ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขความลับโรคและแผลเป็นจากงูสวัด: ทำไมผิวถึงทิ้งรอย

โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการ reactivation หรือการตื่นตัวซ้ำของเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) หลังจากที่เราหายจากโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก เชื้อไวรัสนี้จะไม่ได้หายไปจากร่างกายอย่างถาวร แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณปมประสาท (Sensory Nerve Ganglia) ใกล้กับไขสันหลังและสมอง รอคอยเวลาที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลง เช่น ความเครียด ความเหนื่อยล้า อายุที่มากขึ้น หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อไวรัสจึงจะเบ่งบานและเดินทางตามเส้นประสาทออกมาแสดงอาการที่ผิวหนัง กลายเป็นกลุ่มตุ่มน้ำใสที่มักเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท พร้อมกับอาการปวดแสบปวดร้อนทรมาน

ความน่ากลัวของงูสวัดไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเจ็บปวดในระยะเฉียบพลันเท่านั้น แต่ปัญหาที่สร้างความกังวลใจและบั่นทอนความมั่นใจในระยะยาวคือ รอยแผลเป็นและรอยดำรอยแดงที่หลงเหลือไว้หลังตุ่มน้ำแห้งตกสะเก็ด กลไกการเกิดแผลเป็นจากงูสวัดเกี่ยวข้องกับการอักเสบรุนแรงในชั้นหนังแท้ (Dermis) การทำลายเนื้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) และเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ถูกกระตุ้นให้ผลิตออกมามากกว่าปกติจากกระบวนการอักเสบ ทำให้ผิวบริเวณนั้นเกิดรอยแผลเป็นที่มีทั้งลักษณะแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scars) แผลเป็นบุ๋ม (Atrophic Scars) หรือรอยดำรอยแดงหลังการอักเสบ (Post-inflammatory Hyperpigmentation / Erythema) ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลรักษาอย่างถูกวิธี อาจกลายเป็นรอยแผลเป็นถาวรที่รักษาได้ยาก

สาเหตุ กลไก และปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดรอยแผลเป็นรุนแรง

กระบวนการอักเสบของโร่องูสวัดมีความจำเพาะเจาะจงสูง เนื่องจากตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นตามแนวเส้นประสาท ทำให้การอักเสบไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ผิวหนังชั้นนอกสุด แต่ลุกลามลงไปถึงเนื้อเยื่อชั้นลึก ส่งผลให้โครงสร้างผิวเสียหายอย่างรุนแรง ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ป่วยแต่ละรายมีความรุนแรงของแผลเป็นแตกต่างกัน ได้แก่

  • ความรุนแรงของการอักเสบในระยะแรก: ผู้ป่วยที่มีตุ่มน้ำขนาดใหญ่ มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกา จะทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายลึกขึ้นและทิ้งแผลเป็นที่เด่นชัด
  • อายุและสภาพผิว: ผู้สูงอายุมีความยืดหยุ่นของผิวหนังลดลง การสร้างคอลลาเจนทดแทนทำได้ช้ากว่า ทำให้มีโอกาสเกิดแผลเป็นได้ง่ายและหายช้ากว่าคนหนุ่มสาว
  • โรคประจำตัว: ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง แผลจะหายช้าและมีโอกาสเกิดเนื้อเยื่อพังผืดได้มากกว่าคนปกติ
  • พฤติกรรมการดูแลผิว: การแกะเกา สะเก็ดแผลหลุดก่อนกำหนด หรือการใช้สารเคมีรุนแรงทาลงบนแผลสด ล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดแผลเป็นถาวร
คำแนะนำจากคุณหมอ: การป้องกันแผลเป็นที่ดีที่สุดต้องเริ่มตั้งแต่ระยะที่ตุ่มน้ำกำลังขึ้น โดยห้ามแกะเกาเด็ดขาด และรีบพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสภายในเจ็ดสัปดาห์แรก (ดีที่สุดคือภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรก) เพื่อลดความรุนแรงของการทำลายเส้นประสาทและผิวหนัง

