ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความทุกข์ทรมานยามวิกาลของเจ้าตัวเล็กและหัวอกคนเป็นพ่อแม่

เสียงร้องงอแงในยามดึกพร้อมอาการพลิกตัวไปมาและมือเล็กๆ ที่พยายามเอื้อมไปเกาตามแขน ขา ลำตัว หรือใบหน้า คือสัญญาณเตือนภัยที่ผู้ปกครองหลายท่านคุ้นเคยเป็นอย่างดี อาการคันยามค่ำคืนไม่เพียงแต่รบกวนการนอนหลับของเด็กจนส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ แต่ยังสร้างความกังวลใจอย่างมากให้กับครอบครัว ในฐานะกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่าอาการคันและผื่นผิวหนังในเด็กเวลากลางคืนมีสาเหตุที่หลากหลาย ตั้งแต่โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังอย่างโรคภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก ไปจนถึงโรคติดเชื้อไวรัสเฉียบพลันอย่างโรคอีสุกอีใส การทำความเข้าใจสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และการสังเกตอาการอย่างละเอียด จึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือและให้การรักษาที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อคืนความสุขสบายในการนอนหลับให้กับเด็กๆ ทุกคน

เจาะลึกสาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมลูกจึงคันมากเป็นพิเศษในเวลากลางคืน

อาการคันและผื่นผิวหนังในเด็กเกิดจากปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาและภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันตามโรคที่เป็นสาเหตุหลัก โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มโรคที่พบบ่อยได้ดังนี้

โรคภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบในเด็ก

โรคภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ (Atopic Dermatitis หรือ Eczema) เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยมีพื้นฐานจากพันธุกรรมและความผิดปกติของเกราะป้องกันผิวหนัง (Skin Barrier Dysfunction) ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย สารก่อภูมิแพ้หรือสารระคายเคืองจึงซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดการอักเสบ ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญได้แก่ ไรฝุ่น ฝุ่นละออง ขนสัตว์ อากาศที่แห้งหรือร้อนจัด การอาบน้ำอุ่นจัด และความเครียด

โรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ซึ่งเป็นการติดเชื้อครั้งแรกของไวรัสกลุ่มนี้ ไวรัสนี้มีความสามารถในการติดต่อสูงมากผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยจากทางเดินหายใจ หรือการสัมผัสโดยตรงกับน้ำเหลืองจากตุ่มใสของผู้ป่วย เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณสิบถึงยี่สิบวัน ก่อนจะแสดงอาการไข้ร่วมกับผื่นตุ่มน้ำใสทั่วร่างกายที่มีอาการคันอย่างรุนแรง

ทำไมอาการคันจึงแย่ลงในเวลากลางคืน

ในเวลากลางคืน ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบตามธรรมชาติในร่างกายจะลดลงต่ำสุด ในขณะที่อุณหภูมิร่างกายและอัตราการไหลเวียนเลือดที่ผิวหนังเพิ่มขึ้น ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกไวต่อการกระตุ้น ส่งผลให้อาการคันมีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเด็กเข้านอน

ลักษณะอาการและลำดับการพัฒนาของโรคที่ต้องสังเกต

การแยกแยะลักษณะของผื่นและอาการร่วมเป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น

ลักษณะและตำแหน่งของผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ในทารก มักพบผื่นแดง ตุ่มน้ำใส หรือขุยบริเวณแก้ม หน้าผาก และด้านนอกของแขนขา ส่วนในเด็กโต ผื่นมักพบบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา คอ และข้อมือ ลักษณะผิวจะแห้งหนา และมีรอยเกาจนเกิดแผลถลอก

