ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความทุกข์ทรมานที่ซ่อนอยู่หลังแผลงูสวัด

หลายท่านอาจเข้าใจว่าเมื่อผื่นงูสวัดแห้งและตกสะเก็ดแล้ว ความเจ็บป่วยจะสิ้นสุดลง แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับอาการปวดแสบ ปวดร้อน หรือปวดเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตบริเวณตำแหน่งที่เคยเป็นผื่น แม้ผิวหนังจะดูปกติแล้วก็ตาม ภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia: PHN) ซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุดและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการปวดเรื้อรัง

โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เกิดจากการกลับมาเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส วาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ที่เคยแฝงตัวอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึกของร่างกายหลังจากที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน เมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียด อายุที่มากขึ้น หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ไวรัสจะเคลื่อนตัวตามแนวเส้นประสาทออกมายังผิวหนังและทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง

กระบวนการที่ทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง คือการที่เส้นประสาทได้รับความเสียหายจากการติดเชื้อไวรัสอย่างรุนแรง ส่งผลให้เส้นประสาทส่วนปลายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา เกิดการส่งสัญญาณความเจ็บปวดที่ผิดปกติไปยังสมอง แม้เชื้อไวรัสจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่เส้นประสาทยังคงส่งสัญญาณความเจ็บปวดแบบหลอกๆ ออกมาตลอดเวลา ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดทรมานต่อเนื่องเป็นเดือนหรืออาจเป็นปี

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด

แม้โรคนี้จะพบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่โอกาสเกิดอาการปวดเรื้อรังจะเพิ่มสูงขึ้นตามปัจจัยดังต่อไปนี้:

  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงที่สุด
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด หรือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • การรักษาในช่วงระยะแรกไม่ได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว (เกิน 72 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีผื่น)
  • ความรุนแรงของผื่นในระยะเริ่มต้นที่มีการอักเสบมาก

สัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์

หากอาการปวดไม่ดีขึ้นหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ท่านควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยาหรือคลินิกจัดการความเจ็บปวด (Pain Clinic) โดยเฉพาะเมื่อพบสัญญาณดังต่อไปนี้:

  • อาการปวดรุนแรงจนส่งผลต่อการนอนหลับหรือกิจวัตรประจำวัน
  • ความเจ็บปวดไม่ได้ลดลงเลยหลังจากผ่านไป 1 เดือน
  • มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย
  • ผิวหนังบริเวณที่ปวดมีความไวต่อสัมผัสเกินปกติ เช่น แค่เสื้อผ้าเสียดสีก็รู้สึกปวดเหมือนถูกเข็มแทง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: การซื้อยาแก้ปวดทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ อาจไม่ได้ผลในกรณีของอาการปวดปลายประสาท เนื่องจากยาแก้ปวดพื้นฐานอย่าง พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) มักใช้ไม่ได้ผลกับอาการปวดชนิดนี้

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการปวดปลายประสาทจำเป็นต้องใช้ยาเฉพาะทางที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทโดยตรง โดยการรักษาประกอบด้วย:

  • ยากลุ่มต้านอาการชัก (Anticonvulsants): เช่น ยา Gabapentin หรือ Pregabalin ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการปรับการทำงานของเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดผิดปกติ
  • ยากลุ่มต้านเศร้า (Antidepressants): เช่น Tricyclic Antidepressants (TCAs) ยาเหล่านี้ในขนาดต่ำมีฤทธิ์ปรับสมดุลสารสื่อประสาท ช่วยบรรเทาอาการปวดเรื้อรังได้ดีมาก
  • ยาชาหรือยาบรรเทาปวดชนิดทา (Topical Agents): เช่น แผ่นแปะ Lidocaine หรือครีม Capsaicin เพื่อลดความไวของเส้นประสาทเฉพาะจุด
  • การทำหัตถการลดปวด: ในรายที่ดื้อต่อยา แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยาบล็อกเส้นประสาท (Nerve Block) หรือการใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อระงับการทำงานของเส้นประสาท

ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะหายขาด

ระยะเวลาในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายของเส้นประสาท โดยทั่วไปอาการปวดจะค่อยๆ ทุเลาลงภายใน 3 ถึง 6 เดือน หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี ซึ่งต้องอาศัยการปรับยาโดยแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด การดูแลสุขภาพจิตและการทำกายภาพบำบัดควบคู่ไปกับการใช้ยาจะช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำแนะนำจากคุณหมอ: การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Shingles Vaccine) ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป คือวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความเสี่ยงทั้งการเกิดโรคและความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย

  • หากมีอาการงูสวัด ต้องรีบพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงแรก
  • เมื่อเริ่มมีอาการปวดหลังผื่นหาย ให้รีบปรึกษาแพทย์ ไม่ควรทนจนเรื้อรัง
  • จดบันทึกระดับความปวดและผลข้างเคียงจากยาเพื่อสื่อสารกับแพทย์
  • พักผ่อนให้เพียงพอและงดความเครียด เพื่อให้ระบบประสาทฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down