ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขความลับฮอร์โมนชีวิตใหม่ การตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์คืออะไรและแม่นยำแค่ไหน

สำหรับผู้หญิงหลายคนที่กำลังรอคอยสมาชิกใหม่ หรือมีความกังวลใจว่าตัวเองอาจจะกำลังตั้งครรภ์ ความสงสัยอันดับแรกมักหนีไม่พ้นเรื่องของการตรวจหาการตั้งครรภ์ วิธีการตรวจที่มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปหรือที่เรียกว่าชุดตรวจการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะ เป็นวิธีเบื้องต้นที่สะดวกและได้รับความนิยมสูง แต่ในทางการแพทย์แล้ว การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด (Blood Pregnancy Test) ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่มีความแม่นยำสูงมาก เนื่องจากสามารถตรวจวัดระดับฮอร์โมนฮิวแมนโครโมนิกโกนาโดโทรปิน (Human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจำเพาะของการตั้งครรภ์ได้อย่างแม่นยำ แม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยในกระแสเลือดก็ตาม

การทำความเข้าใจว่า ร่างกายสร้างฮอร์โมนนี้ขึ้นมาได้อย่างไร และช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมที่สุดในการเจาะเลือดตรวจ จะช่วยลดความวิตกกังวล และป้องกันผลตรวจที่คลาดเคลื่อนอันเนื่องมาจากตรวจเร็วเกินไป บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายให้เข้าใจกันอย่างละเอียดรอบด้าน

กลไกการสร้างฮอร์โมนตั้งครรภ์และระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจเลือด

การตั้งครรภ์ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่มีการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิ แต่ต้องผ่านกระบวนการเดินทางและการฝังตัว (Implantation) ของตัวอ่อนที่ผนังมดลูก โดยทั่วไปกระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 12 วันหลังจากการตกไข่และการมีเพศสัมพันธ์ ทันทีที่ตัวอ่อนฝังตัวสำเร็จ เซลล์ที่จะพัฒนาไปรก (Trophoblast cells) จะเริ่มผลิตฮอร์โมนฮิวแมนโครโมนิกโกนาโดโทรปินเข้าสู่กระแสเลือดทันที และฮอร์โมนนี้จะค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ 48 ถึง 72 ชั่วโมงในช่วงแรกของการตั้งครรภ์

หากตั้งคำถามว่า ท้องกี่สัปดาห์ถึงจะตรวจการตั้งครรภ์ ด้วยเลือดแล้วได้ผลแน่นอน คำตอบทางการแพทย์คือ การตรวจเลือดสามารถทำได้ตั้งแต่วันที่ 10 ถึง 14 หลังจากการปฏิสนธิ หรือเทียบเท่ากับการขาดประจำเดือนไปประมาณ 1 สัปดาห์ (หรือประมาณสัปดาห์ที่ 3 ถึง 4 ของอายุครรภ์นับจากประจำเดือนครั้งสุดท้าย) ในช่วงเวลานี้ระดับฮอร์โมนในเลือดจะสูงพอที่จะตรวจพบได้อย่างแม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์

คำแนะนำจากคุณหมอ: การนับอายุครรภ์ทางการแพทย์จะนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย ไม่ใช่นับจากวันที่ปฏิสนธิ ดังนั้น หากประจำเดือนขาดหายไปเพียง 3 ถึง 5 วัน และไปเจาะเลือดตรวจ อาจพบระดับฮอร์โมนขึ้นสูงแล้ว แต่หากต้องการความมั่นใจแบบไร้ข้อกังวล แนะนำให้รอจนกระทั่งประจำเดือนขาดหายไปประมาณ 1 สัปดาห์เต็ม จึงมาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดครับ

ประเภทของการตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์และความแตกต่าง

การตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีวัตถุประสงค์และการแปลผลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่:

  • การตรวจเลือดหาฮอร์โมนแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Beta-hCG Blood Test): เป็นการตรวจเพื่อดูว่ามีฮอร์โมนตั้งครรภ์อยู่ในกระแสเลือดหรือไม่ ผลลัพธ์จะออกมาเป็นสถานะว่า บวก (Positive คือตั้งครรภ์) หรือ ลบ (Negative คือไม่ตั้งครรภ์) มีความไวสูงและให้ผลเร็วกว่าการตรวจปัสสาวะ
  • การตรวจเลือดหาฮอร์โมนแบบเชิงปริมาณ (Quantitative Beta-hCG Blood Test): เป็นการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของฮอร์โมนในกระแสเลือดอย่างแม่นยำว่าเป็นตัวเลขเท่าใด ซึ่งแพทย์นิยมใช้ในการประเมินอายุครรภ์เบื้องต้น ติดตามความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์ และวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อน เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) หรือภาวะแท้งคุกคาม (Threatened Abortion)