ลำดับอาการของโรคอีสุกอีใส

เริ่มต้นด้วยไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตามมาด้วยการขึ้นของผื่นแดงราบ ซึ่งจะพัฒนาเป็นตุ่มนูน ตุ่มน้ำใสที่มีฐานสีแดง (คล้ายหยดน้ำค้างบนใบไม้) และเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองก่อนจะแห้งตกสะเก็ดภายในเจ็ดถึงสิบวัน ลักษณะเด่นคือผื่นมักขึ้นที่ลำตัวและใบหน้าก่อนกระจายไปที่อื่น และในเด็กคนเดียวกันจะพบผื่นหลายระยะปะปนกันในเวลาเดียวกัน

คำแนะนำจากคุณหมอ: วงจรการคันและเกา (Itch-Scratch Cycle) เป็นศัตรูตัวฉกาจของเด็กที่เป็นโรคผิวหนัง การเกาจะทำให้ผิวหนังยิ่งอักเสบหลั่งสารเคมีที่กระตุ้นความคันมากขึ้นไปอีก การตัดวงจรนี้ด้วยการตัดเล็บให้สั้นและการสวมถุงมือผ้าฝ้ายในเวลากลางคืนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคผิวหนังและอีสุกอีใสส่วนใหญ่จะหายได้เองหรือรักษาตามอาการได้ แต่มีอาการบางประการที่เป็นสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ซึ่งผู้ปกครองต้องพาบุตรหลานไปพบแพทย์โดยด่วน ได้แก่

  • ไข้สูงมากติดต่อกันเกินสามวัน หรือไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยลดลงแล้ว
  • เด็กมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมลุกขึ้นมาเล่น หรือปฏิเสธการดื่มนมและน้ำ
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือมีลักษณะหายใจจนอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม
  • มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือสีเข้มจัด
  • บริเวณผื่นมีอาการบวมแดงร้อนลุกลามอย่างรวดเร็ว มีหนองไหล หรือปวดเจ็บรุนแรง ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (Secondary Bacterial Infection)
  • มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น เดินเซ คอแข็ง ซึมสับสน หรือชัก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยผ่านกระบวนการดังนี้

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาการเกิดผื่น ลักษณะอาการคัน ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส ประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว และประวัติการใช้อาหารหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยดูรูปร่าง ลักษณะ การกระจายตัวของผื่น และประเมินภาวะสุขภาพโดยรวมของเด็ก

การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม

ในกรณีของโรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่สามารถวินิจฉัยได้จากลักษณะทางคลินิก หากมีอาการไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การขูดรอยโรคเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส หรือการตรวจเลือดเพื่อดูระดับการอักเสบ ส่วนในโรคภูมิแพ้ผิวหนัง แพทย์อาจพิจารณาทำทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) หรือตรวจเลือดหาค่าอิมมูโนโกลบูลินอี (IgE) เพื่อหากะตุ้นในกรณีที่ควบคุมอาการได้ยาก

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาประกอบด้วยการรักษาจำเพาะตามโรคและการบรรเทาอาการคันเพื่อให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้น

การรักษาและการใช้ยาที่ปลอดภัย

  • โรคภูมิแพ้ผิวหนัง: แพทย์จะพิจารณาให้ยาทา หรือขี้ผึ้งสเตียรอยด์ที่มีความแรงเหมาะสมกับตำแหน่งและอายุของเด็กในช่วงที่อักเสบกำเริบ ร่วมกับการใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้น (Emollients/Moisturizers) ทาผิวอย่างสม่ำเสมอ และอาจพิจารณาให้รับประทานยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงหรือชนิดง่วงน้อยในเวลากลางคืนเพื่อช่วยลดอาการคัน
  • โรคอีสุกอีใส: เป็นการรักษาตามอาการเนื่องจากเป็นโรคที่หายเองได้ แพทย์จะให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาทาบรรเทาอาการคัน (Calamine Lotion) หรือยาต้านไวรัสในเด็กกลุ่มเสี่ยงหรือเด็กโตเพื่อลดความรุนแรงของโรค

การดูแลพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

  • การควบคุมอุณหภูมิห้อง: จัดห้องนอนให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก เย็นสบาย ไม่ร้อนชื้น เพื่อลดการกระตุ้นอาการคัน
  • การอาบน้ำ: ควรใช้น้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำอุ่นค่อนข้างเย็น หลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัดที่ทำให้ผิวแห้ง ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ปราศจากสบู่และน้ำหอม
  • การทาครีมบำรุง: ทาสารให้ความชุ่มชื้นทันทีหลังจากซับตัวหมาดๆ ภายในสามนาที เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิวหนัง
  • การจัดการเล็บและมือเด็ก: ตัดเล็บให้สั้นและสะอาดเสมอเพื่อป้องกันรอยขีดข่วนและการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กที่มีไข้จากโรคอีสุกอีใสเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ทำให้สมองและตับอักเสบถึงแก่ชีวิตได้ ให้ใช้ยาพาราเซตามอลสำหรับลดไข้เท่านั้น

ข้อควรระวังสำคัญและขนาดยาที่ถูกต้อง

การใช้ยาในเด็กต้องมีความระมัดระวังสูงสุด ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

การใช้ยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย

ขนาดยาพาราเซตามอลสำหรับเด็กที่ถูกต้องคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อครั้ง ให้รับประทานห่างกันทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการไข้หรือปวด โดยคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็ก ไม่ใช่ตามอายุ และต้องใช้ช้อนตวงหรือกระบอกฉีดยาที่ได้มาตรฐานในการตวงยา

ข้อห้ามเด็ดขาดในการใช้ยา

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) มาให้เด็กรับประทานเอง เนื่องจากโรคอีสุกอีใสเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา
  • ห้ามใช้ยาทาสเตียรอยด์ที่มีความแรงสูงทาบนใบหน้าหรือบริเวณกว้างโดยไม่มีคำสั่งแพทย์
  • ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในช่วงที่สงสัยว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไข้เลือดออก เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลในทางเดินอาหารหรือส่งผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันสามารถทำได้โดยการดูแลสุขอนามัยและการรับวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน

การป้องกันโรคอีสุกอีใสด้วยวัคซีน

วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella Vaccine) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคและการลดความรุนแรงของอาการ แนะนำให้ฉีดเข็มแรกเมื่อเด็กอายุ 12 ถึง 18 เดือน และฉีดเข็มกระตุ้นซ้ำเมื่ออายุ 4 ถึง 6 ปี หากเด็กได้รับวัคซีนแล้วติดเชื้อ อาการจะมีความรุนแรงน้อยมากและมีตุ่มน้ำใสน้อยกว่าปกติ

การป้องกันโรคภูมิแพ้ผิวหนัง

  • ส่งเสริมให้ทารกกินนมแม่ล้วนอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นในสิ่งแวดล้อม เช่น กำจัดไรฝุ่นในห้องนอน ใช้เครื่องฟอกอากาศ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และสารเคมีระคายเคือง
  • ดูแลผิวหนังของเด็กให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอด้วยการทาโลชั่นหรือครีมที่เหมาะสมเป็นประจำทุกวัน

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

Checklist แนวทางปฏิบัติเมื่อลูกงอแงเกตัวยามดึก:
1. สังเกตลักษณะของผื่นว่าเป็นตุ่มน้ำใส (อีสุกอีใส) หรือผื่นแห้งแดงตามข้อพับ (ภูมิแพ้ผิวหนัง)
2. ตัดเล็บเด็กให้สั้นและสวมถุงมือผ้าฝ้ายเพื่อป้องกันการแกะเกาจนเกิดแผลอักเสบ
3. ปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นสบาย หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด และทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้น
4. ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว (10-15 มก./กก. ทุก 4-6 ชม.) ห้ามใช้แอสไพรินเด็ดขาด
5. พาไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงเกิน 3 วัน ซึม หายใจหอบเหนื่อย หรือมีหนองที่แผล
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down