ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขความลับโรคทางผิวหนังที่สร้างความกังวลใจ: งูสวัดคืออะไรและใครคือกลุ่มเสี่ยง

โรคงูสวัด (Shingles) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สร้างความเจ็บปวดทรมานและมักสร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยและคนรอบข้างเสมอ หลายคนมักตั้งคำถามด้วยความตื่นตระหนกเมื่อพบว่าคนใกล้ชิดในบ้านป่วยเป็นโรคนี้ว่า งูสวัดติดต่อกันได้ไหม และสมาชิกในครอบครัวจะติดเชื้อไปด้วยหรือไม่ ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอยืนยันว่าความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกการแพร่เชื้อและการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความวิตกกังวลและป้องกันการแพร่กระจายของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรคนี้เกิดจากการ reactivation หรือการตื่นตัวซ้ำของเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับโรคอีุกสุกอีใส ซึ่งมีชื่อทางการแพทย์ว่า ไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus หรือ VZV)

เมื่อบุคคลเคยเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็กแล้ว หายจากโรคดังกล่าว ไวรัสตัวนี้จะไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกายจนหมดสิ้น แต่จะเดินทางไปหลบซ่อนตัวอย่างเงียบๆ อยู่ที่ปมประสาท (Sensory Nerve Ganglia) ใกล้กับไขสันหลังและสมอง ไวรัสจะหลับใหลอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปีโดยไม่แสดงอาการใดๆ จนกระทั่งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลง เช่น จากความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความสูงอายุ โรคเรื้อรังบางชนิด หรือการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ไวรัสจึงตื่นขึ้น เดินทางตามเส้นประสาทมาสู่ผิวหนัง และแสดงอาการเป็นตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาทที่เรียกว่างูสวัด กลุ่มเสี่ยงสำคัญที่มักพบโรครุนแรงได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสมาก่อน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ไขข้อข้องใจเรื่องการติดต่อสู่คนในครอบครัว

เพื่อตอบคำถามสำคัญที่ว่า งูสวัดติดต่อกันได้ไหม จำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไกการแพร่เชื้อของไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ให้ถ่องแท้ โรคงูสวัดไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนในรูปแบบของโรคงูสวัดโดยตรง หมายความว่า หากมีคนในครอบครัวเป็นงูสวัด เราจะไม่ติดโรคงูสวัดจากพวกเขา แต่สิ่งที่สามารถติดต่อได้คือ ตัวเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถแพร่กระจายจากแผลตุ่มน้ำใสของผู้ป่วย ไปสู่ผู้ที่ ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน และ ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส

หากบุคคลที่ไม่มีภูมิคุ้มกันได้รับเชื้อไวรัสนี้เข้าไปเป็นครั้งแรก บุคคลนั้นจะไม่แสดงอาการเป็นงูสวัด แต่จะป่วยเป็น โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) แทน ในทางกลับกัน หากสมาชิกในครอบครัวคนอื่นเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาแล้ว หรือเคยฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสมาแล้ว บุคคลนั้นจะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสชนิดนี้ในระดับหนึ่ง ทำให้มีความปลอดภัยสูงมากและจะไม่ติดเชื้อจากผู้ป่วยงูสวัดในบ้าน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมี การสัมผัสโดยตรงกับน้ำใสในตุ่มแผล ของผู้ป่วยงูสวัดในระยะที่แผลยังสดและยังไม่ตกสะเก็ด การสัมผัสละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ป่วยงูสวัดนั้นพบได้น้อยมาก ยกเว้นในกรณีที่เป็นงูสวัดแพร่กระจายทั่วตัวซึ่งพบได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมากๆ เท่านั้น

คำแนะนำจากคุณหมอ: สมาชิกในครอบครัวที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว สามารถดูแลผู้ป่วยงูสวัดได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องหวาดกลัว แต่ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หญิงตั้งครรภ์ และทารกแรกเกิด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับแผลของผู้ป่วยอย่างเด็ดขาดจนกว่าแผลจะแห้งและตกสะเก็ดสนิท

อาการสำคัญและระยะเวลาการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสเกิดภาวะแทรก้อนเรื้อรังได้ โรคงูสวัดมีการดำเนินโรคแบ่งออกเป็นสามระยะหลักดังนี้:

  • ระยะก่อนเกิดผื่น (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน ยิบๆ หรือชาบริเวณผิวหนังข้างใดข้างหนึ่งของร่างกายตามแนวเส้นประสาท โดยยังไม่มีผื่นขึ้น อาการนี้อาจเกิดขึ้นก่อนมีผื่นสองถึงสามวัน และบางครั้งอาจมีอาการไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย ซึ่งมักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป
  • ระยะผื่นและตุ่มน้ำใส (Acute Eruptive Phase): เริ่มมีผื่นแดงขึ้นตามจุดที่เคยมีอาการปวดแสบปวดร้อน จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสกลุ่มเล็กๆ เรียงตัวตามแนวเส้นประสาท มักพบบริเวณลำตัว หน้าอก แผ่นหลัง หรือใบหน้า โดยจะจำกัดอยู่เพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ไม่ข้ามเส้นกึ่งกลางลำตัว ตุ่มน้ำใสเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นหนองขุ่นในเวลาไม่กี่วัน
  • ระยะตกสะเก็ดและฟื้นตัว (Crusting and Recovery Phase): ตุ่มน้ำจะแตกออก ตกสะเก็ด และแห้งหลุดไปเองภายในสองถึงสามสัปดาห์ อาการปวดแสบปวดร้อนจะค่อยๆ ทุเลาลง แต่ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจมีอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังหลงเหลืออยู่แม้ว่าแผลทางผิวหนังจะหายสนิทแล้วก็ตาม ซึ่งเรียกว่าภาวะปวดตามแนวประสาทหลังเป็นงูสวัด (Post-Herpetic Neuralgia)

สัญญาณเตือนอันตรายและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคงูสวัดส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีกลุ่มอาการและภาวะแทรกซ้อนบางประการที่จัดเป็นสัญญาณอันตราย (Red Flags) ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการตรวจประเมินและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน:

  • งูสวัดขึ้นที่บริเวณใบหน้าและดวงตา (Ophthalmic Zoster): หากมีผื่นหรือตุ่มน้ำขึ้นที่บริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ปลายจมูก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจลุกลามเข้าสู่กระจกตา ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา ม่านตาอักเสบ ต้อหิน หรือสูญเสียการมองเห็นได้ ต้องพบจักษุแพทย์ทันที
  • งูสวัดที่มีอาการทางระบบประสาทสมอง: หากมีอาการปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง สับสน อาเจียนพุ่ง หรือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า (Bell's Palsy) ร่วมด้วย
  • การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่ผิวหนัง: หากแผลตุ่มน้ำมีอาการบวม แดงร้อน มีหนองไหล หรือมีไข้สูงร่วมด้วย ซึ่งบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • อาการปวดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป: อาการปวดแสบปวดร้อนที่รุนแรงจนรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาทาภายนอกที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์มาทาบริเวณตุ่มน้ำงูสวัดด้วยตนเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้โรคกระจายตัวแย่ลงและเกิดการติดเชื้อลุกลามได้

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

การวินิจฉัยโรคงูสวัดโดยแพทย์ส่วนใหญ่ อาศัยการซักประวัติและลักษณะทางคลินิกที่จำเพาะ เช่น อาการปวดตามแนวเส้นประสาทร่วมกับผื่นตุ่มน้ำใสที่ขึ้นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ในรายที่อาการไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การขูดรอยโรคเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) หรือการตรวจเลือด

เป้าหมายหลักของการรักษาโรคงูสวัดคือ เพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรคบรรเทาอาการปวด และป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

  • การใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Medications): แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir ซึ่งจะให้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มต้นรับประทานภายในเจ็ดสัปดาห์แรก (ดีที่สุดคือภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรก) หลังจากเริ่มมีผื่นขึ้น การทานยาต้านไวรัสช่วยลดการแพร่กระจายของไวรัส ลดความรุนแรงของแผล และลดโอกาสเกิดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง
  • การรักษาตามอาการ: การให้ยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลหรือยาบรรเทาอาการปวดปลายประสาท เช่น Gabapentin หรือ Pregabalin ในกรณีที่ปวดมาก รวมถึงการให้ยาแก้คันเพื่อลดความทรมาน
  • การดูแลแผลที่ผิวหนัง: รักษาความสะอาดบริเวณแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซที่สะอาดและแห้งเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและการติดเชื้อแบคทีเรีย ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสเด็ดขาด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลผู้ป่วย

การดูแลผู้ป่วยงูสวัดที่บ้านต้องอาศัยความใส่ใจและความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายไปสู่สมาชิกคนอื่นในครอบครัวที่มีความเสี่ยง มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามที่เคร่งครัดดังนี้:

  • ห้ามสัมผัสแผลโดยตรง: ผู้ดูแลควรสวมถุงมือทุกครั้งหากต้องทำแผลให้ผู้ป่วย และต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย
  • แยกของใช้ส่วนตัว: แยกเสื้อผ้า ผ้าขนหนู ผ้าปูที่นอน และอุปกรณ์รับประทานอาหารของผู้ป่วยออกจากสมาชิกคนอื่นในครอบครัว และควรซักทำความสะอาดด้วยน้ำร้อนหรือผงซักฟอกที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ
  • การแยกตัวผู้ป่วย: หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จนกว่าแผลจะแห้งและตกสะเก็ดสนิท ซึ่งมักใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กและวัยรุ่น: หากผู้ป่วยมีไข้ ห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาดเนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันโรคงูสวัดที่ดีที่สุดคือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง และการได้รับวัคซีนป้องกันโรค ในปัจจุบันทางการแพทย์มีวัคซีนป้องกันงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งแนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุสิบแปดปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนงูสวัดรุ่นใหม่ (Recombinant Zoster Vaccine) มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและการเกิดอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังได้สูงมาก ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การดูแลสุขภาพร่างกายในชีวิตประจำวันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนห้าหมู่ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ นอนหลับพักผ่อนให้อย่างน้อยเจ็ดถึงแปดชั่วโมง ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และบริหารความเครียดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เนื่องจากความเครียดเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ไวรัสที่ซ่อนอยู่ตื่นตัวขึ้นมาสร้างปัญหาได้

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลและครอบครัว

การเข้าใจธรรมชาติของโรคงูสวัดและการแพร่เชื้อช่วยให้ครอบครัวสามารถรับมือได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย สรุปแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปทำตามได้ทันทีมีดังนี้:

  • ตระหนักเสมอว่าโรคงูสวัดติดต่อได้เฉพาะเชื้อไวรัสที่ก่อโรคอีสุกอีใสสู่ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเท่านั้น ไม่ได้ติดโรคงูสวัดโดยตรง
  • ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงแรกที่มีผื่นขึ้น
  • แยกตัวผู้ป่วยจากกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ ทารก และผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส จนกว่าแผลจะตกสะเก็ด
  • รักษาความสะอาด ล้างมือสม่ำเสมอ และแยกของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วย
  • พิจารณาเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดในผู้สูงอายุเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down