ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขความลับโรคงูสวัดและการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเพื่อให้หายไวที่สุด

โรคงูสวัดเป็นโรคผิวหนังที่สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมากจากอาการปวดแสบปวดร้อนและตุ่มน้ำใสที่กระจายตัวตามแนวเส้นประสาท การเลือกใช้ยาต้านไวรัสที่ถูกต้องและรวดเร็วถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ย่นระยะเวลาการลุกลามของแผล และป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาวอย่างอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังที่มักสร้างความรำคาญใจให้ผู้ป่วยในระยะยาว บทความนี้จะพาเจาะลึกทุกแง่มุมทางการแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยา การดูแลแผล และการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเพื่อให้แผลแห้งเร็วที่สุด

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคงูสวัดจากอดีตสู่ปัจจุบัน

โรคงูสวัด (Shingles) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซ-ซิมเพล็กซ์ หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus หรือ VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เมื่อบุคคลเคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก หายจากโรคแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมด แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาท (Sensory Nerve Ganglia) บริเวณไขสันหลังและกะโหลกศีรษะอย่างเงียบสงบเป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี

เมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเครียด ความเหนื่อยล้า การพักผ่อนไม่เพียงพอ สูงอายุ โรคเรื้อรัง หรือการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ไวรัสที่หลบซ่อนอยู่จะตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง เพิ่มจำนวน และเดินทางตามเส้นประสาทมาสู่ผิวหนังที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทเส้นนั้น ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ ปวดแสบปวดร้อน และเกิดผื่นตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาทอย่างชัดเจน

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรคงูสวัด

การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้ผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ทันท่วงที โดยอาการของโรคองูสวัดแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักดังนี้

  • ระยะก่อนเกิดผื่น (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน ยิบๆ หรือเสียวแปลบ บริเวณผิวหนังข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย (มักไม่ข้ามเส้นกึ่งกลางลำตัว) บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ระยะนี้กินเวลาประมาณ 1 ถึง 5 วันก่อนจะมีผื่นปรากฏ
  • ระยะผื่นและตุ่มน้ำใส (Acute Eruptive Phase): เริ่มมีผื่นสีแดงขึ้นตามจุดที่เคยมีอาการปวด จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสกลุ่มเล็กๆ คล้ายตุ่มอีสุกอีใส แต่จะเกาะกลุ่มอยู่เฉพาะแนวเส้นประสาท ตุ่มน้ำเหล่านี้จะเริ่มขุ่นและแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ ก่อนจะตกสะเก็ดในเวลาต่อมา ระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดรุนแรงมากที่สุด
  • ระยะฟื้นตัวและอาการปวดปลายประสาท (Convalescent and PHN Phase): แผลจะเริ่มแห้งและตกสะเก็ดหลุดออกไปเองภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ผิวหนังบริเวณนั้นอาจมีสีคล้ำขึ้นหรือจางลง (Post-inflammatory Hyperpigmentation or Hypopigmentation) ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจยังมีอาการปวดแปลบหรือปวดแสบปวดร้อนบริเวณแผลแม้แผลจะหายสนิทแล้ว ซึ่งเรียกว่าภาวะปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด (Post-herpetic Neuralgia หรือ PHN)

สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคงูสวัดส่วนใหญ่จะรักษาหายได้เอง แต่มีบางกรณีที่เชื้อลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน โดยมีสัญญาณเตือนอันตรายดังนี้

  • งูสวัดขึ้นบริเวณใบหน้า ตา หรือปลายจมูก: หากตุ่มน้ำลามเข้าใกล้ดวงตา อาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ แผลที่กระจกตา สูญเสียการมองเห็น หรือม่านตาอักเสบรุนแรง
  • อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง: มีอาการปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึม สับสน อาเจียนพุ่ง หรือมีอาการชัก ซึ่งบ่งบอกถึงการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองหรือเนื้อสมอง
  • แผลติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน: แผลมีหนองไหล มีกลิ่นเหม็น บวมแดงร้อนรอบแผล และมีไข้สูงร่วมด้วย
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง: เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเชื่องูสวัดอาจกระจายทั่วร่างกาย (Disseminated Zoster)

เป็นงูสวัดกินยาอะไรถึงหายไว: เจาะลึกยาต้านไวรัส

คำถามยอดฮิตของผู้ป่วยคือ เป็นงูสวัดกินยาอะไรถึงหายไว คำตอบทางการแพทย์คือผู้ป่วยควรได้รับ ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) โดยเร็วที่สุด ซึ่งช่วงเวลาทอง (Window Period) ที่ยาจะออกฤทธิ์ได้มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ ภายใน 72 ชั่วโมง (3 วันแรก) หลังจากเริ่มมีผื่นตุ่มน้ำปรากฏขึ้น การเริ่มยาในช่วงเวลานี้จะช่วยลดระยะเวลาการเกิดตุ่มน้ำใหม่ ลดความรุนแรงของอาการปวด และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะปวดปลายประสาทเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มยาต้านไวรัสที่แพทย์นิยมสั่งจ่ายมีดังนี้

