ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจโรคงูสวัดและเริม: โรคผิวหนังจากไวรัสกลุ่มเดียวกันที่หลายคนสับสน

อาการผื่นตุ่มน้ำใสที่เกิดขึ้นตามผิวหนังมักสร้างความกังวลใจและสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก โรคผิวหนังที่พบได้บ่อยและมักทำให้เกิดความสับสนอยู่เสมอคือโรคงูสวัด (Shingles) และโรคเริม (Herpes Simplex) แม้ว่าโรคทั้งสองชนิดนี้จะมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเฮอร์พีส์ (Herpesviruses) เช่นเดียวกัน แต่ในทางการแพทย์แล้วโรคทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุ ลักษณะของผื่น ตำแหน่งที่เกิด ตำนานการกระจายตัวของโรค ตลอดจนแนวทางการรักษาและการป้องกัน การทำความเข้าใจและสามารถแยกแยะโรคทั้งสองนี้ได้อย่างแม่นยำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและเริ่มต้นการรักษาได้อย่างทันท่วงที ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นตามมาได้ในระยะยาว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เชื้อไวรัสซ่อนเร้นและความแตกต่างที่สำคัญ

เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างชัด เราต้องทำความรู้จักกับเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุและกลไกการออกฤทธิ์ภายในร่างกายของโรคทั้งสองชนิดนี้ ซึ่งมีความจำเพาะเจาะจงและแตกต่างกันอย่างชัดเจน

โรคงูสวัดเกิดจากอะไร

โรคงูสวัด (Shingles หรือ Herpes Zoster) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวอริเซลลา zoster (Varicella-Zoster Virus หรือ VZV) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกันกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เมื่อบุคคลใดเคยเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็กแล้ว แม้ว่าโรคจะหายสนิทและแผลหายดีแล้ว แต่ตัวเชื้อไวรัสจะไม่ถูกกำจัดออกไปจากร่างกายอย่างหมดจด เชื้อจะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอย่างเงียบๆ อยู่ที่ปมประสาท (Sensory Nerve Ganglia) บริเวณไขสันหลังหรือกะโหลกศีรษะ โดยถูกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายควบคุมเอาไว้ไม่ให้แสดงอาการ

เมื่อเวลาผ่านไป หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ อายุที่เพิ่มมากขึ้น (โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่าห้าสิบปี) โรคประจำตัวเรื้อรัง หรือการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ไวรัสที่หลบซ่อนอยู่จะตื่นตัวขึ้นมาใหม่ แล้วเคลื่อนตัวตามเส้นประสาทนั้นๆ ออกมาแสดงอาการที่ผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นผื่นตุ่มน้ำใสที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาทอย่างชัดเจน

โรคเริมเกิดจากอะไร

โรคเริม (Herpes Simplex) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus หรือ HSV) ซึ่งแบ่งออกเป็นสองชนิดหลักที่มีพฤติกรรมและการแสดงออกค่อนข้างแตกต่างกัน

  • ไวรัสเริมชนิดที่หนึ่ง (HSV-1): ส่วนใหญ่แล้วมักทำให้เกิดแผลหรือตุ่มน้ำใสบริเวณริมฝีปาก ช่องปาก เหงือก หรือใบหน้า ที่เรามักเรียกว่าเริมที่ปาก (Oral Herpes) แต่ในปัจจุบันพบการติดเชื้อชนิดนี้บริเวณอวัยวะเพศเพิ่มมากขึ้นเช่นกันผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
  • ไวรัสเริมชนิดที่สอง (HSV-2): ส่วนใหญ่แล้วมักทำให้เกิดแผลหรือตุ่มน้ำใสบริเวณอวัยวะเพศ ผิวหนังรอบทวารหนัก หรือบริเวณสะโพก ซึ่งติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก (Genital Herpes)

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเริมครั้งแรก เชื้อจะเดินทางไปซ่อนตัวอยู่ที่ปมประสาทเช่นเดียวกันกับงูสวัด และเมื่อร่างกายอ่อนแอลง เช่น มีไข้ มีประจำเดือน โดนแดดเผา หรือมีความเครียด เชื้อจะกำเริบซ้ำที่บริเวณตำแหน่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ลักษณะอาการและการดำเนินโรค: แยกความต่างระหว่างงูสวัดกับเริม

การสังเกตลักษณะอาการทางคลินิกเป็นกุญแจดอกสำคัญในการแยกโรคทั้งสองออกจากกัน โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกันในหลายมิติ ดังนี้

