ไขข้อข้องใจเรื่องการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด
สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนจะมีบุตร หรือผู้ที่กำลังเฝ้ารอคอยข่าวดี การทราบผลการตั้งครรภ์ให้เร็วและแม่นยำที่สุดถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในทางการแพทย์ การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Human Chorionic Gonadotropin - hCG) เป็นวิธีที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดและสามารถตรวจพบได้เร็วกว่าการตรวจด้วยชุดทดสอบปัสสาวะด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม หลายท่านมักมีความสงสัยว่า ท้องกี่สัปดาห์ถึงจะตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือดแล้วเจอค่าฮอร์โมนที่แน่นอนและไม่คลาดเคลื่อน
กลไกการเกิดฮอร์โมน hCG และระยะเวลาที่ตรวจพบได้
เมื่อมีการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิและตัวอ่อนฝังตัวลงบนผนังมดลูก (Implantation) รกจะเริ่มสร้างฮอร์โมนที่มีชื่อว่า hCG ออกมาเพื่อรักษาเยื่อบุโพรงมดลูกให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของทารก โดยปกติแล้วการฝังตัวจะเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 6-10 วันหลังจากการตกไข่ เมื่อฝังตัวแล้วระดับฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทุกๆ 48-72 ชั่วโมง
ทำไมการตรวจเลือดจึงมีความแม่นยำสูง
การตรวจเลือด (Blood Test) มีความไวสูงกว่าการตรวจปัสสาวะ (Urine Test) เนื่องจากสามารถตรวจพบระดับฮอร์โมน hCG ที่มีค่าความเข้มข้นต่ำมากๆ ได้ในระดับหน่วยต่อลิตร (mIU/mL) ในขณะที่ชุดตรวจปัสสาวะทั่วไปจำเป็นต้องรอให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายสูงขึ้นจนถูกขับออกมาทางปัสสาวะในปริมาณที่เพียงพอต่อการทำปฏิกิริยากับแถบทดสอบเสียก่อน
อาการและสัญญาณบ่งชี้การตั้งครรภ์ระยะเริ่มต้น
ก่อนที่จะตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจการตั้งครรภ์ ร่างกายอาจแสดงสัญญาณบางประการที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ได้ ดังนี้
- ประจำเดือนขาดหายไป (Amenorrhea) ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด
- อาการคัดตึงเต้านมหรือหัวนมมีความไวต่อสัมผัส
- อาการคลื่นไส้หรืออาเจียนในช่วงเช้า (Morning Sickness)
- ความรู้สึกเหนื่อยเพลียหรืออ่อนแรงผิดปกติ
- อาการปัสสาวะบ่อยครั้งเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนและแรงกดทับจากมดลูก
สัญญาณอันตรายที่ควรพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
แม้จะยืนยันผลการตั้งครรภ์แล้ว หากมีอาการต่อไปนี้ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน:
- มีเลือดออกทางช่องคลอดในปริมาณมาก หรือมีลิ่มเลือดปน
- อาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปวดด้านใดด้านหนึ่ง (อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นอกมดลูก)
- มีไข้สูง หรือมีอาการหนาวสั่น
- อาการหน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อท่านมาพบแพทย์เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ แพทย์จะดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
- การซักประวัติรอบเดือนและอาการผิดปกติ
- การเจาะเลือดเพื่อหาค่า Beta-hCG เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์และระดับฮอร์โมนที่เหมาะสมกับอายุครรภ์
- การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อดูตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อน (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ หากอายุครรภ์น้อยเกินไปอาจยังไม่เห็นถุงการตั้งครรภ์)
การดูแลตนเองและข้อแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่
เมื่อผลการตรวจเลือดเป็นบวก (Positive) สิ่งสำคัญคือการดูแลสุขภาพองค์รวม:
- เริ่มรับประทานกรดโฟลิก (Folic Acid) ตามแพทย์สั่งเพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิดของทารก
- งดการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนในปริมาณที่สูงเกินไป
- พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่
- ลดความเครียดสะสมและทำจิตใจให้แจ่มใส
สรุปสิ่งที่ควรปฏิบัติ
- ตรวจเลือดเพื่อความมั่นใจได้ตั้งแต่วันที่ 12 หลังการปฏิสนธิ
- หากผลการตรวจเลือดเป็นลบแต่ประจำเดือนยังไม่มา ให้เว้นระยะเวลาอีก 1 สัปดาห์แล้วตรวจซ้ำ
- สังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอาการปวดท้องหรือเลือดออก
- ฝากครรภ์ให้เร็วที่สุดเมื่อทราบผลว่าตั้งครรภ์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำและการดูแลจากกุมารแพทย์และสูตินรีแพทย์อย่างใกล้ชิด