ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจโรคปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดและผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

โรคปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด (Post-Herpetic Neuralgia หรือ PHN) คือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุดหลังจากโรคผื่นงูสวัดหายดีแล้ว โดยอาการปวดนี้สามารถสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมากให้กับผู้ป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ รบกวนการนอนหลับ การรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิตประจำวัน สถิติทางการแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยที่เป็นงูสวัดมีโอกาสเกิดภาวะปวดปลายประสาทเรื้อรังนี้เพิ่มสูงขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรค การรักษาที่ถูกต้อง และการดูแลตัวเองจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับความทรมานนี้อย่างได้ผล

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคจากไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์

จุดเริ่มต้นของโรคปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดมาจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสในวัยเด็กที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) เมื่อบุคคลนั้นหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปจากร่างกายอย่างถาวร แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอยู่เงียบๆ บริเวณปมประสาทไขสันหลัง (Dorsal Root Ganglia) หรือปมประสาทกะโหลกศีรษะ โดยอยู่ในภาวะสงบเป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงจากอายุที่มากขึ้น ความเครียด ความเหนื่อยล้า โรคประจำตัว หรือการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ไวรัสที่หลบซ่อนอยู่จะตื่นตัวขึ้นและทวีจำนวนขึ้นใหม่ จากนั้นจึงเดินทางตามเส้นประสาทมาสู่ผิวหนัง ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด แสบร้อน และผื่นตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาทที่เรียกว่าโรคงูสวัด

ในกระบวนการนี้ เส้นประสาทส่วนปลายและปมประสาทจะเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงและเสียหาย เมื่อแผลที่ผิวหนังหายเป็นปกติแล้ว แต่เซลล์ประสาทที่เคยถูกทำลายยังไม่สามารถฟื้นฟูสภาพให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ เส้นประสาทเหล่านั้นจึงส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองอย่างผิดปกติ แม้จะไม่มีสิ่งกระตุ้นภายนอกแล้วก็ตาม กลายมาเป็นอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังที่ยาวนานและทรมาน

อาการสำคัญและลักษณะความเจ็บปวดที่ต้องสังเกต

อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป ผู้ป่วยมักบรรยายความรู้สึกเจ็บปวดในหลายรูปแบบ ดังนี้

  • อาการปวดแปล็บ ปวดแสบปวดร้อน หรือปวดคล้ายถูกไฟลวกในบริเวณที่เคยเป็นผื่นงูสวัด
  • อาการเจ็บแปลบฉับพลันคล้ายถูกเข็มแทงหรือถูกกระแสไฟฟ้าช็อตเบาๆ
  • อาการไวต่อการสัมผัส (Allodynia) ซึ่งเป็นอาการที่น่ารำคาญใจมากที่สุด เพียงแค่เนื้อผ้าเสียสี ผิวหนังถูกสัมผัสเบาๆ หรือโดนลมพัดผ่าน ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้
  • อาการคันยิบๆ หรือชาบริเวณผิวหนังร่วมด้วย

ระยะเวลาในการมีอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทางการแพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นภาวะปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด เมื่ออาการปวดบริเวณผิวหนังยังคงอยู่นานเกินสามเดือนหลังจากที่ผื่นงูสวัดหายสนิทแล้ว ในบางรายอาการอาจคงอยู่ยาวนานหลายเดือนหรือข้ามปี ซึ่งสร้างความเครียดและอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม

สัญญาณเตือนอันตรายและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าอาการปวดปลายประสาทจะเป็นผลพวงจากโรคเดิม แต่หากมีอาการผิดปกติบางประการร่วมด้วย ผู้ป่วยจำเป็นต้องรีบมาพบแพทย์โดยเร็วเพื่อรับการประเมินซ้ำและปรับแนวทางการรักษา

  • อาการปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนยาแก้ปวดขนาดปกติไม่สามารถบรรเทาได้
  • มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในบริเวณที่เส้นประสาทเลี้ยง เช่น แขนหรือขาขยับได้ไม่เต็มที่
  • หากโรคงูสวัดเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าและลามเข้าใกล้ดวงตา มีอาการตามัว ปวดตา ตาแดง หรือสู้แสงไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดการอักเสบที่กระจกตาและสูญเสียการมองเห็นได้
  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่แผลเดิม
  • อาการปวดรบกวนการนอนหลับอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสภาพร่างกายโดยรวม
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่าห้าสิบปีและเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนนำมาก่อนที่จะเกิดผื่นงูสวัด ควรได้รับการวินิจฉัยและเริ่มต้นรับประทานยาต้านไวรัสภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรกนับตั้งแต่พบผื่นตุ่มน้ำใสเม็ดแรก เพื่อลดความรุนแรงและลดโอกาสการเกิดภาวะปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยภาวะปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของการเป็นงูสวัด ลักษณะของอาการปวด และการตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างรอบคอบ เพื่อประเมินระดับความเสียหายของเส้นประสาทและแยกแยะออกจากสาเหตุอาการปวดอื่นๆ ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการซับซ้อน แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการหรือส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมระบบประสาทหรือคลินิกควบคุมความเจ็บปวด (Pain Clinic)

วิธีดูแลรักษาและการใช้ยาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดมีความท้าทาย เนื่องจากเป็นอาการปวดจากปลายประสาทอักเสบเรื้อรัง ซึ่งการใช้ยาแก้ปวดทั่วไปเช่นพาราเซตามอลมักไม่ได้ผลดีนัก แพทย์จึงต้องใช้กลุ่มยาเฉพาะทางเพื่อระงับสัญญาณประสาทที่ผิดปกติ

กลุ่มยาหลักที่ใช้ในการรักษาประกอบด้วย

  • ยากลุ่มลดความไวของเส้นประสาท (Gabapentinoids เช่น Gabapentin และ Pregabalin) ซึ่งเป็นยาหลักในการปรับการทำงานของระบบประสาท ลดการปล่อยสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมอง
  • ยาต้านเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก (Tricyclic Antidepressants เช่น Amitriptyline) ในขนาดต่ำ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยระงับปวดเส้นประสาทและช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น
  • ยาทาเฉพาะที่ เช่น ครีมแคาซิน (Capsaicin Cream) หรือแผ่นแปะลิโดเคน (Lidocaine Patch) ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดเฉพาะจุดโดยไม่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดมากนัก
  • การรักษาเสริมอื่นๆ เช่น การทำกายภาพบำบัด การฝังเข็มโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือการฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาทในรายที่อาการรุนแรงมากและไม่ตอบสนองต่อยาชนิดรับประทาน

ระยะเวลาในการรักษาและโอกาสหายขาดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอายุของผู้ป่วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายขาดได้ภายในเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปี แต่ในผู้สูงอายุบางรายอาการอาจคงอยู่ยาวนาน การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งและห้ามหยุดยาเองทันทีจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลตัวเองร่วมกับการรักษาทางแพทย์มีความสำคัญมาก ผู้ป่วยควรสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่มหลวมๆ เพื่อลดการเสียดสี ประคบเย็นบริเวณที่มีอาการปวดเพื่อช่วยลดความไวของเส้นประสาทชั่วคราว หลีกเลี่ยงความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

หนทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงความทรมานจากภาวะปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคงูสวัดตั้งแต่แรก ปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมากในการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Shingles Vaccine) ซึ่งแนะนำเป็นอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเกิดโรค และหากติดเชืองูสวัด วัคซีนยังช่วยลดความรุนแรงของโรค รวมถึงลดโอกาสการเกิดภาวะปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดได้อย่างมีนัยสำคัญ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

  • สังเกตอาการปวดแสบปวดร้อนและผื่นตามแนวเส้นประสาท รีบพบแพทย์ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรกเพื่อรับยาต้านไวรัส
  • หากเป็นงูสวัดหายแล้วแต่ยังมีอาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับยาปรับการทำงานของเส้นประสาท
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามปรับลดหรือหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นชั่วคราว
  • ดูแลผิวหนังบริเวณที่เคยเป็นแผลให้สะอาด สวมเสื้อผ้าหลวมเพื่อลดการระคายเคืองและการเสียดสี
  • พิจารณารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำในอนาคต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down