ลักษณะอาการของโรคงูสวัด

  • อาการนำ: ก่อนที่จะมีผื่นขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน ยิบๆ หรือเสียวแปลบ บริเวณผิวหนังที่จะเกิดผื่นล่วงหน้าประมาณหนึ่งถึงห้าวัน บางรายอาจมีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยตามเนื้อตัวร่วมด้วย
  • ลักษณะผื่นและตำแหน่ง: จะปรากฏเป็นผื่นแดงก่อนจะกลายเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสเรียงตัวกันเป็นกลุ่มก้อนตามแนวเส้นประสาทของร่างกาย (Dermatome) ซึ่งมักจะขึ้นที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายอย่างชัดเจน เช่น บริเวณลำตัว สีข้าง หน้าอก หลัง หรือใบหน้า โดยจะไม่ข้ามเส้นกึ่งกลางลำตัวไปอีก
  • ระยะเวลาการดำเนินโรค: ตุ่มน้ำใสจะแตกออกเป็นแผลตื้นๆ แล้วตกสะเก็ดแห้งไปเองภายในเจ็ดถึงสิบวัน แผลโดยรวมมักจะหายสนิทภายในสองถึงสี่สัปดาห์
  • อาการปวดปลายประสาท: อาการเด่นชัดที่สร้างความทุกข์ทรมานคือ อาการปวดแสบปวดร้อนเรื้อรังตามแนวเส้นประสาท แม้ว่าผื่นที่ผิวหนังจะหายสนิทไปแล้ว อาการปวดนี้อาจคงอยู่เป็นสัปดาห์ เดือน หรือบางรายอาจนานหลายปี ซึ่งเรียกว่า ภาวะปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด (Post-Herpetic Neuralgia หรือ PHN)

ลักษณะอาการของโรคเริม

  • อาการนำ: ผู้ป่วยอาจรู้สึกคันยิบๆ ระคายเคือง หรือแสบร้อนเล็กน้อยบริเวณริมฝีปากหรืออวัยวะเพศก่อนที่ตุ่มน้ำจะขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง
  • ลักษณะผื่นและตำแหน่ง: เกิดเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหลายตุ่มอยู่บนฐานผิวหนังสีแดง มักจะเกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างผิวหนังกับเยื่อบุ เช่น ริมฝีปาก ปีกจมูก หรือบริเวณอวัยวะเพศและก้น ลักษณะการกระจายตัวจะเป็นเฉพาะจุด ไม่ได้กระจายไปตามแนวเส้นประสาทซีกใดซีกหนึ่งแบบงูสวัด
  • ระยะเวลาการดำเนินโรค: ตุ่มน้ำจะแตกออกอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งถึงสองวัน กลายเป็นแผลตื้นๆ ที่มีน้ำเหลืองซึมและตกสะเก็ดบางๆ ก่อนจะหายเป็นปกติได้เองภายในเจ็ดถึงสิบวันโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ยกเว้นมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • การกลับมาเป็นซ้ำ: โรคเริมมีลักษณะเด่นคือการกลับมาเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิมบ่อยๆ เมื่อร่างกายอ่อนแอ แต่ความรุนแรงและอาการปวดในแต่ละครั้งมักจะน้อยกว่าการเป็นครั้งแรก
คำแนะนำจากคุณหมอ: สรุปข้อแตกต่างที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ งูสวัดจะปวดรุนแรง ปวดตามแนวเส้นประสาทเป็นแถบยาวครึ่งซีกของร่างกาย และมักไม่เป็นซ้ำที่เดิมบ่อย ส่วนเริมมักเป็นตุ่มกลุ่มเล็กๆ บริเวณริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ และมักจะกลับมาเป็นซ้ำที่จุดเดิมๆ อยู่เสมอ

สัญญาณเตือนอันตรายและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าโรคผิวหนังจากไวรัสทั้งสองชนิดนี้ส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เอง แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ผู้ป่วยจึงควรสังเกตสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์โดยด่วน

  • งูสวัดขึ้นบริเวณใบหน้า ตา หรือปลายจมูก: ถือเป็นภาวะเร่งด่วนทางจักษุวิทยา เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจลุกลามเข้าสู่กระจกตา ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา ม่านตาอักเสบ ต้อหิน หรือสูญเสียการมองเห็นได้อย่างถาวร
  • อาการปวดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป: อาการปวดปลายประสาทที่รุนแรงจนรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน
  • การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน: บริเวณผื่นหรือตุ่มน้ำมีอาการบวมแดงร้อน มีหนองไหลออกจากแผล หรือมีไข้สูงร่วมด้วย ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง: เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน หากเป็นงูสวัด เชื้ออาจกระจายตัวไปทั่วร่างกายและลุกลามเข้าสู่อวัยวะภายใน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • แผลเริมที่อวัยวะเพศในหญิงตั้งครรภ์: หากมารดาติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศในช่วงใกล้คลอด อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อไปยังทารกแรกเกิดระหว่างคลอด ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางของทารกอย่างรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคงูสวัดและเริม แพทย์ส่วนใหญ่สามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำจากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย โดยพิจารณาจากลักษณะทางคลินิกของผื่น ตำแหน่งที่เกิด และลักษณะการกระจายตัวของรอยโรค อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่รอยโรคมีความไม่ชัดเจนหรือต้องการความยืนยันที่แน่นอน แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ได้แก่

