ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความกังวลใจเมื่อพบอุจจาระทารกมีเลือดปน

การเปลี่ยนแปลงของอุจจาระในทารก ไม่ว่าจะเป็นสี กลิ่น หรือลักษณะเนื้ออุจจาระ มักเป็นสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นได้ง่ายในทุกๆ วัน เมื่อพบว่าอุจจาระทารกมีเลือดปน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของจุดเลือด เส้นเลือดฝอย หรือลิ่มเลือด ย่อมสร้างความตกใจและวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขออธิบายให้เข้าใจว่า อาการเลือดปนในอุจจาระของทารกนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะที่ไม่รุนแรงและหายได้เอง ไปจนถึงโรคทางเดินอาหารที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน การสังเกตลักษณะของเลือด ปริมาณ ร่วมกับอาการอื่นๆ ของทารก จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินและให้การรักษาได้อย่างแม่นยำ

สาเหตุและกลไกการเกิดเลือดปนในอุจจาระทารก

ระบบทางเดินอาหารของทารกยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโตและมีความบอบบางมาก เยื่อบุลำไส้จึงอาจเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบได้ง่ายจากหลายปัจจัย กลไกการเกิดเลือดปนในอุจจาระส่วนใหญ่เกิดจากการแตกของเส้นเลือดฝอยบริเวณเยื่อบุลำไส้ หรือแผลอักเสบที่ผนังลำไส้ โดยสาเหตุหลักที่พบบ่อยทางการแพทย์มีดังนี้

  • การแพ้อาหาร (Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis - FPIAP): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในทารกกินนมวัว หรือทารกที่กินนมแม่แต่คุณแม่รับประทานผลิตภัณฑ์จากนมวัว ถั่วเหลือง หรือไข่ โปรตีนแปลกปลอมเหล่านี้ผ่านทางน้ำนมและไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ของทารก ทำให้เกิดการอักเสบ มีเลือดหรือมูกเลือดปนในอุจจาระ แต่ทารกมักยังร่าเริงดี น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์
  • รอยแยกที่ขอบทวารหนัก (Anal Fissure): มักเกิดจากอาการท้องผูก ทำให้ทารกต้องเบ่งอุจจาระแรง อุจจาระที่มีลักษณะแข็งหรือก้อนใหญ่อาจเสียดสีกับผิวหนังบริเวณทวารหนักจนเกิดเป็นแผลปริเล็กน้อย สังเกตเห็นเลือดสีแดงสดเคลือบนอกอุจจาระ หรือติดอยู่บนผ้าอ้อม
  • การติดเชื้อในทางเดินอาหาร (Infectious Enteritis): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไข้ออก หรือปรสิต เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) หรือแคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) ซึ่งทำให้เยื่อบุลำไส้อักเสบรุนแรง ทารกจะมีอาการไข้ อาเจียน ท้องเสีย และมีมูกเลือดปนในอุจจาระ
  • ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception): เป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมที่พบบ่อยในทารกอายุระหว่างสามเดือนถึงสามปี เกิดจากลำไส้ส่วนต้นมุดเข้าไปในลำไส้ส่วนปลาย ทำให้เกิดการอุดตัน เลือดไปเลี้ยงไม่สะดวก จนเนื้อเยื่อลำไส้เริ่มตายและมีเลือดปนเมือกออกมา ลักษณะอุจจาระมักคล้ายเจลลี่ลูกเกด
  • โรคทางเดินอาหารพิการแต่กำเนิด: เช่น โรคผนังลำไส้โป่งพองแต่กำเนิด (Hirschsprung Disease) หรือความผิดปกติของเส้นเลือดในทางเดินอาหาร ซึ่งพบได้น้อยแต่มีความรุนแรง

ลักษณะของเลือดในอุจจาระที่บ่งบอกความแตกต่างของโรค

การสังเกตสีและลักษณะของเลือดที่ปนมากับอุจจาระ สามารถช่วยแยกแยะตำแหน่งและระดับความรุนแรงของโรคเบื้องต้นได้ดังนี้

  • เลือดสีแดงสดเคลือบนอกอุจจาระ หรือติดกระดาษทิชชู/ผ้าอ้อม: มักมาจากส่วนปลายของทางเดินอาหาร เช่น บริเวณทวารหนักหรือลำไส้ตรง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากแผลที่ขอบทวารหนักจากอาการท้องผูก
  • จุดเลือดหรือเส้นเลือดฝอยปนอยู่ในเนื้ออุจจาระ: มักเกิดจากการอักเสบของลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ซึ่งพบได้บ่อยในภาวะแพโปรตีนนมวัว
  • เลือดปนกับมูก (อุจจาระมูกเลือด): มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหาร หรือภาวะลำไส้อักเสบรุนแรง
  • อุจจาระสีแดงเข้ม หรือสีดำคล้ายยางมะตอย (Melena): บ่งบอกว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน เช่น กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งเลือดทำปฏิกิริยากับน้ำย่อยจึงเปลี่ยนเป็นสีดำ ภาวะนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพบแพทย์ทันที
คำแนะนำจากคุณหมอ: เมื่อพบเลือดปนในอุจจาระลูก สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติ ถ่ายภาพลักษณะอุจจาระเก็บไว้ให้แพทย์ดู และจดบันทึกอาหารที่ลูกหรือคุณแม่รับประทานเข้าไปในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เพราะข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยโรค

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากทารกมีอุจจาระมีเลือดปนร่วมกับอาการเหล่านี้ ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องพาไปโรงพยาบาลโดยด่วนเพราะอาจเป็นภาวะวิกฤต:

  • ทารกร้องกวนงอแช่ งอเข่าเข้าหาหน้าอกเป็นพักๆ จากอาการปวดท้องรุนแรง (สัญญาณของภาวะลำไส้กลืนกัน)
  • อาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นสีเขียวหรือมีน้ำดีปน
  • มีไข้สูงซึมลง ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ซีดเซียว
  • ท้องอืดมาก หน้าท้องตึงแข็ง กดเจ็บ
  • มีอาการขาดน้ำ เช่น ร้องไห้ไม่มีน้ำตา กระหม่อมยุ๋ม ปัสสาวะไม่ออกนานเกินหกชั่วโมง
  • ถ่ายเป็นเลือดสดปริมาณมาก หรืออุจจาระเป็นสีดำสนิท

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ถามลักษณะของเลือด ระยะเวลาที่พบ อาการร่วม การได้รับนมหรืออาหารเสริมชนิดใหม่ ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว และประวัติการแพ้อาหาร
  • การตรวจร่างกาย: ตรวจช่องท้องเพื่อประเมินความนิ่ม ความอืด และก้อนในท้อง ตรวจบริเวณทวารหนักเพื่อดูแผลปริหรือรอยโรคภายนอก
  • การตรวจอุจจาระ (Stool Examination): เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง ไขของพยาธิ หรือเชื้อแบคทีเรีย และตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม: เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูภาวะซีด การอักเสบ หรือความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  • การตรวจพิเศษอื่นๆ: ในรายที่สงสัยภาวะลำไส้กลืนกัน แพทย์อาจพิจารณาทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) ซึ่งมีความปลอดภัยและมีความแม่นยำสูง

วิธีดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่วินิจฉัยพบ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • กรณีเกิดจากภาวะแพ้อโปรตีนนมวัว: หากกินนมแม่ คุณแม่อาจต้องงดผลิตภัณฑ์จากนมวัวและอาหารที่กระตุ้นการแพ้เด็ดขาดอย่างน้อยสองถึงสี่สัปดาห์ หากทารกกินนมผง แพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนเป็นนมสูตรพิเศษ เช่น นมสูตรไฮอไลซ์โปรตีน (Extensively Hydrolyzed Formula) หรือนมสูตรกรดอะมิโน (Amino Acid-Based Formula)
  • กรณีเกิดจากรอยแยกที่ขวารหนักและท้องผูก: ต้องปรับระบบขับถ่ายโดยการให้น้ำเปล่าที่เหมาะสมในทารกวัยเกินหกเดือน ปรับชนิดของอาหารเสริมที่มีกากใย และแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาระบายชนิดที่ปลอดภัยในเด็ก (เช่น Polyethylene Glycol) เพื่อให้อุจจาระนิ่มลง
  • กรณีเกิดจากการติดเชื้อ: แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อโรค ร่วมกับการให้เกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด
  • กรณีภาวะลำไส้กลืนกัน: ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาโดยรังสีแพทย์หรือศัลยแพทย์เด็ก โดยใช้วิธีสวนแป้งหรือลมผ่านทางทวารหนักเพื่อดันลำไส้ให้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม หรืออาจต้องผ่าตัดในรายที่มีภาวะลำไส้เน่าตาย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กรับประทานยาหยุดถ่ายอุจจาระด้วยตนเองเด็ดขาดในกรณีที่มีเลือดปนหรือท้องเสียจากการติดเชื้อ เพราะจะทำให้เชื้อโรคและสารพิษค้างอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้นและเป็นอันตรายถึงชีวิต

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพทางเดินอาหารในทารก

แม้บางสาเหตุจะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถลดความเสี่ยงและเสริมสร้างระบบทางเดินอาหารที่แข็งแรงให้ลูกน้อยได้ด้วยวิธีเหล่านี้

  • สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งช่วยพัฒนาผนังลำไส้ของทารกให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการแพ้อาหาร
  • การแนะนำอาหารเสริมตามวัยอย่างค่อยเป็นค่อยไป: สำหรับทารกอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป ควรเริ่มอาหารเสริมทีละชนิด เว้นระยะห่างประมาณสามถึงเจ็ดวันเพื่อสังเกตอาการแพ้
  • รักษาสุขอนามัยที่ดี: ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร ป้อนนม หรือสัมผัสตัวทารก เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในทางเดินอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการให้ทารกรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมกับวัย: เช่น อาหารที่มีรสจัด อาหารแปรรูป หรือนมวัวแท้ก่อนวัยอันควร

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ขอให้ผู้ดูแลปฏิบัติตามขั้นตอนปฏิบัติเหล่านี้เมื่อพบอุจจาระทารกมีเลือดปน

  • ขั้นที่หนึ่ง สังเกตและบันทึก: ดูลักษณะ สี และปริมาณของเลือด ถ่ายภาพอุจจาระเก็บไว้ และทบทวนอาหารที่รับประทานในรอบวัน
  • ขั้นที่สอง ประเมินอาการร่วม: ตรวจดูว่าลูกมีไข้ ซีด ร้องกวน อาเจียน หรือซึมลงร่วมด้วยหรือไม่
  • ขั้นที่สาม นำส่งแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย: หากพบรอยโรคชัดเจนหรือมีอาการผิดปกติร่วม ให้รีบพาทารกไปพบกุมารแพทย์ทันที
  • ขั้นที่สี่ ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด: งดอาหารที่แพ้ตามแพทย์สั่ง ให้ยาครบถ้วนตามขนาดและเวลา และมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down