อาการ ระยะของโรค และสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์

การดำเนินโรคของงูสวัดแบ่งออกเป็นสามระยะสำคัญ ซึ่งผู้ป่วยและผู้ดูแลควรทำความเข้าใจเพื่อการดูแลรักษาที่ถูกต้อง:

  • ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน หรือเสียวแปลบตามผิวหนังบริเวณที่จะเกิดโรค นำมาก่อนที่จะมีผื่นขึ้นประมาณหนึ่งถึงห้าวัน บางรายอาจมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลียร่วมด้วย
  • ระยะลุกลามและเกิดตุ่มน้ำ (Acute Phase): จะมีผื่นแดงขึ้นตามแนวเส้นประสาท จากนั้นกลายเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็กอัดแน่นอยู่ในบริเวณเดียวกัน ต่อมาตุ่มน้ำจะขุ่นขึ้นและแตกออกเป็นแผลถลอก ก่อนจะแห้งและตกสะเก็ดในเวลาประมาณเจ็ดถึงสิบวัน
  • ระยะฟื้นตัวและแผลเป็น (Convalescent Phase): สะเก็ดแผลจะค่อยๆ หลุดลอกออก เผยให้เห็นผิวหนังใหม่ที่เป็นรอยสีชมพู รอยแดง หรือรอยดำ และอาจมีอาการปวดปลายประสาทหลงเหลืออยู่ (Post-herpetic Neuralgia)
ข้อควรระวังทางการแพทย์ (Red Flags): หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที:
  • ผื่นงูสวัดลามเข้าใกล้ดวงตา หรือที่ปลายจมูก ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่กระจกตาและสูญเสียการมองเห็น
  • มีไข้สูงหนั่นสั่นเทา หรือมีอาการซึม สับสน ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือลามเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง
  • แผลมีหนองไหล มีกลิ่นเหม็น หรือบวมแดงร้อนลามเป็นวงกว้าง ซึ่งแสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์ผิวหนังหรืออายุรแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคงูสวัดได้เป็นส่วนใหญ่จากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย โดยพิจารณาจากลักษณะรอยโรคที่เป็นตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาทด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายอย่างชัดเจน พร้อมกับอาการปวดแสบปวดร้อน ในกรณีที่รอยโรคมีความผิดปกติหรือไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การขูดฐานแผลเพื่อย้อมสีตรวจหาเซลล์ติดเชื้อ (Tzanck Smear) หรือการส่งตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction) รวมถึงการเจาะเลือดตรวจประเมินสุขภาพทั่วไปในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

วิธีดูแลรักษาแผลเป็นจากงูสวัดและการทายาที่ถูกต้อง

เมื่อแผลจากงูสวัดแห้งและตกสะเก็ดหลุดออกหมดแล้ว เข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญในการฟื้นฟูผิวเพื่อลดรอยแผลเป็น แนวทางการรักษาทางการแพทย์เพื่อคืนความเรียบเนียนให้แก่ผิวหนังประกอบด้วยวิธีการดังต่อไปนี้:

  • การใช้ยาทาเฉพาะที่สำหรับรอยดำและรอยแดง: ยาในกลุ่มไวท์เทนนิ่งที่มีส่วนผสมของกรดโคจิก (Kojic Acid) อาร์บูติน (Arbutin) วิตามินซี (Vitamin C) หรือไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ส่วนรอยแดงจากการอักเสบสามารถใช้ยาทาลดการอักเสบหรือครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบก (Centella Asiatica) เพื่อช่วยสมานผิว
  • การใช้ยาทาลดแผลเป็นนูนและแผลเป็นชนิดบุ๋ม: เจลหรือแผ่นแปะที่มีส่วนผสมของซิลิโคนทางการแพทย์ (Silicone Gel / Silicone Sheet) ช่วยเก็บบันทึกความชุ่มชื้นและกดทับเนื้อเยื่อแผลเป็นนูนให้อ่อนนุ่มและราบเรียบลง สำหรับแผลเป็นหลุมแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาทาที่มีส่วนผสมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • หัตถการทางการแพทย์เพื่อผลลัพธ์ที่รวดเร็ว:
    • เลเซอร์รักษารอยดำรอยแดง (Vascular and Pigment Lasers): เช่นคิวสวิทช์เลเซอร์ (Q-Switched Laser) หรือพัลส์ดายเลเซอร์ (Pulsed Dye Laser) ช่วยจัดการเม็ดสีส่วนเกินและลดเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัว
    • เลเซอร์ปรับสภาพผิว (Fractional Laser): ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว เหมาะสำหรับแผลเป็นนูนหรือหลุมแผลเป็น
    • การฉีดยาลดแผลเป็น (Intralesional Steroid Injection): ใช้สำหรับแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ เพื่อช่วยให้แผลยุบตัวลง
    • การทำทรีตเมนต์ผลัดเซลล์ผิว (Chemical Peeling): ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่มีรอยคล้ำให้หลุดลอกออกอย่างอ่อนโยน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลแผล

เพื่อให้การรักษาแผลเป็นได้ผลดีและไม่เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงดังต่อไปนี้:

  • ห้ามแกะเกาหรือดึงสะเก็ดแผลเด็ดขาด: การกระทำดังกล่าวจะทำให้ผิวหนังฉีกขาด เกิดแผลลึก และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาปิดแผล ส่งผลให้เกิดแผลเป็นนูนหรือรอยด่างดำที่รักษายากยิ่งขึ้น
  • ห้ามทายาสมุนไพรพื้นบ้านหรือยาแปลกปลอมลงบนแผลสด: การพอกยาสมุนไพรยาสว ยาหม้อ หรือน้ำปูนใสลงบนตุ่มน้ำหรือแผลเปิด เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนอย่างรุนแรง ทำให้เกิดเนื้อตายและแผลเป็นขนาดใหญ่
  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัดโดยตรง: รังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดจะกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้ทำงานมากขึ้น ทำให้รอยแผลเป็นกลายเป็นสีคล้ำและใช้เวลานานมากกว่าจะจางลง ควรทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟสูงและปกป้องผิวด้วยเสื้อผ้าเนื้อหนา
  • ห้ามซื้อยาทาสเตียรอยด์ความเข้มข้นสูงมาทาเอง: การใช้ยาสเตียรอยด์ผิดวิธีในระยะแผลสดอาจทำให้แผลหายช้าลงและติดเชื้อได้ง่าย

วิธีป้องกันงูสวัดและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันแผลเป็นจากงูสวัด คือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่แรกเริ่ม การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและการสร้างภูมิคุ้มกันจึงเป็นหัวใจสำคัญ:

  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Shingles Vaccine): ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะวัคซีนชนิดรีแนนท์ (Recombinant Zoster Vaccine) ซึ่งแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุสิบแปดปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนนี้สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดโรค ลดความรุนแรงของอาการ และลดภาวะแทรกซ้อนรวมถึงอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การดูแลสุขภาพและโภชนาการ: รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • การจัดการความเครียด: ความเครียดเรื้อรังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงและกระตุ้นเชื้อไวรัสให้ตื่นตัว การฝึกสมาธิหรือทำกิจกรรมผ่อนคลายจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงได้

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

เช็คลิสต์ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อดูแลแผลเป็นจากงูสวัด

  • ระยะตุ่มน้ำ: ห้ามแกะเกาเด็ดขาด รักษาความสะอาดผิวด้วยสบู่อ่อนโยน ทายาตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ทันทีหากมีสัญญาณอันตราย
  • ระยะแผลแห้งและตกสะเก็ด:ปล่อยให้สะเก็ดหลุดลอกออกเองตามธรรมชาติ งดการใช้สมุนไพรพอกแผล
  • ระยะฟื้นฟูแผลเป็น: เริ่มทาเจลลดรอยแผลเป็นหรือครีมบำรุงผิวที่ช่วยลดเม็ดสีเมื่อแผลปิดสนิทดีแล้ว
  • การปกป้องผิว: หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและทาครีมกันแดดสม่ำเสมอเพื่อป้องกันรอยแผลเป็นเป็นสีคล้ำ
  • การป้องกันระยะยาว: พิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down