  • การขูดรอยโรคเพื่อย้อมสีตรวจทาง cytopathology (Tzanck Smear): เพื่อหาเซลล์ที่มีลักษณะจำเพาะของการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเฮอร์พีส์
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction - PCR): เป็นวิธีที่มีความไวและความจำเพาะสูงมากในการตรวจหาDNA ของไวรัสจากรอยโรค
  • การเพาะเชื้อไวรัส (Viral Culture): เก็บตัวอย่างจากน้ำในตุ่มใสเพื่อส่งเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เป้าหมายหลักในการรักษาโรคงูสวัดและเริมคือ การบรรเทาความรุนแรงของอาการ ลดระยะเวลาการเป็นโรค ป้องกันการเกิดแผลเป็น และที่สำคัญที่สุดคือการลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด

การรักษาด้วยยาต้านไวรัส

การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Medications) เช่น อะซัยโคลเวียร์ (Acyclovir), วาลาซัยโคลเวียร์ (Valacyclovir) หรือ ฟามซัยโคลเวียร์ (Famciclovir) มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยแพทย์จะแนะนำให้เริ่มรับประทานยาโดยเร็วที่สุดภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรก (สามวันแรก) นับตั้งแต่เริ่มมีผื่นขึ้น เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้อาการหายเร็วขึ้นและลดความรุนแรงของอาการปวดปลายประสาท

การรักษาตามอาการและการดูแลแผลที่บ้าน

  • การจัดการอาการปวด: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้ปวดตามความรุนแรงของอาการ เช่น พาราเซตามอล ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นสเตด (NSAIDs) ในบางรายที่มีอาการปวดปลายประสาทรุนแรงแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปรับการทำงานของระบบประสาทร่วมด้วย
  • การดูแลความสะอาดแผล: ควรทำความสะอาดบริเวณผื่นหรือตุ่มน้ำด้วยน้ำเกลือสะอาด (Normal Saline) ซับให้แห้งเบาๆ และปล่อยให้แผลแห้งเอง
  • ข้อควรปฏิบัติกับตุ่มน้ำใส: ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลฉีกขาดและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นลึก
  • การเลือกเสื้อผ้า: ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่ม หลวมสบาย ไม่คับหรือเสียดสีกับบริเวณที่เป็นผื่น เพื่อลดความเจ็บปวดและการระคายเคืองผิวหนัง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) ชนิดทาภายนอกหรือชนิดรับประทานมาใช้เองโดยเด็ดขาด หากไม่มีข้อบ่งชี้ของการติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะโรคทั้งสองเกิดจากไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาโรคแถมยังอาจทำให้เกิดอาการแพ้ยาหรือเชื้อดื้อยาได้

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการเกิดโรคและการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเป็นสิ่งที่เราสามารถปฏิบัติได้เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ

วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด

ปัจจุบันทางการแพทย์มีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูงให้บริการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค วัคซีนช่วยลดโอกาสการเกิดโรคงูสวัด และหากติดเชื้อก็ช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสเกิดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการรับวัคซีน

สุขอนามัยส่วนบุคคลและการป้องกันการแพร่เชื้อ

  • โรคงูสวัดสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือยังไม่เคยได้รับวัคซีนอีสุกอีใสได้ผ่านทางการสัมผัสโดยตรงกับน้ำเหลืองจากตุ่มน้ำ ผู้ป่วยจึงควรปิดแผลให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับหญิงตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • โรคเริมสามารถติดต่อได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสโดยตรงกับแผลหรือน้ำลายของผู้ป่วยที่มีเชื้อ โดยเฉพาะในช่วงที่แผลกำลังกำเริบ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่แผลเริมที่อวัยวะเพศกำลังแสดงอาการ และงดการจูบหรือใช้สิ่งของร่วมกันหากมีแผลเริมที่ริมฝีปาก
  • การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ดี ป้องกันการกำเริบของเชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่

สรุปแนวปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

โรคงูสวัดและเริมแม้จะเป็นโรคผิวหนังจากไวรัสกลุ่มใกล้เคียงกัน แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในเรื่องของตำแหน่งการเกิด ลักษณะผื่น และความรุนแรงของอาการปวด หากท่านพบความผิดปกติที่ผิวหนัง มีตุ่มน้ำใสขึ้นพร้อมอาการปวดแสบปวดร้อน ควรสังเกตลักษณะตามแนวเส้นประสาทหรือตำแหน่งที่เป็น และรีบมาพบแพทย์ภายในช่วงสามวันแรกเพื่อรับยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงทีก่อนที่โรคจะลุกลามและเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down