  • อะซัยโคลเวียร์ (Acyclovir): เป็นยาต้านไวรัสรุ่นแรกที่มีประสิทธิภาพดี ราคาประหยัด แต่ต้องรับประทานบ่อยครั้ง (โดยทั่วไปคือ 5 ครั้งต่อวัน นาน 7 ถึง 10 วัน)
  • วาลาซัยโคลเวียร์ (Valacyclovir): เป็นยาอนุพันธ์ที่พัฒนาต่อยอดมาจากอะซัยโคลเวียร์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นอะซัยโคลเวียร์ ข้อดีคือมีความสามารถในการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีกว่า ทำให้รับประทานน้อยครั้งลง (โดยทั่วไปคือ 3 ครั้งต่อวัน นาน 7 วัน) ช่วยเพิ่มความร่วมมือในการกินยาของผู้ป่วย
  • แฟมซัยโคลเวียร์ (Famciclovir): ยาต้านไวรัสอีกหนึ่งตัวที่มีประสิทธิภาพสูง รับประทานสะดวก (โดยทั่วไปคือ 3 ครั้งต่อวัน) มักใช้ในกรณีที่แพทย์พิจารณาความเหมาะสมตามอาการของผู้ป่วย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: การซื้อยาต้านไวรัสรับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรอาจไม่ปลอดภัย เนื่องจากขนาดยาต้องปรับตามการทำงานของไต (Kidney Function) ในผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับไต หากรับประทานยาในขนาดที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อไตได้ นอกจากนี้ ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าแผลจะเริ่มแห้งแล้วก็ตาม ต้องรับประทานติดต่อกันจนครบกำหนดตามแพทย์สั่งเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ

วิธีรักษาตามอาการและการดูแลแผลที่บ้าน

นอกจากการรับประทานยาต้านไวรัสแล้ว การดูแลรักษาตามอาการและการทำแผลอย่างถูกวิธีจะช่วยให้แผลแห้งเร็วและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

  • การบรรเทาอาการปวด: แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาแก้ปวดตามระดับความรุนแรง เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ยาแก้ปวดกลุ่มพรีกาบาลิน (Pregabalin) หรือกาบากาเพนติน (Gabapentin) สำหรับอาการปวดเส้นประสาท และยาทาเฉพาะที่เพื่อลดอาการคันและแสบร้อน
  • การดูแลรักษาแผล: รักษาความสะอาดบริเวณแผลอยู่เสมอโดยการล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือทางการแพทย์ ซับให้แห้งเบาๆ หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลอักเสบ ลุกลาม และเกิดรอยแผลเป็น
  • การเลือกเสื้อผ้า: สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่ม หลวมสบาย ไม่รัดแน่นบริเวณที่เป็นแผล เพื่อลดการเสียดสีที่อาจทำให้ตุ่มน้ำแตกและระคายเคืองมากขึ้น
คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ป่วยงูสวัดยังสามารถแพร่เชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่เคยได้รับวัคซีนอีสุกอีใสได้ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำโดยตรง ดังนั้น ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับหญิงตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จนกว่าแผลจะแห้งและตกสะเก็ดสนิท

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาโรคงูสวัด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและป้องกันไม่ให้อาการลุกลามรุนแรง ผู้ป่วยควรตระหนักถึงข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ชนิดกินเอง: โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัส การรับประทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียจึงไม่มีผลในการรักษาโรคนี้แต่อย่างใด ยกเว้นในกรณีที่แพทย์ตรวจพบว่ามีแผลติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนร่วมด้วยเท่านั้น
  • ห้ามพอกยาสสมุนไพรหรือแป้งบนแผลเด็ดขาด: การนำสมุนไพร ยาสีฟัน แป้ง หรือขี้ผึ้งที่ไม่ปรากฏแหล่งที่มาที่ชัดเจนมาพอกบริเวณตุ่มน้ำงูสวัด เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนอย่างรุนแรง กลายเป็นแผลเน่าเปื้อนและทิ้งรอยแผลเป็นลึก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาทาสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์แรงในระยะแรก: การทายาสเตียรอยด์บนตุ่มน้ำงูสวัดอาจทำให้ภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ลดลง ส่งผลให้เชื้อไวรัสลุกลามแพร่กระจายกว้างขึ้น

วิธีป้องกันโรคงูสวัดและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เนื่องจากโรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสแฝงในร่างกาย การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน

  • การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด (Shingles Vaccine): ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Zoster Vaccine) ซึ่งแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนนี้ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคและลดความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัดได้อย่างยอดเยี่ยม
  • การดูแลสุขภาพร่างกาย: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และบริหารความเครียด เพื่อรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในเกณฑ์ดีอยู่เสมอ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสที่ซ่อนอยู่ตื่นตัวขึ้นมาสร้างปัญหา

สรุปแนวปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคงูสวัด

โรคงูสวัดจะไม่น่ากลัวหากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว การจดจำแนวปฏิบัติที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณก้าวผ่านโรคนี้ได้อย่างปลอดภัยและหายไวขึ้น

  • สังเกตอาการปวดแสบปวดร้อนและผื่นตุ่มน้ำใสตามแนวเส้นประสาท
  • รีบไปพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงแรกเพื่อรับประทานยาต้านไวรัส เช่น วาลาซัยโคลเวียร์ หรืออะซัยโคลเวียร์
  • ห้ามแกะเกาแผล ห้ามพอกยาสมุนไพร และดูแลแผลให้สะอาดแห้งอยู่เสมอ
  • รับประทานยาจนครบกำหนดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • พิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดหากมีอายุเกิน 50 ปี เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down