ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจเรื่องการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือดและความสำคัญทางการแพทย์

การตรวจการตั้งครรภ์ถือเป็นขั้นตอนสำคัญทางการแพทย์สำหรับผู้หญิงที่สงสัยว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่ คำถามยอดฮิตที่แพทย์มักได้รับเสมอคือ ท้องกี่สัปดาห์ถึงจะตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือดแล้วได้ผลลัพธ์ที่แน่นอนที่สุด การตรวจการตั้งครรภ์ในทางการแพทย์มีด้วยกันหลักๆ สองวิธี คือ การตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจตั้งครรภ์ด้วยตนเอง (Urine Pregnancy Test) และการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Blood Pregnancy Test) ซึ่งมีความไวและความแม่นยำแตกต่างกัน โดยเฉพาะการตรวจเลือดที่สามารถตรวจพบฮอร์โมนความตั้งครรภ์ได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าการตรวจปัสสาวะอย่างเห็นได้ชัด

ในกลุ่มสตรีวัยเจริญพันธุ์ การทราบผลการตั้งครรภ์ที่รวดเร็วและแม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพครรภ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การฝากครรภ์เร็วจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความสมบูรณ์ของทารก คํานวณอายุครรภ์ที่ถูกต้อง วางแผนโภชนาการ วิตามินเสริมกรดโฟลิก (Folic Acid) รวมถึงคัดกรองความเสี่ยงและโรคประจำตัวมารดาที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ได้อย่างทันท่วงที

กลไกการเกิดฮอร์โมนตั้งครรภ์และระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจเลือด

สาเหตุที่ทำให้เราสามารถตรวจพบการตั้งครรภ์ได้นั้น มาจากการสร้างฮอร์โมนที่มีชื่อว่า ฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin หรือย่อว่า hCG) ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะถูกผลิตขึ้นโดยเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นรก (Trophoblast) ทันทีหลังจากที่ตัวอ่อนฝังตัวเข้ากับเยื่อบุโพรงมดลูกสำเร็จ

กระบวนการนี้เกิดขึ้นตามลำดับดังนี้:

  • การปฏิสนธิ (Fertilization): เกิดขึ้นบริเวณท่อนำไข่ หลังจากไข่และอสุรวมตัวกัน
  • การเดินทางและการแบ่งเซลล์: ตัวอ่อนใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ถึง 7 วัน เพื่อเคลื่อนตัวมาฝังตัวในโพรงมดลูก
  • การฝังตัวและการสร้างฮอร์โมน: ทันทีที่ตัวอ่อนฝังตัว (Implantation) รกเริ่มสร้างฮอร์โมน hCG และหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดของมารดาทที

หากถามว่า ท้องกี่สัปดาห์ถึงจะตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือดแล้วเจอค่าฮอร์โมนที่แน่นอน ในทางการแพทย์เรามักนับระยะเวลาเป็นจำนวนสัปดาห์นับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย (Gestational Age) หรือนับจากวันที่ปฏิสนธิ โดยทั่วไปการตรวจเลือดแบบเชิงปริมาณ (Quantitative hCG Test) สามารถตรวจพบฮอร์โมน hCG ได้ตั้งแต่วันที่ 10 ถึง 12 หลังการปฏิสนธิ หรือเทียบเท่ากับอายุครรภ์ประมาณ 3 ถึง 4 สัปดาห์นับจากประจำเดือนรอบสุดท้าย หรือประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนที่ประจำเดือนรอบใหม่จะมา

คำแนะนำจากคุณหมอ: การตรวจเลือดหาฮอร์โมน hCG มีสองแบบหลัก คือ การตรวจแบบQUALITATIVE (ตรวจว่ามีหรือไม่มีฮอร์โมน) และแบบQUANTITATIVE (ตรวจวัดปริมาณค่าฮอร์โมนที่แน่นอน) หากต้องการความแม่นยำสูงสุดในการประเมินอายุครรภ์และการดำเนินไปของตัวอ่อน แพทย์แนะนำให้ตรวจแบบวัดปริมาณค่า hCG ซึ่งจะช่วยบอกระยะเวลาและความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์ในระยะเริ่มต้นได้ดีที่สุด

อาการสำคัญและสัญญาณเตือนในระยะเริ่มต้นของการตั้งครรภ์

นอกจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้ว ร่างกายของผู้หญิงจะเริ่มแสดงสัญญาณเตือนต่างๆ ตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ของการตั้งครรภ์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone)

อาการที่มักพบได้บ่อยในระยะเริ่มต้น (สัปดาห์ที่ 4 ถึงสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์) มีดังนี้:

  • ประจำเดือนขาด (Amenorrhea): เป็นสัญญาณแรกและชัดเจนที่สุดสำหรับผู้ที่มีรอบเดือนมาปกติ
  • อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน (Morning Sickness): มักเกิดขึ้นในช่วงเช้าหรือตลอดทั้งวัน เริ่มเด่นชัดในช่วงสัปดาห์ที่ 6 เป็นต้นไป
  • คัดตึงเต้านมและลานนมเปลี่ยนเป็นสีเข้ม: เต้านมมีความไวต่อการสัมผัส รู้สึกเจ็บตึงเนื่องจากต่อมน้ำนมเริ่มขยายตัว
  • อ่อนเพลียและง่วงนอนตลอดเวลา: ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสร้างรกและสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทารก
  • ปัสสาวะบ่อย: เกิดจากมดลูกที่เริ่มขยายตัวไปกดทับกระเพาะปัสสาวะร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเลือดในร่างกาย

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าการตั้งครรภ์จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในระยะเริ่มต้นมารดาควรเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่อาจบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดนัด

  • เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ: มีเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือมีเลือดสดออกร่วมกับอาการปวดท้องน้อยรุนแรง
  • ปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่งรุนแรง: อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
  • มีอาการวิงเวียนศีรษะมาก เป็นลม หรือหน้ามืดตามัว: อาจเกิดจากการเสียเลือดภายในหรือความดันโลหิตต่ำผิดปกติ
  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย: บ่งบอกถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรืออุ้งเชิงกราน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะท้องนอกมดลูกและการแท้งคุกคาม (Threatened Abortion) มักแสดงอาการปวดท้องและเลือดออกในช่วยอายุครรภ์ 4 ถึง 10 สัปดาห์แรก หากตรวจเลือดแล้วพบว่าค่าฮอร์โมน hCG เพิ่มขึ้นช้ากว่าปกติ หรือมีอาการปวดท้องร่วมด้วย แพทย์จะต้องทำอัลตราซาวนด์ช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) เพื่อยืนยันตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อนทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยและการแปลผลค่าฮอร์โมนทางแพทย์

เมื่อมารดามาพบแพทย์ด้วยความสงสัยว่าตั้งครรภ์ แพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐานสากล ดังนี้:

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ถามถึงวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย ความสม่ำเสมอของรอบเดือน และประวัติการคุมกำเนิด
  • การตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมน hCG (Quantitative hCG): หากค่าฮอร์โมนมากกว่า 5 มิลลิอินเตอร์แนชันแนลยูนิตต่อมิลลิลิตร (mIU/mL) จะถือว่าผลเป็นบวกและมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
  • การติดตามค่าฮอร์โมนซ้ำ (Serial hCG): ในกรณีที่อายุครรภ์ยังน้อยมากและยังไม่แน่ใจ แพทย์อาจนัดเจาะเลือดซ้ำอีกครั้งใน 48 ถึง 72 ชั่วโมงต่อมา โดยปกติค่าฮอร์โมน hCG จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 48 ถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าตัวอ่อนกำลังเจริญเติบโตอย่างปกติ
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound): เมื่อค่าฮอร์โมน hCG สูงถึงระดับเกณฑ์วิกฤต (ประมาณ 1500 ถึง 2000 mIU/mL) แพทย์จะสามารถมองเห็นถุงการตั้งครรภ์ (Gestational Sac) ภายในโพรงมดลูกได้ผ่านการอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอด

วิธีดูแลสุขภาพตนเองและการปฏิบัติตัวเมื่อสงสัยว่าตั้งครรภ์

ในช่วงที่กำลังรอผลตรวจที่แน่นอนหรือเพิ่งทราบผลการตั้งครรภ์ มารดาควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์

  • งดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด: สสารเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความพิการแต่กำเนิดและพัฒนาการทางสมองของทารก
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยา รับประทานยา หรือสมุนไพรเอง: ยาบางชนิดอาจส่งผลอันตรายต่อตัวอ่อนในระยะสร้างอวัยวะ (Organogenesis) หากมีอาการเจ็บป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
  • รับประทานวิตามินกรดโฟลิก (Folic Acid): ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันความพิการของท่อประสาทไขสันหลัง (Neural Tube Defects)
  • พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงความเครียด: ร่างกายต้องการพลังงานสูงขึ้นในการปรับฮอร์โมน

วิธีการป้องกันและการเตรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

การเตรียมความพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ (Preconception Care) เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์: ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภาวะซีด โรคธาลัสซีเรีย และเชภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมัน
  • การฉีดวัคซีนที่จำเป็น: เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดยักษ์ ก่อนการวางแผนตั้งครรภ์
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่
คำแนะนำจากคุณหมอ: สำหรับคำถามที่ว่า ท้องกี่สัปดาห์ถึงจะตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือดแล้วเจอค่าฮอร์โมนที่แน่นอน ขอสรุปสั้นๆ ว่า หากตรวจหลังวันปฏิสนธิ 10 ถึง 12 วัน หรือเมื่อประจำเดือนขาดไปเพียง 2 ถึง 3 วัน การตรวจเลือดจะให้ผลที่แม่นยำสูงมาก หากพบผลบวกควรรีบไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อฝากครรภ์และรับคำแนะนำที่ถูกต้องทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down