ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อสงสัย ตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด ชัวร์กว่าตรวจปัสสาวะจริงไหม

การตรวจการตั้งครรภ์เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่มีความสงสัยว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่ ในปัจจุบันวิธีการตรวจหาการตั้งครรภ์หลักๆ มีอยู่สองรูปแบบคือ การใช้ชุดตรวจปัสสาวะด้วยตนเอง และการเจาะเลือดตรวจหาระดับฮอร์โมนในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ หลายคนมักมีคำถามในใจว่า การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด ชัวร์กว่า การใช้ชุดตรวจปัสสาวะจริงหรือไม่ บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงกลไกทางการแพทย์ ความแม่นยำ ข้อดี และข้อจำกัดของการตรวจทั้งสองวิธีอย่างละเอียด เพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการปฏิบัติตัว

กลไกการทำงานของฮอร์โมนการตั้งครรภ์ และสาเหตุที่ต้องตรวจ

เมื่อมีการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิสำเร็จ ตัวอ่อนจะเดินทางมาฝังตัวที่ผนังมดลูกในเวลาประมาณหกถึงสิบวันหลังการปฏิสนธิ รกจะเริ่มสร้างฮอร์โมนสำคัญที่ชื่อว่า ฮอร์โมนเอชซีจี หรือ ฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Human Chorionic Gonadotropin - hCG) ออกสู่กระแสเลือด และถูกขับออกทางปัสสาวะในเวลาต่อมา ระดับของฮอร์โมนนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ โดยจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ สองถึงสามวัน การตรวจวัดระดับฮอร์โมนนี้จึงเป็นมาตรฐานทางการแพทย์ในการยืนยันการตั้งครรภ์

ความแตกต่างระหว่างการตรวจปัสสาวะและการตรวจเลือด

การตรวจการตั้งครรภ์ทั้งสองแบบมีหลักการพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน คือการตรวจหาฮอร์โมนเอชซีจี แต่มีความแตกต่างกันในด้านความไว ความแม่นยำ และระยะเวลาที่สามารถตรวจพบได้

การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยปัสสาวะ

การใช้ชุดตรวจครรภ์ด้วยปัสสาวะที่หาซื้อได้ทั่วไป เป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และทราบผลได้ภายในไม่กี่นาที ชุดตรวจเหล่านี้อาศัยปฏิกิริยาของสารเคมีกับฮอร์โมนเอชซีจีในปัสสาวะ ความแม่นยำของชุดตรวจปัสสาวะในปัจจุบันค่อนข้างสูง หากใช้ถูกวิธีและตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม (แนะนำให้ตรวจในตอนเช้าหลังตื่นนอนเพราะปัสสาวะจะมีความเข้มข้นของฮอร์โมนสูงสุด) อย่างไรก็ตาม หากตรวจเร็วเกินไป ฮอร์โมนในปัสสาวะอาจยังมีปริมาณน้อยเกินกว่าที่ชุดตรวจจะจับได้ ทำให้เกิดผลลบลวง (False Negative) หรือการอ่านผลผิดพลาดจากความเจือจางของปัสสาวะ

การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด

การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือดแบ่งออกเป็นสองประเภทย่อย ได้แก่ การตรวจหาปริมาณฮอร์โมนแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative hCG Blood Test) เพื่อดูว่ามีฮอร์โมนนี้อยู่ในเลือดหรือไม่ และการตรวจหาปริมาณฮอร์โมนแบบเชิงปริมาณ (Quantitative hCG Blood Test หรือ Beta-hCG) ซึ่งสามารถบอกตัวเลขระดับความเข้มข้นของฮอร์โมนในเลือดได้อย่างแม่นยำ การตรวจเลือดมีความไวสูงมาก สามารถตรวจพบฮอร์โมนเอชซีจีได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะเพิ่งมีการฝังตัวได้ไม่นาน หรือก่อนที่จะถึงกำหนดประจำเดือนมาหลายวัน

คำแนะนำจากคุณหมอ: คำถามที่ว่า การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด ชัวร์กว่า นั้น ในทางการแพทย์ถือว่ามีความแม่นยำสูงกว่าในแง่ของการตรวจพบได้เร็วกว่า และสามารถบอกปริมาณฮอร์โมนเพื่อประเมินอายุครรภ์เบื้องต้นหรือภาวะแทรกซ้อนได้ แต่ทั้งสองวิธีมีความแม่นยำสูงเช่นกันหากตรวจในระยะเวลาที่เหมาะสม

