือทำให้ลำไส้ที่ขาดเลือดเกิดการฉีกขาดได้
- ความปลอดภัยในการใช้ยาพาราเซตามอล: หากจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์ ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด โดยขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับ (Hepatotoxicity)
วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระบบทางเดินอาหารในระยะยาว (Prevention and Immunity)
แม้ว่าโรคทางศัลยกรรมบางอย่างจะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่การส่งเสริมสุขภาพระบบทางเดินอาหารที่แข็งแรงจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นได้ดังนี้
- การรับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า (Rotavirus Vaccine): การติดเชื้อไวรัสโรต้าเป็นสาเหตุหลักของลำไส้อักเสบเฉียบพลันในเด็ก ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะลำไส้กลืนกันได้ การรับวัคซีนหยอดป้องกันไวรัสโรต้าตามตารางแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารอาหารและภูมิคุ้มกันธรรมชาติ (Secretory IgA) ที่ช่วยสร้างจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้เด็ก ส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหารและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
- สุขอนามัยที่ดีและการล้างมือ: ฝึกฝนให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะก่อนการเตรียมอาหารและหลังการขับถ่าย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคกลุ่ม Enterovirus และ Adenovirus ที่ส่งผลต่อต่อมน้ำเหลืองในลำไส้
- โภชนาการที่เหมาะสม: สำหรับเด็กโต ควรส่งเสริมการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง (High Fiber Diet) เช่น ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะท้องผูกและการเกิดนิ่วอุจจาระ (Fecalith) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไส้ติ่งอักเสบ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)
แนวทางปฏิบัติทันทีเมื่อลูกงอแงคล้ายปวดท้อง
ขอให้พ่อแม่ปฏิบัติตามแนวทางประเมินความปลอดภัยด่วน 5 ขั้นตอนนี้:
- ขั้นตอนที่ 1: ตรวจเช็กพฤติกรรมการร้อง - สังเกตว่าลูกร้องไห้เป็นพักๆ สลับหยุดนิ่งนิ่งเฉยหรือไม่ หากร้องจ้าสลับสลบไสลรุนแรงทุก 15-20 นาที ให้สงสัยโรคลำไส้กลืนกัน
- ขั้นตอนที่ 2: งดป้อนน้ำ นม และอาหารทันที - หากสงสัยภาวะปวดท้องรุนแรง ห้ามป้อนสิ่งใดทางปากเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน
- ขั้นตอนที่ 3: ตรวจลักษณะอุจจาระและปัสสาวะ - เปิดดูผ้าอ้อมเพื่อตรวจดูสีอุจจาระ หากมีมูกปนเลือดสีแดงเหมือนแยม หรือไม่มีการขับถ่ายควรรีบไปพบแพทย์
- ขั้นตอนที่ 4: วัดไข้และตรวจหน้าท้อง - สังเกตว่าหน้าท้องของลูกบวมตึง ร้องเจ็บเมื่อสัมผัส หรือมีไข้ร่วมด้วยหรือไม่
- ขั้นตอนที่ 5: นำส่งโรงพยาบาลที่มีกุมารแพทย์และกุมารศัลยแพทย์ - หากพบสัญญาณอันตราย (Red Flags) ข้อใดข้อหนึ่ง ให้นำส่งโรงพยาบาลใหญ่ที่มีความพร้อมในการตรวจอัลตราซาวนด์และมีศัลยแพทย์เด็กประจำการโดยด่วน