ไขความลับโรคโรคงูสวัดและการเกิดแผลเป็นที่คุณต้องรู้
โรคโรคงูสวัด (Shingles) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก นอกเหนือจากความเจ็บปวดจากปลายประสาทอักเสบในช่วงที่เป็นโรคแล้ว ปัญหารอยแผลเป็น รอยดำ รอยแดง หรือแผลเป็นนูนที่หลงเหลืออยู่หลังโรคหายยังสร้างความกังวลใจและบั่นทอนความมั่นใจของผู้ป่วยอย่างมาก บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจตั้งแต่สาเหตุ กลไกการเกิดแผลเป็น วิธีการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ และวิธีดูแลผิวพรรณเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นกวนใจในระยะยาว
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคและแผลเป็นจากงูสวัด
โรคโรคงูสวัดเกิดจากการ reactivation ของเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus หรือ VZV) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่ปมประสาท (Sensory Nerve Ganglia) ในร่างกาย และเมื่อภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียด อายุที่มากขึ้น พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อไวรัสจะเคลื่อนตัวตามเส้นประสาทออกมาแสดงอาการที่ผิวหนัง
กลไกการเกิดแผลเป็นเกิดจากการที่ไวรัสทำลายเซลล์ผิวหนังและเส้นประสาทในบริเวณนั้นอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการอักเสบในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายด้วยการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทน หากการอักเสบรุนแรงมาก หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกา จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนที่ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็นนูน แผลเป็นหลุม หรือรอยดำรอยแดงตามมา
อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรคโรคงูสวัด
การสังเกตอาการในระยะเริ่มต้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษา เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเกิดแผลเป็นในอนาคต
- ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน หรือเสียวแปลตามผิวหนังบริเวณที่เส้นประสาทนั้นเลี้ยงอยู่ โดยยังไม่มีผื่นขึ้น บางท่านอาจมีอาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลียร่วมด้วย
- ระยะผื่นและตุ่มน้ำใส (Acute Neuritic Phase): หลังจากมีอาการปวดประมาณ 1 ถึง 5 วัน จะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นตามแนวเส้นประสาท จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสเรียง 100 เปอร์เซ็นต์ตามแนวผิวหนัง และตุ่มน้ำนี้จะเริ่มขุ่นและแตกออกเป็นแผล
- ระยะตกสะเก็ดและฟื้นตัว (Crusting and Healing Phase): ตุ่มน้ำจะแห้งลงและตกสะเก็ดภายใน 7 ถึง 10 วัน สะเก็ดจะหลุดลอกออกไปเองภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์ ซึ่งระยะนี้เองที่จะเริ่มเห็นรอยแผลเป็น รอยดำ หรือรอยแดงชัดเจน
สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
ในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือหญิงตั้งครรภ์ โรคโรคงูสวัดอาจมีความรุนแรงและลุกลามได้ง่าย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนหากพบอาการดังต่อไปนี้
- มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับผื่นลุกลามอย่างรวดเร็วทั่วร่างกาย
- ตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณใบหน้า ใกล้ดวงตา หรือที่ปลายจมูก ซึ่งอาจลุกลามเข้าตาและทำให้กระจกตาอักเสบ สูญเสียการมองเห็นได้
- อาการปวดแสบปวดร้อนรุนแรงมากจนไม่สามารถนอนหลับหรือใช้ชีวิตประจำวันได้
- มีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก
- แผลมีหนองไหล มีกลิ่นเหม็น หรือบวมแดงร้อนรอบแผล ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคโรคงูสวัดได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยดูจากลักษณะของผื่นและตุ่มน้ำใสที่ขึ้นตามแนวเส้นประสาทด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายอย่างชัดเจน ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน แพทย์อาจทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การขูดเนื้อเยื่อจากตุ่มน้ำไปตรวจหาเชื้อไวรัส (Tzanck Smear) หรือการตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส
แผลเป็นจากงูสวัดรักษาอย่างไร: วิธีทายาและดูแลผิวไม่ให้ทิ้งรอยแผลเป็นกวนใจ
การรักษารอยแผลเป็นจากงูสวัดต้องอาศัยความอดทนและการดูแลอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ผิวหนัง โดยแบ่งแนวทางออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้
1. การรักษาและดูแลในช่วงแผลหายใหม่
เมื่อแผลตกสะเก็ดและหลุดลอกออกจนหมดแล้ว ผิวหนังบริเวณนั้นจะเป็นผิวใหม่ที่บอบบางและไวต่อแสงแดดมาก สิ่งที่ต้องปฏิบัติมีดังนี้
- ทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นสูง (Moisturizer): เลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้กลับมาแข็งแรง
- ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ: รังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดจะกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น ทำให้รอยดำจากแผลเป็นเข้มขึ้นและหายช้าลง ควรทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ (SPF) 30 ขึ้นไป ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน
- หลีกเลี่ยงการขัดผิวแรงๆ: งดการใช้สครับหรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวชนิดรุนแรงบริเวณแผลเป็น เพราะจะทำให้ผิวระคายเคืองและอักเสบซ้ำ
2. การใช้ยาทาเพื่อลดเลือนรอยแผลเป็น
- ยารักษาแผลเป็นชนิดซิลิโคนเจล (Silicone Gel): ช่วยเก็บบล็อกความชุ่มชื้นและกดทับเนื้อเยื่อแผลเป็นให้อ่อนนุ่มลง เหมาะสำหรับป้องกันและลดเลือนแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar)
- ยาทาลบรอยดำ (Depigmenting Agents): เช่น วิตามินซี (Vitamin C), อาร์บูติน (Arbutin), โคจิกแอซิด (Kojic Acid) หรือกรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) อ่อนๆ ช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้รอยดำจางลงไวขึ้น
- ยากลุ่มเรินอยด์ (Retinoids): ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและสร้างคอลลาเจนใหม่ แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผิวหนังเนื่องจากอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย
3. หัตถการทางการแพทย์สำหรับแผลเป็นฝังลึก
ในกรณีที่แผลเป็นมีลักษณะนูนหนา แผลเป็นหลุมลึก หรือรอยดำฝังลึกที่ไม่ตอบสนองต่อยาทา แพทย์ผิวหนังอาจแนะนำหัตถการทางการแพทย์เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ดังนี้
- การทำเลเซอร์ผิวหนัง (Laser Resurfacing): เช่น Fractional Laser หรือ Picosecond Laser ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ จัดเรียงเนื้อเยื่อผิวให้เรียบเนียน และลดเม็ดสีส่วนเกิน
- การฉีดยาลดรอยแผลเป็นนูน (Intralesional Corticosteroid Injection): ใช้สำหรับแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ (Keloid) ช่วยให้แผลนูนยุบตัวลงและลดอาการคัน
- การทำสารเคมีผลัดเซลล์ผิว (Chemical Peeling): ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกที่มีรอยดำออกอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์
- การทำไมโคนีดลิดing (Microneedling): ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมผิวและสร้างคอลลาเจน เหมาะสำหรับรอยแผลเป็นหลุม
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการรักษาแผลเป็นจากงูสวัด
- ห้ามซื้อยาทาลบรอยแผลเป็นที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ความเข้มข้นสูงมาทาเอง: เพราะอาจทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นบางลง เกิดเส้นเลือดขอด หรือเกิดสิวสเตียรอยด์ได้
- ห้ามใช้วิธีธรรมชาติที่รุนแรง: เช่น การนำมะนาว น้ำกระเทียม หรือสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงมาพอกแผล เพราะจะทำให้ผิวหนังไหม้ เกิดการอักเสบรุนแรง และทิ้งรอยแผลเป็นถาวรที่แย่ลงกว่าเดิม
- ห้ามแกะสะเก็ดแผลเด็ดขาด: ต้องปล่อยให้สะเก็ดหลุดลอกออกไปตามธรรมชาติ
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันไม่ให้เกิดโรคโรคงูสวัดตั้งแต่แรกถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตัดวงจรปัญหาแผลเป็นกวนใจ
- การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด (Shingles Vaccine): ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคโรคงูสวัดที่มีประสิทธิภาพสูง แนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และลดความรุนแรงรวมถึงอาการปวดปลายประสาทเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การดูแลสุขภาพร่างกาย: พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบหหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียด เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด: ผู้ป่วยที่เป็นตุ่มน้ำใสควรงดใกล้ชิดกับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือหญิงตั้งครรภ์ จนกว่าแผลจะแห้งตกสะเก็ดสนิท
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล
เพื่อให้สามารถดูแลรักษาแผลเป็นจากงูสวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามเช็คลิสต์ด้านล่างนี้ได้ทันที
- พบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนและมีผื่น เพื่อรับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงแรก ซึ่งช่วยลดความรุนแรงและลดโอกาสเกิดแผลเป็น
- ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำใสโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย
- ดูแลรักษาความสะอาดผิวหนังด้วยสบู่สูตรอ่อนโยน และซับให้แห้งเบาๆ
- เมื่อแผลแห้งและตกสะเก็ดหลุดหมดแล้ว ให้เริ่มทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน
- ใช้ซิลิโคนเจลทาลดเลือนแผลเป็นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกวัน
- ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาด้วยเลเซอร์หรือหัตถการเฉพาะทาง หากรอยแผลเป็นมีอาการนูนหนาหรือเป็นหลุมลึก
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโรคงูสวัดตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต