ลูกร้องไห้กรีดร้องเป็นพักๆ ถ่ายเป็นมูกเลือด: ภัยเงียบในช่องท้องที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน
ในฐานะกุมารแพทย์ผู้ดูแลเด็กเล็กมาเป็นเวลานาน หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกและสะเทือนใจให้กับผู้ปกครองมากที่สุดคือ การที่ทารกหรือเด็กเล็กจู่ๆ ก็ร้องไห้งอแงอย่างรุนแรง กรีดร้องเป็นพักๆ ตัวงอด้วยความเจ็บปวด และเมื่อขับถ่ายออกมากลับพบอุจจาระที่มีลักษณะคล้ายเยื่อเมือกปนเลือด อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอาการปวดท้องทั่วไปจากแก๊สในกระเพาะอาหาร หรืออาการท้องเสียจากอาหารเป็นพิษธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนคลาสสิกของโรคร้ายแรงทางศัลยกรรมเด็กที่เรียกว่า โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่หากปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนอาจนำไปสู่ภาวะลำไส้เน่าตาย ทะลุ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
โรคลำไส้กลืนกันพบได้บ่อยที่สุดในเด็กทารกช่วงอายุตั้งแต่ 3 เดือนถึง 3 ปี โดยเฉพาะในช่วงอายุ 5 ถึง 9 เดือน แม้ว่าเด็กในวัยอื่นหรือผู้ใหญ่จะสามารถพบได้บ้างแต่น้อยมาก ความน่ากลัวของโรคนี้คือ อาการมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในเด็กที่กำลังเจริญเติบโตและมีสุขภาพแข็งแรงดี ทำให้พ่อแม่หลายคนตายใจ คิดว่าลูกแค่ปวดท้องธรรมดาและเผลอปล่อยให้เวลาร่วงเลยไปจนกระทั่งสายเกินแก้ บทความนี้จึงถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้ความรู้ที่ละเอียดและครบถ้วนที่สุด เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการได้ทันท่วงทีและนำลูกน้อยส่งโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย
กลไกและสาเหตุการเกิดโรคลำไส้กลืนกัน: เกิดขึ้นได้อย่างไรในท้องของลูกน้อย
เพื่อให้เข้าใจความรุนแรงของโรค เราต้องมาทำความเข้าใจกลไกการเกิดโรคกันก่อน โรคลำไส้กลืนกัน (Intussusception) คือภาวะที่ลำไส้ส่วนต้น (Proximal segment) มักจะเป็นลำไส้เล็กส่วนปลาย (Terminal ileum) เคลื่อนตัวสอดหรือมุดเข้าไปในโพรงของลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่ติดกัน (Distal segment) ซึ่งส่วนใหญ่คือบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) ลักษณะคล้ายกับการดึงถุงมือยางกลับด้าน หรือการพับเก็บร่ม
เมื่อลำไส้เกิดการซ้อนทับกันเช่นนี้ จะไปกดทับหลอดเลือดที่มาหล่อเลี้ยงผนังลำไส้ ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงได้สะดวก ส่งผลให้เกิดภาวะขาดเลือด (Ischemia) ผนังลำไส้เริ่มบวม มีเลือดและน้ำเหลืองรั่วซึมออกมาปนกับเมือกในลำไส้ กลายเป็นอุจจาระที่มีลักษณะพิเศษที่แพทย์เรียกว่า Red currant jelly stool หรืออุจจาระที่มีมูกเลือดปนคล้ายเยลลี่สีแดง หากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป เนื้อเยื่อลำไส้ส่วนนั้นจะขาดเลือดรุนแรงจนเน่าตาย (Gangrene) และอาจเกิดภาวะลำไส้ทะลุ (Intestinal perforation) ทำให้เชื้อโรคและอุจจาระรั่วเข้าไปในช่องท้อง จนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรงตามมา
ในเด็กส่วนใหญ่ (ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์) จะไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนทางการแพทย์ (Idiopathic) แต่มักมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหาร ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณผนังลำไส้โตขึ้น และต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้น (Lead point) ที่ทำให้ลำไส้ส่วนนั้นถูกดึงให้เคลื่อนตัวเข้าไปได้ง่ายขึ้นเมื่อลำไส้มีการบีบตัว ส่วนในเด็กโตหรือเด็กเล็กบางราย อาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครงสร้างภายในลำไส้ เช่น ติ่งเนื้อในลำไส้ (Polyp) ผังผืด เส้นเลือดขอด หรือพยาธิสภาพอื่นๆ ซึ่งแพทย์จะต้องตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป
อาการแสดงและระยะของโรค: สังเกตอย่างไรว่าลูกกำลังเผชิญกับโรคลำไส้กลืนกัน
อาการของโรคลำไส้กลืนกันมีความจำเพาะเจาะจงค่อนข้างสูง หากพ่อแม่สังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างใกล้ชิดจะสามารถแยกแยะความผิดปกินี้ได้จากอาการปวดท้องทั่วไป โดยอาการมักจะดำเนินไปตามลำดับดังนี้