อาการแสดงร่วมและสัญญาณเตือนอันตรายในระยะเริ่มแรกของการตั้งครรภ์

เมื่อฮอร์โมนตั้งครรภ์เริ่มหลั่งออกมา ร่างกายของคุณแม่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารก อาการเริ่มแรกที่พบได้บ่อย ได้แก่ อาการคัดตึงเต้านม อ่อนเพลีย ง่วงนอนตลอดเวลา คลื่นไส้อาเจียนโดยเฉพาะในช่วงเช้า (Morning Sickness) และมีอารมณ์แปรปรวนจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการตั้งครรภ์ หากมีอาการผิดปกติบางประการ จะถือเป็นสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบมาพบสูตินรีแพทย์ทันที ห้ามรอจนถึงวันนัดฝากครรภ์ตามรอบปกติ ได้แก่:

  • อาการปวดท้องน้อยรุนแรงหรือปวดเฉียบพลันข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นเลือดสดหรือเลือดสีน้ำตาลปนเปื้อน แม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม
  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมกับอาการปวดหลังส่วนล่าง
  • อาการวิงเวียนศีรษะรุนแรง หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ

วิธีปฏิบัติตัวและการดูแลสุขภาพเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์

ทันทีที่ผลตรวจเลือดคอนเฟิร์มแน่นอนว่าตั้งครรภ์ ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการฝากครรภ์ที่มีคุณภาพ เพื่อดูแลสุขภาพทั้งของคุณแม่และทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด การดูแลตัวเองในช่วงสัปดาห์แรกๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของตัวอ่อน

  • การรับประทานวิตามินเสริม: แพทย์มักจะจ่ายกรดโฟลิก (Folic Acid) ให้รับประทานทันที เพื่อช่วยป้องกันความพิการแต่กำเนิดของระบบประสาทและสมองในทารก
  • การปรับเปลี่ยนโภชนาการ: เน้นทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ สะอาด ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนปริมาณมาก
  • การงดใช้ยาอันตราย: ห้ามซื้อยา ทานยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ หรือสมุนไพรใดๆ เองเด็ดขาดโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะอาจส่งผลกระทบต่อตัวอ่อนในครรภ์ได้
ข้อควรระวังทางการแพทย์: การตรวจเลือดหาการตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปก่อนกำหนด (เช่น ก่อนประจำเดือนขาด) อาจให้ผลลบปลอม (False Negative) เนื่องจากร่างกายยังผลิตฮอร์โมนออกมาในปริมาณที่น้อยมากจนเครื่องมือยังตรวจจับไม่ได้ หากสงสัยว่าตั้งครรภ์แต่ผลตรวจเป็นลบ ควรเว้นระยะเวลาไปอีก 3 ถึง 7 วันแล้วตรวจซ้ำ หรือมาพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดซ้ำเพื่อความแน่ใจ

การป้องกันและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว

สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมตั้งครรภ์ การใช้คุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด การฉีดยา การฝังยาคุมกำเนิด หรือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ส่วนผู้ที่วางแผนจะมีบุตร การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ (Preconception Checkup) การตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมัน และการเตรียมร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจการตั้งครรภ์

การไขข้อข้องใจเรื่อง ท้องกี่สัปดาห์ถึงจะตรวจการตั้งครรภ์ ด้วยเลือดให้ได้ผลแน่นอนนั้น สรุปสั้นๆ ได้ว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือเมื่อประจำเดือนขาดหายไปประมาณ 1 สัปดาห์ หรือราวสัปดาห์ที่ 3 ถึง 4 ของอายุครรภ์ การตรวจเลือดมีความแม่นยำสูงมากและสามารถบอกระดับฮอร์โมนได้อย่างชัดเจน หากพบว่าผลตรวจเป็นบวก ควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อเริ่มต้นกระบวนการฝากครรภ์และรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ทันที

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down