ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูแลแผลเมื่อเป็นงูสวัด

โรคสมองอักเสบจากไวรัสวาริเซลลา (Varicella-Zoster Virus หรือ VZV) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ งูสวัด (Shingles) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการฟื้นตัวของเชื้อไวรัสที่เคยซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท ภาวะนี้มักแสดงออกผ่านผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเรียงตัวตามแนวเส้นประสาท ซึ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง การดูแลความสะอาดร่างกายและการจัดการแผลอย่างถูกวิธีถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (Secondary Bacterial Infection) และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เมื่อไวรัสที่ซ่อนอยู่ตื่นขึ้น

เชื้อที่เป็นต้นเหตุของงูสวัดคือเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะยังคงฝังตัวอย่างสงบอยู่ในปมประสาทสันหลัง หากร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำลง ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ อายุที่มากขึ้น หรือภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เชื้อไวรัสจะสามารถแบ่งตัวและเดินทางตามเส้นประสาทออกมาแสดงอาการที่ผิวหนัง จนเกิดเป็นกลุ่มตุ่มน้ำใสที่สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วย

สัญญาณอันตราย: เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

แม้โรคนี้จะรักษาได้ แต่มีสัญญาณเตือนบางประการที่บ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งต้องได้รับการประเมินจากแพทย์โดยด่วน:

  • ผื่นงูสวัดขึ้นที่บริเวณใบหน้า รอบดวงตา หรือปลายจมูก: เสี่ยงต่อการลุกลามเข้าสู่ดวงตา ซึ่งอาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบหรือสูญเสียการมองเห็น
  • มีไข้สูงต่อเนื่องร่วมกับอาการปวดศีรษะรุนแรงหรือคอแข็ง: อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง
  • แผลมีลักษณะหนองไหล มีกลิ่นเหม็น หรือรอบแผลแดงบวมร้อนจัด: บ่งบอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ หรือผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
คำแนะนำจากคุณหมอ: การได้รับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดผื่น จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเกิดภาวะปวดเส้นประสาทหลังงูสวัดหาย (Postherpetic Neuralgia) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

วิธีอาบน้ำและดูแลแผลให้ปลอดภัยและถูกสุขอนามัย

การอาบน้ำเมื่อเป็นงูสวัดสามารถทำได้และเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อรักษาความสะอาด แต่ต้องเน้นความนุ่มนวลและหลีกเลี่ยงการระคายเคืองต่อผิวหนัง ดังนี้:

  • ใช้น้ำสะอาดอุณหภูมิปกติ: หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อน เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งและระคายเคืองเพิ่มขึ้น
  • สบู่อ่อนโยน: ใช้สบู่สูตรสำหรับผิวบอบบางหรือสบู่เด็ก หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีน้ำหอมหรือสารเคมีรุนแรง
  • การทำความสะอาด: ใช้มือลูบไล้เบาๆ บริเวณรอบแผล ห้ามขัดถูโดยตรงที่ตุ่มน้ำใสหรือสะเก็ดแผล เพราะจะทำให้แผลถลอกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่ม
  • การเช็ดตัว: ใช้ผ้าขนหนูสะอาดซับเบาๆ ให้แห้งสนิท ห้ามถูแรงๆ และควรแยกผ้าเช็ดตัวผู้ป่วยไว้ต่างหาก

ข้อห้ามสำคัญและสิ่งที่ต้องเลี่ยงเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาดหากไม่อยากให้แผลแย่ลง:
  • ห้ามเจาะหรือแกะตุ่มน้ำใสด้วยตนเอง เพราะจะทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดหรือทำให้เกิดแผลเป็น
  • ห้ามนำสมุนไพรพื้นบ้าน ยาสีฟัน หรือแป้งมาทาบริเวณแผล เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและติดเชื้ออักเสบซ้ำซ้อน
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะชนิดทาที่ซื้อเองหากไม่มีข้อบ่งชี้จากแพทย์ เพราะอาจทำให้แผลอับชื้นและหายช้า
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) หากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวหรือมีภาวะไข้ที่ต้องระวังการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาพาราเซตามอลแทน

วิธีรักษาและการฟื้นฟู

แพทย์จะพิจารณาการรักษาตามอาการ ได้แก่ การให้ยาต้านไวรัส ยาแก้ปวดปลายประสาท และการทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) หากแผลมีการติดเชื้อแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย สิ่งสำคัญคือการพักผ่อนให้เพียงพอและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว

การป้องกันในระยะยาว

สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด (Shingles Vaccine) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการเกิดโรคหรือลดความรุนแรงของอาการลงได้ นอกจากนี้การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การจัดการความเครียด และการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอจะช่วยลดโอกาสที่ไวรัสจะถูกกระตุ้นออกมาอีกครั้ง

สรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

  • รักษาสุขอนามัยด้วยการอาบน้ำเบาๆ และรักษาแผลให้แห้งสะอาด
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะยาต้านไวรัส
  • สังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากมีอาการปวดรุนแรงหรือแผลลุกลามให้กลับไปพบแพทย์ก่อนนัด
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือยังไม่ได้รับวัคซีน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down