- อาการปวดท้องแบบเฉียบพลันและเป็นพักๆ (Colicky abdominal pain): ลูกน้อยจะเริ่มร้องไห้กรีดร้องอย่างกะทันหันและรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ เด็กมักจะแสดงท่าทางเจ็บปวดด้วยการดึงขาเข้าหาหน้าอก งอตัว และใบหน้าแสดงความทุกข์ทรมาน อาการร้องนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 10 ถึง 15 นาที แล้วจู่ๆ ก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ทำให้เด็กดูเหมือนปกติ กลับมาเล่นหรือหลับได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นอีกประมาณ 15 ถึง 30 นาที อาการปวดและร้องกรีดร้องก็จะกลับมาเป็นซ้ำอีกรอบ ลักษณะการปวดเป็นพักๆ นี้เกิดจากการบีบตัวของลำไส้พยายามขับส่วนที่ติดขัดออกไป
- อาการอาเจียน (Vomiting): ในระยะแรกของการปวดท้อง เด็กมักจะอาเจียนออกมาเป็นนมหรืออาหารที่ทานเข้าไป จากนั้นอาเจียนอาจเปลี่ยนเป็นน้ำย่อยสีเขียวปนเหลือง (Biliary vomiting) เนื่องจากเกิดภาวะการอุดตันของลำไส้ ทำให้ทางเดินอาหารส่วนบนไม่สามารถระบายลงล่างได้
- อุจจาระผิดปกติและมีมูกเลือดปน (Red currant jelly stool): อาการนี้มักจะปรากฏตามหลังอาการปวดท้องผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง ในช่วงแรกเด็กอาจยังถ่ายอุจจาระปกติหรือถ่ายเหลว ต่อมาเมื่อผนังลำไส้เริ่มบวมและมีเลือดออก จะขับเมือกและเลือดออกมาทางทวารหนัก มีลักษณะคล้ายเยลลี่สีแดงเข้มหรือน้ำล้างเนื้อ ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่บ่งบอกว่าภาวะลำไส้ขาดเลือดได้เกิดขึ้นแล้ว
- อาการอ่อนเพลียและซึมลง (Lethargy): เมื่อเวลาผ่านไป เด็กจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากการอาเจียนและความเจ็บปวด ประกอบกับภาวะช็อกที่อาจเกิดขึ้นได้ เด็กจะเริ่มซึมลง ไม่ยอมดูดนม อ่อนแรง และใบหน้าซีดเผือด
สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ
โรคลำไส้กลืนกันเป็นภาวะวิกฤตทางศัลยกรรมที่ไม่สามารถรักษาหายได้เองที่บ้าน และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ข้ามคืนเด็ดขาด หากคุณพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็น Red Flag ที่ต้องนำตัวส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:
- เด็กร้องไห้กรีดร้องเป็นพักๆ ไม่ยอมหยุด และมีท่าทางเจ็บปวดทรมานมากจนตัวงอ
- มีอาการอาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นน้ำดีสีเขียว หรืออาเจียนทุกครั้งที่ดื่มนม
- พบอุจจาระมีมูกเลือดปน หรือมีเลือดสดๆ ไหลออกมาทางทวารหนัก
- เด็กซึมมาก ปลุกตื่นยาก ตัวเย็น เหงื่อออกตามไรผม ชีพจรเต้นเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อก
- หน้าท้องป่องตึง กดเจ็บ หรือคลำพบก้อนเนื้อลักษณะคล้ายไส้กรอกบริเวณช่องท้องส่วนบนหรือด้านขวา
- ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีเลยติดต่อกันหลายชั่วโมง บ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โดยกุมารแพทย์และศัลยแพทย์
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินอาการและวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเวลาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการรักษา ลำดับขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยมาตรฐานประกอบด้วย:
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามลักษณะการร้องไห้ ระยะเวลา และลักษณะอุจจาระอย่างละเอียด จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายด้วยการคลำหน้าท้อง (Abdominal palpation) ซึ่งในผู้ป่วยโรคลำไส้กลืนกัน แพทย์มักจะคลำพบก้อนเนื้อที่มีลักษณะยาวคล้ายไส้กรอก (Sausage-shaped mass) บริเวณช่องท้อง และอาจตรวจพบเลือดติดถุงมือแพทย์เมื่อทำการตรวจทางทวารหนัก (Digital rectal examination)
- การอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงมากในการวินิจฉัยโรคลำไส้กลืนกัน (มีความไวและความจำเพาะสูงกว่า 95 เปอร์เซ็นต์) แพทย์สามารถมองเห็นภาพตัดขวางของลำไส้ที่ซ้อนกันอยู่ ซึ่งมีลักษณะจำเพาะเรียกว่า Target sign หรือ Pseudokidney sign ได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องเจ็บตัวและไม่ต้องได้รับรังสีเอกซเรย์