อาการและสัญญาณเตือนเบื้องต้นของการตั้งครรภ์

นอกจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ร่างกายของผู้หญิงจะมีสัญญาณเตือนต่างๆ ที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ในระยะแรก ซึ่งสังเกตได้ดังนี้

  • ประจำเดือนขาดหายไป ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผู้ที่มีรอบเดือนปกติ
  • อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือแพ้ท้อง มักเกิดขึ้นในช่วงเช้าหรือตลอดทั้งวัน
  • ความรู้สึกคัดตึงเต้านม เจ็บหัวนม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ง่วงนอนตลอดเวลาจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้นเนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ และการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือมีความไวต่อกลิ่นและรสชาติอาหารมากขึ้น

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ในกรณีที่ทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว หรืออยู่ในระหว่างสงสัยว่าตั้งครรภ์ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยด่วน

  • มีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง หรือปวดเกร็งข้างใดข้างหนึ่งอย่างเด่นชัด
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นเลือดสีแดงสดหรือเลือดสีน้ำตาลปนเปื้อน
  • มีอาการเวียนหัวหน้ามืดเป็นลม หรือความดันโลหิตต่ำผิดปกติ
  • มีไข้สูงหนาวสั่น หรือมีตกขาวผิดปกติมีกลิ่นเหม็น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการปวดท้องน้อยร่วมกับเลือดออกทางช่องคลอดในระยะแรกของการตั้งครรภ์ อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแท้งคุกคาม หรือภาวะท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินอันตรายถึงชีวิต จำเป็นต้องได้รับการตรวจอัลตราซาวนด์และตรวจเลือดซ้ำเพื่อติดตามระดับฮอร์โมนทันที

วิธีวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยความสงสัยในการตั้งครรภ์ แพทย์จะมีกระบวนการวินิจฉัยที่เป็นระบบ ดังนี้

  • การซักประวัติประจำเดือนครั้งสุดท้าย อาการผิดปกติ และการคุมกำเนิด
  • การตรวจปัสสาวะซ้ำในสถานพยาบาล
  • การเจาะเลือดตรวจหาระดับฮอร์โมน Beta-hCG เพื่อยืนยันผลอย่างแม่นยำ
  • การทำอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) เพื่อดูตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก เมื่อระดับฮอร์โมนสูงถึงเกณฑ์ที่กำหนด

ในส่วนของการดูแลรักษา หากเป็นการตั้งครรภ์ปกติ แพทย์จะนัดฝากครรภ์และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว โภชนาการ และการรับประทานวิตามินบำรุงครรภ์เช่นกรดโฟลิก แต่หากพบความผิดปกติ เช่น ภาวะท้องนอกมดลูก แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัดตามความเหมาะสมของอาการ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ หรือเพิ่งตรวจพบการตั้งครรภ์ มีข้อควรระวังและข้อห้ามทางการแพทย์ที่ต้องเคร่งครัด ดังนี้

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) หรือยาสมุนไพรใดๆ ทานเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์
  • งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และการใช้สารเสพติดทุกชนิด
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดิบ อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และอาหารที่ไม่สะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

วิธีป้องกันและการดูแลสุขภาพระยะยาว

การเตรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ และโปรตีนคุณภาพดี
  • รับประทานวิตามินกรดโฟลิก (Folic Acid) ล่วงหน้าก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อยหนึ่งถึงสามเดือน เพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิดของระบบประสาทท่อ neural tube ของทารก
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์
  • ตรวจสุขภาพประจำปีและรับวัคซีนที่จำเป็นก่อนการตั้งครรภ์ เช่น วัคซีนคางทูม หัดเยอรมัน และอีสุกอีใส
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแล: สรุปขั้นตอนปฏิบัติที่ทำตามได้ทันทีเมื่อสงสัยว่าตั้งครรภ์
1. สังเกตอาการรอบเดือนขาดและอาการแพ้ท้องเบื้องต้น
2. ซื้อชุดตรวจปัสสาวะมาตรวจด้วยตนเองในตอนเช้า หากขึ้นสองขีดแปลว่าตั้งครรภ์
3. หากผลตรวจไม่ชัดเจน หรือต้องการความมั่นใจที่แน่นอน รวมถึงต้องการทราบอายุครรภ์และการเติบโตของฮอร์โมน ให้ไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจหาค่า Beta-hCG
4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง งดแอลกอฮอล์และยาที่ไม่จำเป็นทันที
5. รีบไปพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์และรับคำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down