- การเอกซเรย์ช่องท้อง (Abdominal X-ray): ใช้เพื่อประเมินภาวะการอุดตันของลำไส้ และดูว่ามีภาวะลำไส้ทะลุหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา
วิธีดูแลรักษาโรคลำไส้กลืนกัน: จากการสวนลำไส้สู่การผ่าตัด
เป้าหมายหลักของการรักษาโรคลำไส้กลืนกันคือ การคลายลำไส้ส่วนที่ซ้อนกันให้ออกมาอยู่ในตำแหน่งปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ลำไส้เน่าตาย วิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เด็กมีอาการและสภาพร่างกายของผู้ป่วย ดังนี้
- การสวนลดลำไส้ด้วยความดัน (Non-surgical reduction): หากผู้ป่วยมาพบแพทย์เร็ว (โดยทั่วไปคือภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีอาการ และยังไม่มีภาวะลำไส้ทะลุหรือช็อกรุนแรง) ศัลยแพทย์เด็กหรือรังสีแพทย์จะทำการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการสวนสารทึบรังสี ลม หรือน้ำเกลือผ่านทางทวารหนักด้วยความดันที่ถูกควบคุมอย่างแม่นยำ (Air enema หรือ Barium/Water-soluble contrast enema) แรงดันนี้จะช่วยดันให้ลำไส้ที่ซ้อนกันคลายตัวหลุดออกมารักษาความปกติได้สำเร็จในผู้ป่วยส่วนใหญ่
- การผ่าตัดรักษา (Surgical reduction): หากผู้ป่วยมาโรงพยาบาลช้า มีอาการเกิน 24 ถึง 48 ชั่วโมง มีภาวะลำไส้ทะลุ หรือการสวนลดด้วยความดันไม่สำเร็จ แพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดรักษา โดยศัลยแพทย์จะทำการเปิดหน้าท้องเพื่อดึงลำไส้ให้ออกมาอยู่ในตำแหน่งเดิมด้วยมือ หากพบว่ามีเนื้อเยื่อลำไส้ส่วนใดเน่าตายไปแล้ว ศัลยแพทย์จะต้องทำการตัดลำไส้ส่วนที่เน่าออกและเย็บต่อลำไส้เข้าด้วยกัน หรืออาจต้องทำทวารเทียมทางหน้าท้องชั่วคราวในกรณีที่เด็กมีอาการหนักมาก
การดูแลหลังการรักษาและการป้องกัน
หลังจากการรักษาด้วยการสวนลดหรือการผ่าตัดสำเร็จ เด็กจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วย โดยแพทย์จะยังไม่อนุญาตให้รับประทานอาหารทางปากทันที เพื่อให้ลำไส้ได้พักการทำงาน เด็กจะได้รับสารน้ำและสารอาหารทางหลอดเลือดดำ จนกว่าลำไส้จะเริ่มกลับมาทำงานได้ปกติ ซึ่งสังเกตได้จากการที่เด็กเริ่มผายลมหรือถ่ายอุจจาระปกติ จากนั้นแพทย์จะค่อยๆ เริ่มให้จิบน้ำ และเปลี่ยนเป็นนมหรืออาหารอ่อนตามลำดับ
สำหรับการป้องกันโรคลำไส้กลืนกันนั้น เนื่องจากในเด็กส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงทำให้การป้องกันโดยตรงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างสุขภาพทางเดินอาหารและการป้องกันการติดเชื้อไวรัสในทางเดินอาหาร เช่น การรักษาสุขอนามัยที่ดี การล้างมือก่อนเตรียมอาหารหรือให้นม และการรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรตา (Rotavirus vaccine) ตามกำหนด ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อในทางเดินอาหารและลดโอกาสที่ต่อมน้ำเหลืองในลำไส้จะโตอักเสบ ก็เป็นแนวทางสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงทางอ้อมได้เป็นอย่างดี
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล: เช็กลิสต์ด่วนเมื่อลูกป่วย
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉิน นี่คือขั้นตอนปฏิบัติที่สรุปไว้เป็นเช็กลิสต์:
- 1. ตั้งสติและสังเกตอาการ: สังเกตลักษณะการร้องไห้ว่าเป็นการร้องกรีดร้องแบบเป็นพักๆ ตัวงอ และสลับกับช่วงที่เงียบสงบหรือไม่
- 2. ตรวจสอบสิ่งขับถ่าย: ดูผ้าอ้อมของลูกว่ามีอุจจาระปนเลือด หรือมีลักษณะคล้ายมูกเยลลี่สีแดงหรือไม่
- 3. ห้ามซื้อยาให้ทานเองเด็ดขาด: ห้ามให้ยาแก้ปวด ยาหยุดท้องเสีย หรือยาปฏิชีวนะใดๆ แก่เด็กโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงหรือบังคับให้อาการโรครุนแรงขึ้นจนแพทย์วินิจฉัยยาก
- 4. งดน้ำและอาหารทางปากชั่วคราว: หากเด็กมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ควรงดการให้นมหรืออาหารทันทีเพื่อป้องกันการสำลัก
- 5. รีบนำส่งห้องฉุกเฉินทันที: พาเด็กไปยังโรงพยาบาลที่มีกุมารแพทย์หรือศัลยแพทย์เด็กโดยเร็วที่สุด ห้ามรอจนถึงรุ่งเช้าหากอาการเกิดขึ้นในเวลากลางคืน เพราะทุกนาทีมีความหมายต่อชีวิตของลูกน้อย